๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

 

ก่อนวันโลกแตก ๔ เดือน ตามคำทำนายของชนเผ่ามายา

แม่เข้ารับการผ่าตัดตาต้อกระจก ๑ ข้าง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
อาการปลอดภัย กลับไปนอนพักที่บ้าน พร้อมยาทานมากมาย
และหมอห้ามแม่ออกแรงหนัก

ผมไปอยู่เวรหอพักนักศึกษาและภาวะิจิตใจกับความห่วงใย
พร้อม ๆ กับการต้องไปทำหน้าที่อาจารย์ประจำหอพัก

ผมสัมผัสความรู้สึกในใจของ "ความเจ็บ" ของแม่

 

 

 

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕

 

หลังจากแม่เข้ารับการผ่าตัดตาต้อกระจก ๘ วัน

ผมประสบอุบัติเหตุขี่รถชนรถกระบะที่มาตัดหน้า
หลังจากการกลับมาจากการอยู่เวรหอพักนักศึกษาครูเป็นเลิศ
เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเำภอเป็นครั้งแรก

ตามบันทึก วินาทีเฉียดตาย ... (ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม)

ผมบาดเจ็บตามร่างกาย พักงานไป ๒ วัน วันจันทร์ - อังคาร
ติดรถรองคณบดีฯ ไปสอนด้วยสภาพขากระเผลก ช้ำใน
ทานยายังไม่หมดโดส

ผมสัมผัส "ความเจ็บ" และ "ความเกือบตาย" ของตัวเอง

 

 

 

๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๕

 

นับจากวันที่ผมได้รับอุบัติเหตุได้ ๖ วัน

แม่ปวดท้องมาก พ่อกับน้องชายพาแม่เข้าโรงพยาบาลพระราม ๙
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านมากที่สุด

แม่ปวดท้องเนื่องจากสาเหตุเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งแม่เคยตรวจพบแล้ว
แต่มันยังไม่ใหญ่เท่านี้ แม่จึงประวิงเวลายังไม่ผ่าตัดนานหลายเดือน
เนื่องจากบ้านเราไม่มีเงินมากที่เป็นค่ารักษาได้มากมายนัก
แม่จึงพยายามอดทน และเลือกที่จะทำการรักษาโรคอื่น ๆ ที่อันตรายไปก่อน

อาจารย์หมอ (เห็นน้องชายว่าอย่างนั้น) ได้ผ่าตัดโดยการตัดถุงน้ำดีออกเลย
เนื่องจากนิ่วมีขนาดใหญ่มาก ตอนเย็นโทรไปถามน้องชายแล้ว
น้องชายบอกว่า แม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการอีก ๕ วัน
หลังจากนั้น ทางโรงพยาบาลคงคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด คงอย่างที่เล่าให้ฟัง
ในอนุทินครับว่า เป็นแสนบาทแน่นอน

ผมได้สัมผัส "ความเจ็บปวด" ของแม่อีกครั้งหนึ่ง และ
"ความเ็จ็บปวด" ของตัวเองที่ไม่สามารถทำหน้าที่ลูกได้ดีกว่านี้
แย่มาก ๆ

 

 

 

ภายในเวลาครึ่งเดือนของเดือนสิงหาคม


"ความเจ็บปวด" และ "ความตาย" ของตัวเองและคนที่เรารัก
มันอยู่ใกล้เราแค่นี้เอง

มันเป็น "ความทุกข์" มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

เพียงแต่เราสามารถจะค้นหาสาเหตุแห่งทุกข์
และดับมันได้หรือเปล่า เท่านั้น

 

ท่านพุทธทาส กล่าวว่า

"เราไม่ต้องไปดับทุกข์ที่วัด ที่ป่า ที่บ้าน ที่ภูเขา...
ต้องดับทุกข์ที่เหตุของความทุกข์"

 

ผมอาจจะไม่ได้ปฏิบัติธรรมที่วัดหรือสถานปฏิบัติใด ๆ ในโลกนี้
แต่ผมคงพยายามที่จะปฏิบัติธรรม โดยเริ่มที่ "ใจ" ของตัวเองก่อน

เมื่อไหร่ ก็ เมื่อนั้น ที่ผมอาจจะมองเห็นแสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์บ้าง

 

มันเป็น "วิถี" ที่เราเป็น

มันเป็น "ชะตากรรม" ที่เรามิอาจหลีกเลี่ยงได้

 

เราน้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจที่พึงรู้ด้วยความไม่ดื้อดึง

ปล่อยทุกสิ่งที่ควรปล่อย

ทำทุกสิ่งที่ควรทำ

 

...

จึงปล่อยวางทางโลกที่โศกเศร้า
ปัญญาเขลาปล่อยวางไว้ทางโน้น
จิตกังวลปล่อยวางห่างต้วตน
ความเป็นคนปล่อยวางดูว่างดี

โลกไม่มีตัวตนแต่หนไหน
จิตนั้นไซร้กำหนดเองได้ทุกที่
ทำจิตว่างปล่อยทุกอย่างตามทางดี
โลกไม่มีจึงปล่อยวางคือทางธรรม

...

 

(ขอบคุณ คุณพยาบาล Blank ชลัญธร ที่ทำกราฟิกให้ครับ)

 

 

บุญรักษา แม่อันเป็นที่รักของลูกด้วย

 

 

 

ป.ล. บันทึกนี้กว่าจะนำขึ้นได้ก็ใช้เวลาถึง ๑ วัน ๑ คืน