วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                ทำไมหนูไม่เลือกใช้ชีวิตแบบคนอื่น ๆ

ที่ก็ทำงานหาเงิน กิน เที่ยว แต่งงาน มีลูก เบื่อหย่าร้าง แต่งงานใหม่ เจ็บ ป่วย แล้วก็ตาย

ก็เห็นสิ่งเหล่านี้เจ้าค่ะครู ไม่ได้อยากไขว้คว้าทุกข์เหล่านี้มาเป็นของตน   

แต่สิ่งที่หนูเองก้าวไม่ผ่านพ้นกับตนเองคืออะไร

“ใจไม่เข้มแข็งพอที่จะอดทนฝึกฝน กับสิ่งต่าง ๆที่เข้ามายั่วราคะ”

ยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความอยากและไม่อยาก และก็ยังละเลย “หน้าที่”

ศีลไม่ครบ หนักเข้าไปไม่ละอายในการทำผิดด้วย แถมยกใจเหี้ยม ๆ แล้วบอกว่า “ก็แล้วไง”

หนังสือที่ครูบอกให้ไปซื้ออ่านเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง”

อ่านไปใจก็รู้สึก ทอดถอนใจ ทำผิดมาก็แทบทุกหน้าที่ปรากฏ

ตายไปจิตคงไปลงนรกแทบทุกหลุม อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่มันก็สะกิดกับตนเองเรื่องหนึ่ง

ที่มีนักล่าสัตว์คนหนึ่ง ที่ก่อนหน้านี้ ฆ่าสัตว์ ล่าสัตว์เลี้ยงชีวิต มานับไม่ถ้วน พอได้ฟังธรรมเกิดความหวาดกลัวและมีศรัทธา ขอบวช แต่พอบวชแล้วภาวนายังไงก็ไม่ก้าวหน้า เพราะภาพของสรรพสัตว์ที่เขาเคยเบียดเบียน มารวบกวนจิตใจ

จนเกิดความท้อแท้ใจ คิดว่าตนเองคงปฏิบัติไม่ได้แล้ว จึงไปหาอาจารย์จะขอลาสิกขา ท่านให้อุบายโดยการให้ไปเก็บกวาด ทำความสะอาด ก่อนแล้วค่อยมาลาสิกขา ดูเหมือนว่า ไม่ว่าพระท่านจะจุดไฟยังไงก็ไม่ติด ไม่สามารถเผากิ่งไม้ที่มันยังไม่แห้งได้ พอพระอาจารย์เดินมา ท่านจึงบอกว่าเผาไม่ได้รึ

ท่านจึงทำให้ดูโดยการเปิดแผ่นดินให้แยกเป็นสองส่วนแล้วเอาไฟนรก มาเผ่ากิ่งไม้มอดไหม้ในพริบตา

พอได้รู้ว่าไฟในนรกรุนแรงขนาดนี้ ท่านมีความรู้สึกหวาดกลัว จึงตัดสินใจไม่ลาสิกขา เร่งบำเพ็ญเพียรภาวนาจนบรรลุธรรมในที่สุด

หนูอ่านแล้วก็มีแว๊บขึ้นมาว่า

หนูก็ไม่ต่างจากนักล่าสัตว์ ที่ทำผิดมามาก ภาวนาไปเจอแต่ความเจ็บปวดเก่า ๆ กรรมหนักเก่าๆที่ตนเองสร้างไว้ ทั้งความหลงระเริงในดนตรี เสียงเพลงยั่วราคะชาวบ้านไปวัน ๆ ความไม่รักษาสัจจะ และอวดตนว่าฉันเก่ง ยิ่งเจอความชั่วในใจตนเองมากก็เหมือนมีอาการรับไม่ได้ อยากหนี

 ถ้าหนูเก่งได้เอง ทำได้เอง ก็คงพ้นทุกข์ไปนานแล้ว ไม่ต้องมาคอยวิ่งตามครูเป็นเปรตขอส่วนบุญแบบนี้ แต่ทุกครั้งที่ถูกชี้จี้ใจดำ หนูก็ร่วงผล่อย ยังกะนกปีกหัก ถามว่าหนูรู้ไหมว่าในใจตนมีกิเลส ก็พอรู้เจ้าค่ะ แต่มันก็ยังมีความกลัวที่จะถูกเปิดโปง เพราะยังก้าวไม่ผ่านตรงนี้ พอครูชี้มันเหมือนหนูถูกเปิดโปงความชั่ว แล้วยอมรับไม่ได้กับตนเอง ก็พาลโกรธน้อยใจ ท้อแท้ใจ จิตนี้มันก็บ้าบอเหมือนกัน มันไม่หนี หนูไม่เข้าใจมันสักเท่าไหร่เจ้าค่ะ

เหมือนคนเป็นหนี้ ไม่โกง ไม่หนี ไม่มี ไม่จ่าย

จิตใจวันนี้ก็ยังมัว ตลอดวันหมกมุ่นกับการทำแล็บและวางแผนว่า

“จะจัดการงานอย่างไร ให้ไปภาวนาที่วัดได้ตลอดอาทิตย์หน้าแบบไม่เบียดเบียนผู้คน”

เพราะคำที่เอ่ยกัยบ้องภัสดังขึ้นมาเตือนตนเองว่า

“ถ้าเชื่อจริง ๆ มันจะไร้เงื่อนไข”

ถ้าครูบอกแล้วก็เหมือนชี้ทางที่เหลือหนูก็ ฟันผ่า ปลดภาระให้ก้าวเดินไปตามทางที่ครูชี้ให้ได้

ตั้งใจเร่งส่งงานให้ครบ งานทำหนังสือ อาจจะไปทำต่อที่วัดได้ งานเกษียณไม่มีหนูก็ได้ เพราะขอช่วยเป็นเบื้องหลังในการจัดทำเอกสารแทน ก็น่าจะทำให้ราคะแผ่วลงได้บ้าง เพราะความละอายในการออกไปเต้นแร้งเต้นกายังน้อยอยู่เจ้าค่ะ

วันที่ 6 ก็วางแผนว่า ดูความเหมาะสมก่อนว่า จะนั่งเครื่องจากอุบล หรือนั่งรถทัวส์จะเหมาะกว่า ประหยัดช่วยเจ้าภาพ

กว่าจะออกจากห้องแล็บก็สามทุ่มกว่าค่ะ ฝนตกหนักเหมือนน้ำตาที่มันตกอยู่ข้างใน เจ็บแค้น แต่ก็สมควรเจ้าค่ะ

สิ่งที่ครูทำก็เพื่อศิษย์เสมอ รู้อยู่แก่ใจนี้ ที่เหลือก็แล้วแต่ครูจะเมตตาเจ้าค่ะ

กับเวลาที่ขอจากครูมานี่ก็ 1 ใน 3 แล้ว ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น มันก็ยังเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ศีลก็ยังด่างพร้อย ไม่เคยบริสุทธิ์

หนูมันชั่วก็สมควรแล้ว ที่ทำมาก็ไม่มีที่หมายอื่น มากไปกว่าการพ้นทุกข์ ที่หนูยังทำไม่ได้ มีเพียงคาถาเดียวที่ยอมรับกับตนเอง

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อดทน มันยังโง่อยู่”

แม้ข้างในจะหมดสภาพกับตนเอง ก็ขอเอาคาถาครูมาเยียวยาใจเจ้าค่ะ

“อดทน สู้ ๆนะเป็นกำลังใจให้”

กราบขอขมาครูเจ้าค่ะที่ทำให้เหนื่อยตลอดมา