“.....การที่พระแสดงธรรมแก่ผู้หญิงไม่ว่าในที่ลับ หรือในที่แจ้ง เกินกว่า 6 คำ นั้นผิดวินัย..........เว้นแต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย.....”
ช่วงนี้ผมพยายามเร่งเคาะ.. สกัด... เรื่องราวที่ได้ประสบมาถ่ายทอด ให้ได้มากที่สุด ในใจคิดว่าทำก่อนที่เราจะไม่มีโอกาส บางครั้งเคยคิดว่าถ้าเราตายไป อย่างน้อยๆ ได้มีอะไรๆ ไว้ให้ลูกได้ดูต่างหน้ากันบ้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม
อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ
ท่านทั้งหลาย, จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
เมื่อวันก่อนผมไปวัด ..”ABC-FF”.. มา พบกับเหตุการณ์ ที่ผมสมัยบวชอยู่ก็ไม่รู้อะไรเช่นกัน แต่เมื่อพบครูบาอาจารย์ ท่านกรุณา ปฏิบัติให้เห็น ที่เราสามารถยึดถือมาปฏิบัติได้
ทุกครั้งที่ผมไปวัด เมื่อไรก็ตามที่พี่สังเกตเห็นหลวงปู่นักอยู่ลำพังกับญาติโยม โดยเฉพาะอุบาสิกา ณ. ที่ใดก็ตาม พี่ผมก็จะไล่ผมไป หยุดทำงานก่อน.......โดยบอกผมว่า
“ .............ตอนนี้หลวงปู่อยู่รูปเดียว ไปนั่งกับหลวงปู่หน่อย เผื่อว่าหลวงปู่จะเรียกใช้งาน .....” ตอนแรกๆผมไม่เข้าใจ
พี่ผมซึ่งติดตามหลวงปู่มาระยะเวลาแล้ว จึงอธิบายว่า
“............หลวงปู่ท่านจะ รักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งมาก โดยเฉพาะวินัยส่วนที่เกี่ยวกับเรื่อง “ผู้หญิง” ......... สังเกตดูหาก ที่ญาติโยมที่เป็นผู้หญิงเข้าไปกราบหลวงปู่ลำพัง หลวงปู่จะไม่พูดด้วย หรือถ้าพูดก็พูดน้อยมาก หรือไม่ก็เดินออกจากศาลาไปก่อน ...รอจนกว่าพระอุปัฏฐากจะมา......เพื่อไม่ให้ผิดวินัยสงฆ์ .....”
หลวงปู่เองก็เคยขยายความภายหลังให้ ญาติโยมเข้าใจ ว่า
“.....การที่พระแสดงธรรมแก่ผู้หญิงไม่ว่าในที่ลับ หรือในที่แจ้ง เกินกว่า 6 คำ นั้นผิดวินัย..........เว้นแต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย.....”
“มือใหม่” อย่างผมก็เพิ่งจะทราบก็คราวนี้ละ เพราะผมเองก็เข้าใจว่า การที่พระพูดคุยสนทนาธรรมกับอุบาสิกา ขณะที่เรามองไปก็เห็นท่านอยู่ในระยะสายตา ท่านก็บริสุทธิ์ใจไม่ได้หลบไปคุยกันสองต่อสองในที่ลับ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่วินัยสงฆ์ที่ผมคัดมาเป็นดังนี้
- ภิกษุนั่งในที่แจ้งกับผู้หญิงสองต่อสอง ต้องปาจิตตีย์.
- ภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้หญิง เกินกว่า ๖ คำขึ้นไป ต้อง ปาจิตตีย์. [ ๑ ] ๑. เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย.
- ภิกษุชวนนางภิกษุณีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว.
- ภิกษุชวนนางภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน ขึ้นน้ำก็ดี ล่องน้ำก็ดี ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ข้ามฟาก.
****** ที่ผมนำเรื่องนี้มาบันทึก ผมไม่มีเจตนาทำให้ใครๆก็ตามรู้สึกผิด หรือแม้แต่เกิดความรู้สึกไม่ดี แต่อย่างไร เพียงต้องการเขียนเชิงความรู้ ให้ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่รู้ ได้ระวัง และวางตัวถูกต้องตามหลักธรรมวินัย ******
แต่ที่สำคัญคือ รู้แล้วก็วาง ด้วยนะครับ
............ทั้งอาจารย์อมรา ทั้งพี่ผม ท่านย้ำเสมอว่า เราไม่ควรไปทำร้ายใครๆ ด้วยการไปบอกว่าเขาผิดโน้น ผิดนี่ เราไม่สามารถรู้ถึงผลกระทบต่อจิตใจเขาได้ ในทางกลับกันบางทีเขาจำเป็นต้อง “ต่อต้าน” ความคิดเราก็ได้ ผลก็คือต่างคนต่างเข้าป่าเข้าดง สิ่งที่เราบอกด้วยความหวังดีอาจไปทำร้ายจิตใจข้างในลึกๆของเขาก็ได้ หรือไม่ก็สิ่งเราเห็นว่าผิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นก็ได้........... เราสอน เราบอกใจตัวเองจะดีกว่า และไม่ทำร้ายใคร (สำหรับ “มือใหม่” ควรอยู่อย่างสงบ ให้ “มืออาชีพ” หรือ ครูบาอาจารย์ นำทาง)
ดังนั้นทุกครั้งที่ผมพบเจออะไรที่ไม่ตรงกับความคิด ความเข้าใจของเรา ผมก็จะ “วางก่อน” เพื่อตัดจิตใจที่เป็นอกุศลออกก่อน
แล้วเราก็จะสบายใจ........ ทำใจให้สงบ ศรัทรายังเต็มเปี่ยม.....ครับพี่น้อง
***** สำหรับสุภาพสตรีก็ขออย่ารู้สึกอะไรนะครับ ผมจะรู้สึกไม่ดีนะครับ เป็นบาปนะครับ ******
พี่ผมนะ....ลูกศิษย์ก้นกุฏิ เวลานั่งกราบหลวงปู่ที โน้นเลย ...โน้นนนนนนน หลังศาลา โน้น... ผมคิดในใจ “มันจะไกลไปหรือเปล่าเนี่ย” ญาติโยมมาก็มีแต่จะมุดไปนั่งระยะประชิดกับครูบาอาจารย์กันทั้งนั้น..........
[ผมพยายามไม่ขยายความให้ชัดเจนภายในบทบันทึก โดยหวังว่าผู้ที่ศึกษาจะเข้าใจได้ด้วยตนเอง หากมีข้อแนะนำ ทักท้วง โปรดให้ความเห็นด้วยนะครับ]
เป็นสตรี ต้องระวัง ทางพฤติกรรม กาย วาจา โดยเฉพาะ "ใจ" มากนะคะ
ขอบคุณ คำแนะนำดีดีนี้นะคะ
ขอบคุณมากค่ะที่กรุณาบอกเล่าให้พิจารณา สมัยนี้บ่อยครั้งที่เราคิด "น้อยไป" ในการกระทำหลายๆ อย่างของเราค่ะ
พยายามที่จะไม่มองคนอื่นแต่มองตัวเองค่ะ ขอบคุณค่ะ
วันก่อนก้มหน้าก้มตาเดินมากเกินไป....... หัวเกือบไปชนกิ่งไม้ ไม่รู้มีใคร หรือ นศ. เห็นไหม? พี่ผมบอก.....ก็มันไม่ใช่ทางเดินจงกรม คุณน้องก็ต้องดูทางบ้างสิค่ะ.......เฮฮากันไป.....
ขอบพระคุณครับ.......ทุกท่านที่มาอุดหนุน