วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้ตื่นขึ้นมาตีสอง ทำวัตรเช้าแล้วก็เขียนบันทึกที่ค้างไว้เจ้าค่ะ ศีลข้อ 4 ขาด การนอนในเตนท์แม้จะไม่สะดวกในการพิมพ์งานใน notebook แต่ทำให้สะดวกในการตื่น หนูสังเกตว่าพอหนูนอนในกุฏิมักจะหลับยาวเพราะสบายแต่พอมานอนในกลดหรือไม่ก็เตนท์จะตื่นเร็ว แม้ตอนเข้านอนยังไม่ได้ตั้งใจ เหมือนที่ครูเมตตาชี้ว่า “หลับใหลไร้สติ” ตอนที่ฟังรู้สึกวูบกลัวขึ้นมา ถ้าตายตอนไร้สติก็ไปอบายอาจจะไปสูภพภูมิของเดรัจฉาน ทำให้หนูเริ่มกลัวการเข้านอนที่ไร้สติ ว่าต้องเร่งแก้ไขได้แล้ว
เขียนบันทึกเสร็จลงมาเดินจงกลม เหลือบไปเห็นน้องภัสและแม่กุลรอเตรียมตัวไปทำกับข้าว จึงออกไปทำกับข้าวด้วยกัน หนูรู้สึกว่า “ภายในตนเองปั่นป่วน ไม่ปรารถนาที่จะให้กระทบผู้อื่น” ทำความรู้ว่าให้เป็นอยู่แต่ข้างในแล้วก็ทนเอา ตอนที่เขียนบันทึกระลึกถึงภาพหนึ่งขณะที่หนูนั่งหมดแรงแล้วมีอาการล้าตั้งแต่ท้องน้อยลงไปที่ขา นั่งรอแม่กุลและน้องภัสอยู่ นั่งพิจารณาอาการในกายที่ล้าและอ่อนแรง อยู่ ๆ ก็มีผู้ชายวัยกลางคน ๆ หนึ่ง เดินบน Walker เหมือนขาไม่มีแรงแล้วมาฝึกเดินใหม่ หนูมองเงยหน้าขึ้นยิ้มให้กำลังใจท่านประหนึ่งสู้นะคะเป็นกำลังใจให้ วูบนั้นหนูรู้สึกกับตนเอง
“เฮ้ยโชคดีขนาดไหนที่ยังมีขาเดินได้ปกติ”
เห็นไหมนั่น เทวทูต ท่านเมตตาเดินมาให้เห็น มี่ร่างกายครบ 32 ก็ให้เพียร
ทำกับข้าววันนี้ทำต้มจืดเจ้าค่ะ ก็สบาย ๆ เพราะทุกอย่างเตรียมครบแล้ว การที่มีแม่กุลมาช่วยกันทำกับข้าวทำให้รู้สึกว่า “อะไร ๆลื่นคล่องมากขึ้นแล้วก็ระลึกถึงคำครูว่า มีแม่แล้วอุ่นใจ”
ทำเสร็จหนูกลับมาที่กุฏิว่าจะมาเอาตังค์ไปจ่ายค่าขนมจีน แล้วก็มาเจอครูตอนปลุกเด็ก ๆ แล้วครูก็ตำหนิหนูว่า
“ทำไม่กุฏิรก”
ซึ่งพอหันมองก็สมควรถูกตำหนิ จึงนั่งลงแก้ไขก่อน แล้วก็ระลึกถึงคำที่ครูเคยสอนไว้
“อยู่ที่ไหนก็รกเพราะใจมันรก”
แล้วใจก็ดึงคำสอนครูมาซ้ำว่า
“สิ่งที่เราไม่ชอบคือ คนเห็นแก่ตัว คนรกและสกปรก”
ซึ่งพอหนูเผลอสติหนูเป็นทุกอย่างที่ครูไม่ชอบ
แต่ครูก็เมตตาอดทนสั่งสอนหนูมาตั้ง 4 ปี แล้วหนูหล่ะ จะเพียรละสิ่งเหล่านี้เพื่อครูได้ไหม เพียรละได้ตนเองก็เจริญ หนูบอกกับตนเอง แต่ตอนนั้นยังไม่มีปัญญาเป็นเพียงแค่การอดทนเก็บของเสร็จก็กำหนดตั้งสติเดินออกมาที่ครัว
ทราบว่า ท่านที่เอามาส่งขอเป็นเจ้าภาพเอง แม่กุลท่านอนุโมทนามาด้วยรอยยิ้มแววตาสดใส หนูยิ้มรับแต่ตอนนั้นข้างในยังแน่น
