“ รู้แล้วก็วาง!!!!! “ ดังเต็มสองหูผมเลย
บันทึกที่เพิ่งจะนึกได้ขณะกำลังจะโต้วาทีกับ อ. ขจิต
เมื่อตอนผมเข้าไปปฏิบัติในวัดใหม่ๆ กฎกติกาที่ถูกสอนมาคือ “ กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ” ช่วงแรกๆ กำลัง ทุกข์ใจมาก เลยเร่งความเพียร (ตอนนั้นคือความอยาก เรียนรู้ว่าก็ ไม่ดี นะครับ อะไรๆที่เป็น กลางๆ..... มัชฌิมา.... น่าจะถูกทางมากกว่า)
ช่วงปฏิบัติแรกๆ ผมยังไม่คุ้นกันการนอนน้อยสักเท่าไหร่ นอนประมาณ 3 ชั่วโมง หรือบางครั้งน้อยกว่านั้น ด้วยเหตุที่ว่าผมนอนใกล้กับหลวงปู่ (หลวงปู่ไม่ขึ้นไปนอนกุฏิท่าน ส่วนใหญ่ก็นอนตรงศาลาโล่งๆติดกับศาลาวัดนั้นแหละ) ท่านตื่นตีสาม ไอ้เราจะนอนกางมุ้ง หน้าพระประทานกลางศาลาวัด นอนรอให้คนมานั่งทำวัตรข้างๆมุ้งเรา เขาคงจะต่อว่าผมไปถึงสถาบันโน้นเลยเป็นแน่
ไม่มีทางเลือกครับ ต้องตื่นพร้อมหลวงปู่เพื่อแสดงสปิริตเต็มที ..........
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเกิดอาการอู้ + ขี้เกียจ (ตอนนั้นหลวงปู่ ไปจำวัดอีกวัดหนึ่ง ไม่อยู่) ช่วงสายๆ ประมาณ 10-11 โมงเช้า ผมง่วงนอนมาก เลยขออนุญาตพี่ ไปนอน คราวนั้นผมกลางเต็นท์นอน ที่ข้างๆ ศาลาโรงครัว (เต็นท์ก็ไม่ยอมเก็บ ผมจำไม่ได้เพราะเหตุอะไร.....หุหุ) ตำแหน่งเต็นท์กับศาลาวัดก็ห่างกัน 60-70 เมตรเห็นจะได้ ผมสามารถมองเห็นถ้ามีคนอยู่ในศาลาวัด (เป็นศาลาโล่งๆ หลังคาสังกะสี) แต่จะไม่สามารถได้ยินเสียงพูดคุยที่ชัดเจนได้ในระยะขนาดนั้น
ผมนอนหลับไปไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่ามีเสียงคุยกันที่ศาลาวัด ลืมตาขึ้นก็เห็นว่ามีคณะญาติโยมกำลังนั่งสนทนากับพระอาจารย์เจ้าอาวาส ผมก็งัวเงีย จะตื่นก็ไม่ยอมตื่น ขี้เกียจเหมือนคนไม่อยากจะลุกจากที่นอน ผมทำท่าจะลุกก็พลิกตัวกลับไปนอนใหม่ ชำเลืองดูที่ศาลาก็เห็นยังมีคนอยู่ แต่ผมก็ไม่ยอมตื่น แล้วก็เคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่นต่อไป
ทันใดนั้น....... ผมก็ได้ยินเสียงตะหวาดดังมาก ดังมาจากทางศาลา
“ รู้แล้วก็วาง!!!!! “ ดังเต็มสองหูผมเลย ผมถึงกับสะดุ้ง เด้งดีดตัวขึ้นมานั่ง มองไปที่ต้นเสียงที่ศาลา ผมคิดในใจทำไมพระอาจารย์ถึงต้องตะหวาดโยมดังขนาดนั้น มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?? ผมรีบลุกออกจากเต็นท์ แล้วเดินเอาหัวยุ่งๆหน้าตาเหมือนคนเพิ่งจะตื่นไปถามพี่ผม กับ “แม่ออก” ที่นั่งทำงานอยู่ในโรงครัวขณะนั้น ทุกคนบอกผมว่า เขาไม่ได้ยินเสียงใครทะเลาะ ใครตะหวาดใครเลย ถ้าเสียงดังขนาดผมได้ยินถึงโรงครัว พวกพี่ๆก็ต้องได้ยินเหมือนกัน เพราะตำแหน่งพวกเขาก็อยู่ระยะสายตากับศาลาวัด และก็ทำงานใกล้กับที่ผมนอนอยู่ ห่างกันไม่กี่เมตร เรามองกลับไปที่ศาลาญาติโยมก็กำลังแยกย้ายกันกลับ ไม่มีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันเลย เหตุการณ์ปกติ
พี่ผมก็ขำผมขึ้นมา......”นี้แหละ นอนมากไป เลยโดนปลุก......”
ผมก็ยังยีนยันว่าได้ยินเสียงดังชัดมากว่า “ รู้แล้วก็วาง!!!!! “ พี่ๆไม่ได้ยินอะไรเลยหรือ??? คำตอบยีนยันอีกทีว่า “ไม่มี”
ที่แปลกก็คือคำที่ว่า “รู้แล้วก็วาง” เป็นป้ายที่เขียนด้วยลายมือติดไว้ที่เสาศาลาวัด ต้นที่อยู่ด้านหน้า มุมซ้ายของพระประทาน
เกิดมาผมไม่เคยเชื่อเรื่อง ผีสาง เทวดา เพราะผมไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ
แต่นี้กลางวันแสกๆ กับการได้ยินเสียงที่เป็นข้อความจากป้าย ที่ผมไม่ค่อยจะให้ความสำคัญ........ มันน่าคิดสำหรับผม
สำหรับผมใครจะอธิบายเหตุผลต่างๆทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม มันก็เป็นเรื่องที่ผมประสบด้วยตนเองอีกเรื่อง....ที่ต้องว่า “แปลก”
********* ความเชื่อ ความคิดเห็นส่วนบุคคลนะครับ ควรพิจารณาด้วยวิจารณญาณ *********
ตื่นเลยนะคะ อิอิอิ...
ราตรีสวัสดิ์ และอรุณสวัสดิ์ สำหรับ คนนอนน้อย คุณ
แหม! น่าขอหวยต่อ (อกุศลจิตอีกแล้วชลัญ ) ล้อเล่น แสดงว่ามีบุญเกื้อหนุน ส่งเสริมให้เราปฏิบัติน่ะอาจารย์ สาธุ