สอนอย่างไร ให้ลูก(หลาน)ศิษย์
อ่านหนังสือได้ (5)
ดนตรี ศิลปะ และการละเล่น คือ โลกอีกใบหนึ่งของเด็กๆ ขณะที่เด็กกำลังลากเส้นดินสอร่างรูปพร้อมพูดเรื่องราวต่างๆ ที่ตนต้องการเล่าให้ผู้อื่นฟัง เด็กกำลังคิด และทำ พร้อมกับแก้ปัญหา เพราะจินตนาการกับภาพวาดที่ยังไม่เป็นหรือยังไม่ชำนาญจะวาดให้ตรงใจคิดได้ยาก เพราะฉะนั้นผู้วาดต้องแก้ปัญหา ขณะที่คิดวาด และตอนที่เด็กๆ กำลังระบายสีภาพอยู่นั้นเป็นขั้นตอนของการตัดสินใจว่า ภาพนี้จะลงสีอะไรจึงจะสวย
ขณะที่เด็กกำลังจะเล่นทุกชนิด เด็กกำลังใช้จินตนาการ บางครั้งก็เล่นเป็นหมอ เป็นครู เป็นพ่อค้าแม่ค้า บทบาทเหล่านั้นเด็กจะนำตัวเองใส่เข้าไปให้เป็นสิ่งที่กำลังแสดงอยู่ เขาต้องจินตนาการให้เขาเป็นสิ่งนั้น และอยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่ก็มีจินตนาการซับซ้อน คือ เขาจะเดินเรื่องต่อไปอย่างไร ถ้าการละเล่นเป็นกลุ่มเด็กๆ จะเกิดการเรียนรู้เรื่องราวการเล่น ลีลาการเล่นเป็นกลุ่ม วิถีชีวิตและพฤติกรรมการเล่นเป็นกลุ่ม ความคิดและการจัดการจะเกิดขึ้นทุกขณะการเล่น และการเรียนรู้ก็เกิดขึ้นด้วย
ขณะที่เด็กเล่นดนตรี เด็กจะต้องมีประสาทพร้อมสายตาที่ดูตัวโน๊ต นิ้วที่กดลงบนคีย์บอร์ด หูที่คอยฟังความสมดุลของจังหวะ เสียง ทุกอย่างต้องสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างประสาทส่วนหนึ่งกับประสาทอีกส่วนหนึ่ง
ขณะที่เด็กๆ ฝึกจำ เด็กจะต้องฝึกความอดทนต่อการกระทำตามแบบ เด็กต้องฝึกวินัยในตน ต้องควบคุมอารมณ์ระหว่างเสียงจังหวะและท่วงท่าเต้นท่ารำ เด็กต้องมีสมาธิมีความตั้งใจ มีความอดทน เด็กจะต้องรู้จักการจัดการกับตนเอง การเรียนรู้ก็เกิดขึ้น
การที่ผู้สอนเปิดอิสระให้แก่ผู้เล่นในขณะเล่น รำเต้น ระบายสีภาพ ปั้นดิน ฉีก พับกระดาษ แน่นอนเด็กต้องได้เรียนรู้อารมณ์ตนเอง รู้จักการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง บ่อยครั้งที่ผมเคยได้ยินลูกศิษย์ของผม ถอนใจ เฮือกใหญ่เมื่อทำงานเสร็จ ผมถามว่าทำไม เด็กๆ ตอบว่า “ต้องทนจนทำเสร็จ” ผมถามต่อว่า “ทนกับอะไร” เด็กๆ ตอบว่า “อะไรไม่ทราบมันอยู่ในใจ” ครับเด็กๆ ลูกศิษย์ของผม เขาใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ความลึกของคำบางคำยังน้อยไป แต่เขาทั้งหลายก็สามารถบอกความรู้สึกบางอย่างให้ผมรู้ได้
ผึ้งนั้นพอกลับจากเล่นดนตรี หรือ เต้นบัลเลย์ แม่ของผึ้งจะให้พักผ่อนก่อนแล้วเล่านิทานจากหนังสือให้ฟัง นิทานทุกเรื่องต้องเล่าซ้ำๆ จนผึ้งสามารถเล่าต่อได้จึงเปลี่ยนเล่ม เปลี่ยนเรื่อง เป็นอย่างนี้ทุกเล่มทุกเรื่อง ดังนั้นคำในนิทานก็มีส่วนช่วยให้ผึ้งอ่านหนังสือได้เร็วมาก เพราะคำจำช่วยให้จำคำ ส่งผลสู่การอ่านผันคำผสมคำในภายหลัง
