"เวลา "ไม่เคยทำอะไรให้เปลี่ยนไป มีแค่ใจคนเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง "ความรัก " ไม่เคยทำให้ใครเป็นทุกข์ มีแต่ "ไม่รัก " เท่านั้น ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ในโลกนี้มีความรักใดบ้างที่บริสุทธิ์และสวยงามเสมอ มีความรักใดบ้างที่ไม่หวังผลตอบแทนใดใด มีความรักใดบ้างที่ไม่มีวันหดหายไปหรือลดน้อยลง มีแต่ความรักของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่พร้อมจะก้าวไปกับเรา ยิ้มให้กับเรา และให้อภัยเราได้เสมอ ผู้หญิงคนนั้นคือ "แม่ "
จากเด็กน้อยตัวเล็กๆที่ได้แต่นอน ร้อง "อุแว้ อุแว้" มีเพียงสองมือของแม่เท่านั้นที่คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนยา อาบน้ำ ซักผ้าที่เปื้อนทุกสิ่งทุกอย่าง ฯลฯ จนเด็กน้อยเริ่มโตขึ้น แม่ก็ต้องคอยสอน ให้ลูกพูด เรียกตัวเองว่า "แม่" แม่ทุกคนจะยิ้มแบบดีใจทั้งสีหน้า และแววตาเสมอ เมื่อเด็กตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนนั้น เรียกตัวเองเบาๆว่า "แม่" แบบชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง กาลเวลาผ่านไปเด็กน้อยเริ่มเข้าสู่วัยเรียน ต้องเรียนหนังสือ แม่ต้องพาไปโรงเรียนซึ่งลูกๆส่วนมาก งอแงไม่อยากไปโรงเรียน แต่แม่ก็ทำให้ลูกของตนอยู่ในสังคมของการเรียนได้เสมอ จากอนุบาล ประถม มัธยม จนมหาวิทยาลัย เรายังต้องคอยให้แม่ ส่งเสีย เลี้ยงดู ทั้งที่เวลานี้ ท่านน่าจะได้พักแล้ว เคยคิดไหมว่า ในขณะที่เราเริ่มโตขึ้น ได้เรียนรู้โลกใหม่ๆมากขึ้น ได้พบผู้คนมากมาย และเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับเพื่อน มากกว่าแม่ของตัวเอง แม่เรากลับเริ่มชราลง เริ่มเหนื่อยมากขึ้น ยิ่งลูกใช้ชีวิตอย่างสบายมากเท่าไหร่ แม่ยิ่งลำบากมากขึ้่นเท่านั้น เพราะความสบายของลูกคือความสุขของแม่เสมอ เพราะต่อให้ตัวเองเหนื่อยแทบตาย ก็ไม่เคยบ่น เมื่อโตขึ้นบรรดาลูกๆทั้งหลาย พร้อมหน้าพร้อมตากัน ออกไปพักอยู่ที่อื่น นานๆครั้งถึงจะมาเยี่ยมแม่ บางคนบ่นต่อหน้าแม่ ตะคอกแม่ ดุด่าแม่ ว่าโตแล้วไม่ต้องมาบ่น จนบางครั้งแม่ต้องเสียน้ำตา เพราะคำพูดที่ไม่ได้คิดไตร่ตรอง หรือเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของลูก ตั้งแต่เล็กจนโตแม่ไม่เคยทำให้เราบอบช้ำ แต่เมื่อเราโตขึ้นเรากลับทำให้แม่บอบช้ำด้วยตัวของเราเอง เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ชีวิตที่เกิดมาจนป่านนี้นั้น เราทำอะไรที่ทำให้แม่ดีใจ ภาคภูมิใจบ้าง เคยปลอบใจแม่เวลาที่แม่เหนื่อยล้า เหมือนกับที่แม่ปลอบเราไหม บางเวลาที่เราท้อแท้ ยามที่เราห่างไกลแม่ ทุกคนล้วนอยากกอดแม่ทั้งนั้น ต่างร้องไห้คร่ำครวญคิดถึงแม่ ในมุมที่กลับกัน ในเวลาที่แม่ท้อแท้ เหนื่อยล้าไม่มีกำลังใจ ลูกเคยกลับมาให้แม่กอดไหม เคยจับสองมือของแม่ที่ทำเพื่อเราบ้างไหมในเวลาที่แม่ไม่เหลือใคร ชีวิตของคนเป็นแม่ ไม่ได้หวังอะไรไปมากกว่าเห็นลูกมีความสุขกับสิ่งที่ลูกชอบ อยากเป็น อยากมี อยากได้ ถ้าแม่หามาให้ลูกได้มีหรือที่จะไม่ทำ หากวันหนึ่งคำว่า "แม่" กลายเป็นแค่คำสรรพนาม ที่ไม่มีผู้ให้เรียกแบบนั้นในวันหนึ่งเราจะทำอย่างไร ข้าพเจ้าเองเกิดมาพร้อมกับคำว่า "กำพร้า" คือ ไม่มีพ่อ มีเพียงแม่เท่านั้นที่คอยปลอบใจ เวลาที่ไม่มีใครแล้ว อยากร้องไห้ให้ใครฟัง ข้าพเจ้าก็ขอเพียงแค่โทรศัพท์ไปหาแม่ ถามว่าแม่กินข้าวหรือยังก็พอใจแล้ว ซึ่งแม่ก็รู้ดีว่าเวลาที่ข้าพเจ้าไม่สบายใจ ข้าพเจ้าจะไม่ค่อยพูดเหมือนเคย ท่านจะคอยถามเสมอว่า "มีอะไรไหม เป็นอะไรหรือเปล่า?" ซึ่งข้าพเจ้าจะตอบเสมอว่า ไม่มีอะไร ไม่เป็นไร ทั้งที่ในใจนั้นร้องไห้ ตั้งแต่ได้ยินเสียงแม่รับสายแล้ว เพียงเท่านี้ข้าพเจ้าก็สบายใจขึ้นพร้อมที่จะสู้กับปัญหาต่อ ทั้งๆที่ไม่ได้เล่าเรื่องที่ข้าพเจ้าหนักใจให้แม่ฟังเลย กลัวท่านไม่สบายใจเพิ่มขึ้นไปอีก แม่เคยถามข้าพเจ้าครั้งนึงว่า ถ้าวันนึงไม่มีแม่ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร ข้าพเจ้าบอกแม่ว่า อย่าถามคำถามนี้ได้ไหม ถ้าชีวิตนี้วันใด วันหนึ่ง หนูไม่มีแม่แล้ว หนูจะอยู่ได้ยังไง หนูจะอยู่กับใคร เพราะชีวิตนี้หนูมีแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น ก็จริงอยู่ที่เราไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตได้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่า อนาคตเราจะหลงเหลือใครบ้าง แต่วันนี้ข้าพเจ้าขอทำให้แม่มีความสุขมากที่สุดก็พอ ขอเพียงแค่ชีวิตที่เหลือที่ข้าพเจ้าได้อยู่กับแม่ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขจนไม่อาจจะลืมได้ก็เพียงพอแล้ว
หากชีวิตที่เราเกิดมา ไม่มีบุคคลนี้ที่คอยอุ้มชูเราจะอยู่อย่างไร หากวันหนึ่งท่านไม่อยู่กับเราแล้ว เราจะไม่มีโอกาสได้บอกท่านว่าเรารักท่านมากแค่ไหน ห่วงใยท่านมากแค่ไหน เมื่อถึงวันนั้นแล้ว จะไม่มีคนที่คอยบ่น คอยว่า และทำให้เรารู้สึกดี ต่อให้เราโหยหา อยากให้ท่านกลับมา มาบ่น มาว่า เหมือนเดิม มันก็เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เราก็คงทำได้เพียงคิดถึง รำลึกถึง และจะมีเพียงคำสอนที่ดีของท่านเท่านั้นที่จะอยู่ในใจเราไปอีกแสนนาน และไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ความรักของแม่ อ้อมกอดของแม่นั้นยังอยู่ในใจเราเสมอ เพราะแม่ไม่เคยจากลูกไปไหนไกล ยังห่วง และคอยดูแลเราอยู่เสมอ แม้ในวันข้างหน้านั้น แม่อาจจะไม่ได้อยู่เคียงข้างเราอีกแล้ว