ภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำสมัยโบราณมนุษย์มีความเชื่อว่าผู้นำจะต้องมาจากความสามารถเฉพาะบุคคลที่เกิดขึ้นจากตระกูลผู้นำ หรือไม่ก็เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล แนวคิดเรื่องภาวะผู้นำที่เกิดจากเฉพาะบุคคลเริ่มหายไปเมื่อมีนักวิชาการหลายท่านศึกษา ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในอดีพมีหลายท่าน เช่น พ่อขุนรามคำแหง พระเจ้านโปเลียน พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นต้น มีนักวิชาการให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้หลายท่าน อาทิเช่น
McFarland (1979 : 214 – 215 ) ให้ความหมายของภาวะผู้นำว่า ผู้นำคือบุคคลที่มีความสามารถในการใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำงานในระดับต่างๆที่ต้องการให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
Huse (1978 : 227) ให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้ว่า ผู้นำคือ ผู้ที่สามารถชักจูงให้คนอื่นทำงานให้สำเร็จตามต้องการ
YuKl ( 1989 : 3-4) ผู้นำ คือ บุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดในกลุ่ม และเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติภาระหน้าที่ของตำแหน่งผู้นำที่ได้รับมอบหมายบุคคลอื่นในกลุ่มที่เหลือคือผู้ตาม แม้จะเป็นหัวหน้ากลุ่มย่อยหรือผู้ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆก็ตาม
ประพันธ์ ผาสุกยืด (หน้า 2541, หน้า 87) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ ความสามารถในการนำหรือภาวะผู้นำว่า เป็นคุณสมบัติหรือทักษะส่วนตัวของแต่ละบุคคลที่สามารถสร้างขึ้นได้ หากได้รับการพัฒนาฝึกฝน ผู้นำที่เราพบเห็นกันอยู่ทุกวันนี้อาจจะไม่มีความสามารถในการนำที่ดีพอก็ได้ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายทั้งในระดับองค์กรและในระดับประเทศ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำ( leader )นั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเพียบพร้อมซึ่งคุณสมบัติ และการสามารถในการนำ (leadership) เสมอไป แต่ในทางตรงกันข้าม ใครกามที่มีภาวะผู้นำ(leadership) เขานั้นแหละมีความพร้อม และเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำ (leader)
จากความหมายต่างๆ พอสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำคือ ความสามารถของบุคคลที่สามารถพัฒนาขึ้นมาเองได้เป็นคุณสมบัติของบุคคลในการที่จะนำพาองค์กรหรือกลุ่มไปยังเป้าหมายด้วยความประสบความสำเร็จโดยสามารถจูงใจให้คนในกลุ่มทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความเต็มใจในการที่ทำงานนั้น
มีทฤษฏีเกี่ยวกับภาวะผู้นำมากมายแต่ในที่นี้ผู้เขียนขอนำเสนอทฤษฏีภาวะผู้นำของ McGregor’s : Theory X and Theory Y
Douglas McGregor เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกา ซึ่งทฤษฏีเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจและทฤษฏีความต้องการขั้นพื้นฐานของมาสโลว์ ซึ่ง McGregor มีความเห็นว่า การทำงานกับคนจะต้องคำนึงถึง ธรรมชาติของมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ คือ มนุษย์มีความต้องการพื้นฐาน และต้องการแรงจูงใจ ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพจะต้องให้สิ่งที่ผู้ตามหรือผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการจึงจะทำให้เกิดความศัทธา และกระตือรือร้นช่วยกันปฏิบัติงานให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