ระลึกกับตนเองขึ้นมาว่า
“หนูมีอนุสัยคือ ความโกรธ ไม่แปลกหรอกที่พอจิตมันถูกตำหนิแล้วจะขุ่น อย่าปฏิเสธความชั่วของตนเองเลย”
ครูยังบอกว่า “อย่ารังเกียจเขา ถ้าไม่รดน้ำเขาก็ไม่โต”
ตอนนั้นไม่มีปัญญาเจ้าค่ะทำได้เพียงอดทน แล้วก็ go on ทำงานต่อไปคือ เย็บผ้าถุงขาวให้น้อง
ตอนนั้งลงใจก็ยังมีก้อนแน่นอยู่
ระลึกถึงคำครูอีกว่า “อดทน”
สักพักครูเดินมาถามน้องๆว่า “นั่งรอผ้าถุงเหรอ”
หนูยิ้มแล้วใจโล่งขึ้น เหมือนพอครูได้รับทราบว่า ยังไม่เสร็จแล้วก็ตั้งใจทำให้เสร็จ ใส่ให้น้องแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำรู้สึกว่าตนเองยังไม่ถ่ายตั้งแต่เมื่อวานและก็ไม่ได้ทำดีท๊อก รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ได้ยินเสียงครูออกไปพร้อม ๆ น้องรู้สึกร้อนใจ แต่ก็พยายาม ไปจัดที่นั่งรับข้าว ตั้งใจดูแลน้อง ๆ
อยู่บนลานธรรมเช้านี้ไม่มีข้าวสวย ขณะที่หมอให้หลวงปู่ควบคุมอาการระวังระดับน้ำตาล หนูนึกขึ้นได้ ในรถมีโจ๊กที่แม่เอามาไว้ จึงรีบไปต้มโจ๊กใส่ถ้วยมาถวายท่านก่อนแล้วค่อยมารับข้าว พยายามอย่างที่สุดในการรับใช้
ณ ทุกวันนี้ พอมีข้อสงสัยครูมักจะตอบคำถามโดยที่ไม่ได้ถามเสมอ อย่างการพาน้องไปไปล้างบาตร และทำสิ่งต่าง ๆ พอออกมาพร้อมน้องๆเห็นครูนำพาเด็กๆนั่งสมาธิ หนูจึงเลี่ยงไปขัดห้องน้ำหลังศาลา 3
แล้วก็เข้าไปหาครู การเข้าใกล้ครูใจหนูสบายขึ้นลดสภาวะการคิดไม่ดีน้อยลง ครูให้หุงข้าวทำข้าวผัดให้เด็ก ๆ แล้วกลับมานวดให้ครู
การได้รับใช้ครูรู้สึกว่าเป็นโอกาสสร้างกุศล ก็แบบทำเต็มที่มาก ๆ นวดจนนิ้วบวม ครูชี้ว่า
“หนูไม่ค่อยมีศิลปะ ถ้าขุดดินแข็งติ๋วก็จะขุดอยู่อย่างนั้นใช่ไหม แต่คนอื่นเขาอาจจะหาตัวช่วยเช่นเอาน้ำมาราด ให้มันนิ่มก่อนแล้วค่ะขุด”
หนูยิ้มแล้วก็นึกขึ้นว่า “ก็จริง แฮะ ๆ”
จึงค่อยๆคลึงแล้วก็นวดให้ครูไปเรื่อย ๆ วันนี้ครูเมตตาชี้บอกว่า ควรจะนวดจุดไหน รู้สึกดีที่แก้ไข ความปวดเมื่อยของครูได้แม้จะไม่หายขาด
พอได้เวลาก็ไปทำกับข้าวเลี้ยงน้องๆต้นกล้าใสๆ ที่มาเรียนกับครู มีแม่กุลมาช่วยอีกแรงจากข้าวผัดเละ ๆ วันนี้เป็นเม็ดสวยงาม เพราะแม่เอาข้าวออกมาผึ่งให้เย็นก่อนแล้วค่อยผัด หนูเคยสงสัยว่าทำอย่างไรผัดข้าวจะได้ไม่เละ แต่ไม่เคยทดลองหาคำตอบ วันนี้พอแม่มาทำด้วยเลยได้คำตอบโดยอัตโนมัติค่ะ