การสอนอ่านพยัญชนะ สระต้องสอนบ่อยๆ สอนจนเด็กๆ จำคำได้ ชี้คำได้ หยิบพยัญชนะ สระตัวใดมาก็สามารถบอกชื่อได้ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการสอน ต้องสอนเป็นเวลาเสริมช่วงที่เด็กว่างและพร้อมจะเรียน ต้องสอนตั้งแต่เล็กๆ เพราะเด็กเล็กๆ อยากรู้ อยากเป็น อยากทำได้ อายุ 5 ขวบ อยากท่องสูตรคูณ พออายุ 8 ขวบให้ท่องสูตรคูณกลับไม่อยากท่อง ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ จุดนี้แหละครูควรรู้ ควรนำมาใช้ประโยชน์ การเรียนการสอนนั้นข้อสำคัญ ผู้สอนอย่าลมทบทวน อย่าสอนเพลินไปข้างหน้า คำยากๆ เด็กๆ จะลืมเพราะหลักการอ่านยังไม่แน่น การทบทวนมีหลายวิธี ในตอนต้นผมกล่าวถึงมาบ้างแล้ว ตอนนี้จะนำเสนอวิธีใหม่ คือใช้ Mind Mapping มาเป็นสื่อการทบทวน ผมจะยกตัวอย่างให้ดู 2 คำ ซึ่งผู้สอนจะเป็นฝ่ายบันทึกคำที่ผู้เรียนบอกบนกระดาษแผ่นใหญ่ โดยตอนแรกเขียนคำที่จะทบทวนไว้ตรงจุดใหญ่เป็นคำหลัก พอผู้เรียนบอกคำรองและคำย่อยก็เขียนต่อๆ ไป เช่น
(ไม่สามารถลงรูป mind map ได้ กรูณาดูที่ https://sites.google.com/site/chatreesamran/hnangsux/doc ครับ)
จะเห็นได้ว่า คำที่นำมาบันทึกไว้เป็นคำพื้นฐานที่ผึ้งนำใช้พูด คำง่ายๆ เหล่านี้หลายๆ คำผมยังไม่ทันสอน แต่ผึ้งนำมาบอกผมได้ ผมจึงได้จดบันทึกไว้ให้ผึ้งเห็นว่า คำทุกคำที่ผึ้งบอกมีคุณค่ามาก ปู่จึงเขียนไว้ ผึ้งก็ภูมิใจ และกล้าที่จะนำแสดงในครั้งต่อไปได้ สำหรับผมมีประโยชน์ตรงที่รู้ว่า ผึ้งรู้คำใด คำนั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับผึ้ง เมื่อผมรู้อย่างนี้ก็มีประโยชน์ในการนำสอนต่อไป เพราะรู้เขารู้เรา รบทุกครั้งชนะทุกครั้ง ในการทบทวนนั้นความจริงผมมีโอกาสนำคำที่ผึ้งบอกแต่ละคำมาให้ผึ้งแต่งประโยคปากเปล่า แต่ผมไม่ทำเพราะต้องการสอนให้ผึ้งอ่านคำเท่านั้น ผมจะไม่ใจร้อนต่อการเร่งให้ผึ้งแต่งประโยค เพราะพรุ่งนี้ผมยังไม่ตาย ผมยังมีเวลาสอนอีกยาวนาน
เขียนมาถึงตรงนั้น คงจะมีผู้ถามว่า ทำไมผมจึงไม่เริ่มสอน ก-า-กา, ต-า-ตา, ก่อนเหมือนกับหนังสือแบบเรียนเร็วใหม่ ผมขอตอบว่า พร้อมตรงนี้ผมก็สอนตรงนี้ก่อน แต่ กา-ตา-มา-นา-อา ผมก็จะสอน ดูตรงที่โอกาสเหมาะและผึ้งพร้อมจะเรียน ผมก็จะสอนทันที นี่คือวิธีสอนคนของผมครับ
รวบรวมจากหนังสือวารสาร สานปฏิรูป
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...