Theory X พื้นฐานของคน คือ ไม่ชอบทำงาน พื้นฐานคนขี้เกียจ อยากได้เงิน อยากสบาย เพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้จำเป็นต้องคอยควบคุมตลอดเวลา และต้องมีการลงโทษมีกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
Theory Y เป็นกลุ่มที่มองในแง่ดี มีความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ เต็มใจทำงาน มีกาเรียนรู้ มีการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน มีความคิดสร้างสรร และมีศักยภาพในตนเอง
จากความหมายและทฤษฏีที่กล่าวมาข้างต้นนั้นผู้เขียนเห็นว่า ในเรื่องภาวะผู้นำพอจะนิยามได้ดังนี้ ภาวะผู้นำ คือ ผู้ซึ่งมีความฝันและสร้างสร้างฝันนั้นสำเร็จด้วยพลังของคนในกลุ่ม และคนในกลุ่มนั้นทุ่มเท กำลังกายและกำลังใจที่จะทำให้งานนั้นให้ประสบความสำเร็จ ในมุมมองของผู้เขียนมองว่า ผู้นำนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แบบกล่าวคือ
-
ผู้นำแบบมุ่งงาน ผู้นำลักษณะนี้มีลักษณะมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ของงานสูง โดยไม่สนใจผู้ตามหรือลูกน้องภายในกลุ่ม ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ทำงานกับผู้นำองค์กรลักษณะเช่นนี้มา ในช่วงเวลา การทำงานผู้นำลักษณะนี้เน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นอย่างมากโดยไม่สนว่าลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาจะคิดเช่นไร ลักษณะการทำงานของผู้นำแบบนี้เป็นในลักษณะของการสั่งการมากกว่าจะเป็นการขอความร่วมมือ เมื่อมีการประชุมผู้นำลักษณะนี้มักจะเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่เสมอ หากผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอความคิดเห็นมา เขาก็จะไม่ค่อยรับฟังแนวความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชาเท่าไหร่ ผู้นำองค์กรลักษณะนี้โดยส่วนมากเป็นที่ต้องการของเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปเพราะเขาสามารถทำงานได้ผลสัมฤทธิ์สูงแต่ในทางกลับกันลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ชอบผู้นำลักษณะแบบนี้
-
ผู้นำแบบมุ่งคน ในมุมมองของผู้เขียนมองว่าผู้นำแบบนี้เป็นผู้นำที่ยึดคนหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นศูนย์กลางเขามีความเชื่อว่า หากเขาสามารถทำให้ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชามีความสุขกับการทำงานแล้วผลสัมฤทธิ์ของงานก็จะเพิ่มขึ้น ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ทำงานกับผู้นำลักษณะเช่นนี้ การทำงานเป็นลักษณะของผู้นำองค์กรหรือผู้บังคับบัญชามอบหมายงานให้ทำเต็มที่ แล้วให้อิสระทางความคิด อย่างเต็ม การทำงานในลักษณะแบบนี้ทำให้ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
-
ผู้นำแบบผสมระหว่างมุ่งงานและมุ่งคน ผู้นำแบบนี้เป็นการผสมกันระหว่างผู้นำแบบมุ่งงานและผู้นำแบบมุ่ง การทำงานของผู้นำแบบนี้มักให้ความสำคัญของงานและความสำคัญของคนนั้นหมายถึงความสำคัญของผู้ใต้บังคับบัญชาเท่ากัน ผู้ประเภทนี้มักมุ่งและกำหนดเป้าหมายของผลสัมฤทธิ์การทำงานที่มากเป็นพิเศษและในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นเดียวกัน ผู้เขียนเองเคยได้เห็นการทำงานของผู้นำประเภทนี้ กล่าวคือในระหว่างการทำงานผู้นำประเภทนี้จริงจังกับงานมาก รวมถึงต้องการให้ผู้บังคับบัญชาจริงจังด้วย แต่หลังจากเลิกงานหรือในระหว่างที่ไม่มีงานก็จะให้ความสำคัญกับผู้บังคับบัญชา ทำให้บรรยากาศการทำงานของผู้นำแบบนี้ในขณะทำงานดูเข้มแข็งเอาจริงเอาจังแต่ในขณะเดียวกัน พอหลังจากงานเสร็จผู้นำก็ให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง