คนที่เคยแต่มาวัดเพื่อ ภาวนาเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างเดียว อย่างผม ก็เปลี่ยนมา ภาวนากับงานในวัด....ให้จิตมีงานทำ

เรื่องราวต่อจาก.......  ขัดเสา.....ภาวนา

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้ฟังธรรมหลวงปู่ พร้อมเล่น MV ไปหนึ่งคลิป (ในขณะที่ อ. ขจิต ยังนึกภาพ พระเอก MV ไม่ออก 555)  ความกระจ่างในใจ ดีขึ้นมาก คิดขึ้นได้บ้าง แต่สติก็ยังวิ่งลอยไปตามลม ชมวิว ไปไม่รู้ตัว

ปกติแล้วพอตื่นขึ้น ผมก็ไปหางานทำในครัว กวาดโรงครัว ถูครัว ตามถนัด พอเสร็จจากงาน ผมก็จะหลบไป....ปลีกวิเวก นั่งสมาธิ เดินจงกรม หลบไปฝึกวิทยายุทธ์แต่ลำพังเพียงผู้เดียว ห้ามใครรบกวน ไม่เช่นนั้นในระหว่าง ฝึกถึงขั้นทะลวงจุด  “สัปหงก”  อยู่ ถ้าถูกกระทบเพียงเล็กน้อย จะอายจนเกิดลมปราณแตกซ่าน หัวโขกพื้นก็อาจเป็นได้  ผมก็ทำไปตามเรื่องก็หมดไปวันๆ  

แต่เช้าวันนี้ ผมเปลี่ยนใจ โดย “เปลี่ยนแนว”  ปฏิบัติที่เคยทำไปทำตามทางหลวงปู่ที่สอนให้เมื่อวาน   โดยให้ “เอาสติไปเสียบกับ....งาน” แทนที่จะหลบหนีไปภาวนาอยู่ลำพังคนเดียว (เพราะช่วงนั้นผมเอง.... สติ ก็ไม่มีติดตัว แต่ สตางค์ พอมีติดตัวบ้างเล็กน้อย)

<<<  เทคนิคการสังเกตฉบับที่ 1.0.3 ผมจะไม่พกกระเป๋าสตางค์ติดตัวตอนอยู่ที่วัด รวมทั้งของมีค่า เช่นสร้อยคอทองคำหนัก 20 บาท แหวนเพชร 2.5 กะรัต นาฬิกาเรือนหรู ซึ่งทั้งหมดผมก็ไม่มีอยู่แล้ว เพราะปัญหามันเยอะครับ.... พี่เคยบอก >>>

ผมก็เพิ่งจะมาพบว่า ทันทีที่ พระ-เณร วางบาตรลงหลังจากไปบิณฑบาตกลับมา ปั๊บ!!!!!!

“ ......”ขายาว” ๆ อยู่ไส (อยู่ไหน) ไปเอาจอบ เสียบ ใส่รถ ไป ขนหิน...... “  เสียงหลวงปู่สั่งงาน พร้อมรบ!!!!

***********************************************************************************

 ผมขอนอกเรื่องแนะนำ พระ-เณร เล็กน้อย นะครับ

ในวัดมี เณรรูปหนึ่ง ฉายา “ขายาว” หลวงปู่ตั้งให้  ซึ่งชาวบ้านบอกว่า เณรนี้ “ดุ” มาก ก็คือ ขยันมากๆ ขยันสุดๆ  “ดุ” จริงๆครับ ทำงานทั้งวันไม่หยุดถ้างานไม่เสร็จ  (วันที่ผมมาคราวนี้ในวันแรก  ผมก็ได้แต่นั่งเหม่อลอย ละเมอ ดู เณร  “ขายาว” นี้แหละทำงาน  “ผ่าหิน” อยู่......เป็นงาน  “ผ่าก้อนหิน” ....จริงๆครับพี่น้อง..........ภูมิปัญญาหลวงปู่ ผมสงสัยว่าท่านคิดได้อย่างไร ทั้งทีไม่ได้จบ  ธรณีวิทยา...มาจาก ม.ข. อิอิ   <ขี้โม้จัง!!>..)

ในวัดนี้ยังมี พระอีกรูปฉายา “พระเตี้ย”  หลวงปู่ตั้งให้อีกละ จริงๆแล้วท่านมีชื่อเล่นว่า “พระ Top” ไปๆมาๆ ทุกคนก็เรียกตามหลวงปู่ แต่ผมยังเกรงใจท่าน ตอนแรกก็เรียก “พระ Top”  หลังๆ ก็เรียก “หลวงพี่” แทน เพราะเกรงว่าจะทำให้ท่านเสียใจ  ซึ่งความเป็นจริงก็คือ ผมเองนี้ล่ะที่ยังติดอยู่ใน “สมมุติ” อยู่ ทุกอย่างที่หลวงปู่ทำ.....ที่ตั้งฉายาให้แก่ละคน มันก็เป็นแค่ “สมมุติ”  ทั้งนั้น..  ตามเป็นจริงแล้วนั้น  คนเราก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากธาตุขันธ์     .. ผมก็  ”เห็น”อยู่นะครับ แต่ยังไม่ “เป็น” อย่างที่ ครูบาอาจารย์ คอยใช้ “อุบาย” ชี้นำ

“พระเตี้ย”  เมื่อครั้งผมเจอท่านใหม่ๆ ก่อนหน้านี้ท่านเป็นเณรอยู่ ตอนนี้เลื่อนวุฒิเป็นพระแล้ว ได้ยินสำเนียงท่านพูดกับ หลวงพี่ “สวิต” สำเนียงภาษาอังกฤษชัดมาก ตอนนั้นผมก็ไม่สนใจอะไร ก็ได้แต่ฝึกดูแต่ตัวเองอยู่  เพราะกลัวจะไปวิจารณ์คนอื่นว่า....คนนี้ไม่ดี คนนั้นปฏิบัติไม่ถูก แต่ไม่รู้จักดูตัวเอง  เมื่อได้มาสัมผัส ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติ “ดุ” กว่าเณรที่บางครั้งมี เสียงบ้างเมื่อถูกหลวงปู่ เรียกให้ทำงานบ่อยๆ (ด้วยความที่เป็นเณรอยู่ละครับ) “พระเตี้ย” ท่านจะตามหลวงปู่ทำงานตลอดเวลาไม่มีอู้....แม้คนอื่นจะสลายตัวไปหมดแล้วก็ตาม ท่านอุปัฏฐากหลวงปู่จนดึกๆ บางครั้งตี 1-2 ยังไม่ได้นอน (ในใจผมเชื่อว่าหลวงปู่กำลังทดสอบ และฝึกพลังวัตร ของพระ-เณรท่านอยู่)  ตื่นทำงานหนักทั้งวัน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ผมเองยังรู้สึกว่าหากท่านจะอยู่เป็นพระปฏิบัติตลอดไป เราคงจะได้เห็น พระ  “จริงๆ” อีกรูปในบ้านเมืองเรา   

<<<  เทคนิคการสังเกตฉบับที่ 1.0.4 เข้าวัดเขาให้สังเกตตนเองให้มาก ดูที่ตัวเราเอง 90% สังเกตคนอื่นว่าเขาปฏิบัติอย่างไร 10%  ซึ่งผมในขณะนั้นคิดว่า ดูที่ตัวเราเอง 98% สังเกตคนอื่นเพียงไม่เกิน 2%  >>>

***********************************************************************************

เข้าเรื่อง.....ต่อนะครับ

ทั้งพระ-เณร มองหน้ากัน ไปปปปปกัน!!! คราวนี้ผมไปด้วย………………………… เราเริ่มทำงานขนหินขึ้นทางชันไปวางไว้ทำฐานถังน้ำขนาด 3000 ลิตร 2 ถัง เพิ่มจากเดิม .........เราทำงานต้องแต่ 6.30 จนประมาณ 8.30 ใกล้เวลาจังหัน (ผมไม่รู้เวลาแน่นอน...เพราะไม่พกนาฬิกาด้วย)   เณรเริ่มกระวนกระวาย เพราะไม่มีทีถ้าว่าหลวงปู่จะสั่งพัก ทุกคนทยอยแบกก้อนหินก้อนใหญ่ เล็กตามแต่กำลังศรัทราครับ เณร “ขายาว” และ “พระเตี้ย” ไม่ต้องพูดถึง ยกหินเกินน้ำหนักตัวเองอยู่แล้ว ส่วน  “ด็อกเตอร์” อย่างผม ก็ยกหินตามสังขารที่อำนวย เนื่องจากสมัยก่อนผมไปยกหินแถวเขื่อนอุบลรัตน์ (ขโมยหินข้างทาง ลืมขอเจ้าที่เจ้าทาง ตอนหลังพอขับรถผ่านผมรู้สึกผิดต้อง  “ขอ” ในใจย้อนหลังทุกที) เพื่อเอาใจภรรยาที่อยากเอาไปแต่งสวน ก้อนขนาดประมาณ 2 ฟุตx1 ฟุต หนาประมาณ 0.5 ฟุต (1 คืบ) ดูเหมือนก้อนเล็กกว่าตัวผมเยอะ แต่น้ำหนักนั้นมากเกินบรรยายครับ  ตอนแรกผมประเมินกำลังตัวเองแล้วยกขึ้นท้ายรถกระบะด้วยตัวคนเดียวไม่ได้แน่ แต่ต่อรองไม่ได้ผล เลยทำประชดภรรยาซะเลย ยกก้อนหิน (2 ก้อน) นั้นขึ้นท้ายรถจนได้  ด้วยเหตุที่ผมต้องยกก้อนหินที่เกินกำลังอยู่แล้ว และต้องแอ่นหลังเพื่อดันก้อนหินให้เหนือระดับเอวขึ้นวางที่ฝาท้ายกระบะ ผลคือหลังผม "พัง" ตั้งแต่นั้นมา (และยังต้องยกลงจากรถอีกรอบ) ซึ่งถ้าคนปฏิบัติธรรมก็จะไม่ทำอย่างผม ทุกวันนี้ หิน 2 ก้อนนั้นก็ยังตั้งอยู่ที่สวนให้เตือนใจเล่น (บันทึกนี้ถ้าภรรยารู้ เขาอาจสั่งให้ “ยกไปคืน เดี๋ยวนี้!!” งานเข้าแน่...ตู ฮือฮือ!!!)

ถึงผมจะยกก้อนหินแบบ “ดุๆ” ไม่ได้ ซึ่งไม่เข้ากับขนาดร่างกายที่เห็นจากภายนอก ผมก็แบกหินให้เต็มกำลัง ครั้งนี้ด้วยสติที่อยู่กับ การจับ การขยับ... ลองยก... ยกขึ้นพักที่สะโพก.. เดิน ขวาก้าว “พุทธ” ซ้ายก้าว “โท” เดินถึง... ย่อตัว... ทิ้งก้อนหินลง เดินกลับไปขนหิน..........

หลวงปู่เหมือนได้ตั้งเวลาไว้ในใจ.......................บอกทุกคนพักไปจังหัน  (ทุกคนได้ออกกำลังกายอย่างมี “สติ” กันถ้วนหน้า ก่อนจังหัน)

พอจังหันเสร็จ พอ พระ-เณร ล้างบาตรเสร็จ

“ ......”ขายาว” ๆ อยู่ไส (อยู่ไหน) ไปเอาจอบ เสียบ ใส่รถ ไป ขนหิน...... “  เสียงหลวงปู่สั่งงาน พร้อมรบอีกรอบบบบบ!!!!

ทำงาน....อย่างจิตว่างอยู๋ ตั้งแต่ประมาณ 10.00 – 14.00 -15.00 น ก็พัก...............

พอเวลาประมาณ 16.00 –บางครั้งถึง 18.00

“ ......”ขายาว” ๆ อยู่ไส (อยู่ไหน) ไปเอาจอบ เสียบ ใส่รถ ไป ขนหิน...... “  เสียงหลวงปู่สั่งงาน พร้อมรบอีกรอบบบบบ!!!!

ก่อนจะไปแยกย้ายทำธุระส่วนตัว รอทำวัตร 19.00 น

ช่วงนั้นจากคนที่เคยแต่มาวัดเพื่อ ภาวนาเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างเดียว อย่างผม ก็เปลี่ยนมา ภาวนากับงานในวัด....ให้จิตมีงานทำ

รูปนี้ แสดงให้เห็นขนาดของหินแถวนี้ และผลจากการผ่าหินของพระเณรเพื่อมาทำลานหินข้างศาลาวัด  (สังเกต ขนาดของแผ่นหินเมื่อแทบกับของข้างๆ แผ่นบางแผ่นขนากใหญ่)

 

 

  รูปแสดงการใช้น้ำยางมาลอกลายหินไปทำ  ลายผนัง ลายพื้น งานก่อสร้าง ของอุบาสกที่มากราบหลวงปู่