จัดให้น้อง ๆ ทานข้าว แต่วันนี้ดูจะไม่ค่อยถูกปากเด็ก ๆ ทานกันน้อย หนูเฮอะ ๆ กับตนเอง เพราะแอบใส่แครอทกับมะเขือเทศ เด็ก ๆ ไม่ค่อยชอบ ก็ต้องยอมรับผลเป็นธรรมดา แล้วครูก็ออกไปรับน้องบอย แจ้งหนูกับแม่กุลว่า อาจจะกลับมาไม่ทันบ่ายสาม หนูกำลังขับรถออกไปส่งแม่กุลเห็นพระประมาณสิบกว่ารูปและญาติโยมอยู่หน้าวิหาร แม่กุลให้จอดแล้วถามว่าทานข้าวกันรึยัง พอทราบว่ายัง แม่กุลก็ขอยินดีไปจัดหาให้ซึ่งมีขนมจีนที่ครูให้เตรียมตอนเช้าแล้วเหลือท่านกำลังจะพากลับบ้าน แต่แม่ยินดีที่จะจัดหาให้พ่ออกเหล่านี้ พร้อม ๆกับส้มตำที่ครูให้มา แม่กุลท่านงดงามเรื่องนี้จริง ๆเดจ้าค่ะ
เสร็จแล้วหนูเข้าไปเอาปานะที่กุฏิน้องภัสจึงออกมาจะไปส่งแม่กุลเป็นเพื่อนและไปกราบลาหลวงปู่ด้วยกัน แล้วหลวงปู่ก็เมตตาดังบันทึกนี้เจ้าค่ะ หลวงปู่สอนอะไร แล้วเราก็แยกกันกลับไปเก็บของ น้องภัสออกไปก่อน หนูดูความเรียบร้อย ถอดปลั๊กไฟกุฏิครูแล้วก็คลุมเตนท์ เอาน้ำที่หลวงปู่ให้มาไปไว้ที่กุฏิคุณยายชี กว่าหนูจะเก็บอะไรเรียบร้อย ท่านก็กลับมาจากโรงพยาบาลได้รับฟังท่าน ถึงเรื่องราวต่าง ๆ แต่ก็เชื่อว่าทุกคนมีวิถีทางของตนเอง คุณยายท่านเป็นกระจกสะท้อนชิ้นงามที่ให้หนูต้องทบทวนตนเอง แล้วก็กราบลาท่าน เอากุญแจกุฏิและร่มวางไว้ที่โต๊ะและฝากบอกน้องไว้ว่าช่วยกราบเรียนพระอาจารย์ด้วย
แล้วก็ขับรถออกมา แลเห็นหลวงปู่และพระอุปฐานอีกสองท่าน พาท่านเด็กมาจากเจดีย์จนถึงเข้ากุฏิ หนูระลึกกราบบูชาท่าน แล้วค่อยเคลื่อนรถออกไปหลังจากเห็นท่านเข้ากุฏิไปแล้ว
ขับรถออกมาระหว่างทางครูโทรมาเมตตาเทศน์สอน พระคุณครู l ครูช่วยคลี่คำสอน รู้สึกปีติดีใจกับตนเอง พอเข้าถึงบ้าน วิ่ง แล้วก็เปลี่ยนชุดอาบน้ำไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน ตั้งใจกับตนเองในการปรับการเขียนบันทึกจดหมายถึงครูว่า ระหว่างวันได้เรียนรู้อะไร บันทึกไว้ก่อน แล้วก็มาลิงค์เขียนจดหมายถึงครูทีหลัง ไม่เช่นนั้นวันไหนที่นึกได้มาก บันทึกนี้ของหนูจะยาวมาก วันไหนนึกไม่ได้บันทึกก็สั้นมาก จะลองแบบนี้กับตนเอง แล้วก็ไล่เขียนบันทึกจนขึ้นเครื่อง กว่าจะถึงสนามบินตัดสินใจใช้เส้นทางเข้าเมืองโดย Airport link แล้วไปลงพญาไทย ต่อมาอนุสาวรีย์ แล้วนั่งแท็กซี่มาโรงแรม เหมือนจะหมดแรงค่ะครู หนูเข้าห้องทำวัตรเย็น เอาโน้ตบุคมาตั้งเขียนบันทึก หนูหลับคาโน๊คบุ๊คแบบเขียนบันทึกค้างอีกแล้ว ศีลข้อ 4 ขาด แต่ก็จะเพียรต่อไปเจ้าค่ะ
วันนี้เต็ม 10 ได้ 7 แต่ก็ยังเป็น 7 แบบเป๋ ๆ ยังไงก็จะก้าวต่อไปเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