วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555  

       เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงปลุกแม่ แล้วก็รีบลุกเพราะจะหกโมงเช้าแล้ว แม่ถามว่า “จะไปใส่บาตรที่วัดที่พี่ชายบวชไหม” หนูตอบแบบไม่ต้องคิดเจ้าค่ะ “ไป” แล้วก็ค่อยสลัดความง่วงเหงาหาวนอนลุกขึ้นมากราบสามครั้งแล้วก็ลงไปอาบน้ำ กำหนดเดินจงกรมกับตนเอง ไปหาแม่ที่ตลาดท่านเตรียมกับข้าวใส่ถุงให้เพราะวัดนี้หลวงปู่นำพาถือธุดงค์ควัตอย่างเคร่ง คือ ตลอดพรรษาฉันท์เฉพาะอาหารที่ตกบาตร ระลึกกับตนเองว่าไม่ได้เดินจงกรมเป็นกิจจะลักษณะไม่ได้วิ่งภาวนาก็ขอโอกาสเคลื่อนไหวภาวนาแบบยอมรับสภาพของตนเองที่รักษาสัจจะไม่ได้ศีลข้อ 4 ยังด่างพร้อย บารมีข้อสัจจะยังพร่องเจ้าค่ะ ทันใส่บาตรพอดี หลวงปู่เมตตาถามว่า “เมื่อคืนขึ้นมาภาวนาไหม” เพราะที่นี่ทุกวันพระหลวงปู่นำพาพระและญาติโยมถือเนสัญชิก ไม่นอนตลอดรุ่งเจ้าค่ะ ซึ่งครอบครัวของหนูมักจะมาร่วมภาวนาบ่อยๆตั้งแต่พี่ชายเริ่มบวช กราบเรียนท่านตามตรงว่า “ไม่ได้ขึ้นมาเจ้าค่ะ เมื่อคืนมาถึงดึก ภาวนาอยู่บ้านเจ้าค่ะ” รู้สึกไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่ตอบตามความเมตตาของหลวงปู่เลยเจ้าค่ะครู พอถึงพระพี่ชายท่านก็ถามว่า “รีบไหม” ตอบท่านตอนนั้นว่า “ถ้าไม่นานก็พอได้เจ้าค่ะ”

พอได้ที่นั่งว่างหลังจากทักทายญาติธรรมที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ก้มลงกราบตั้งใจทำวัตรเช้ากับตนเองเจ้าค่ะครู อย่างน้อย ๆ ก็ระลึกกับตนเองขอรักษาไว้ ลงจากศาลาฝากน้องที่มารับข้าวก้นบาตรพระว่า “ช่วยกราบเรียนพระพี่ชายด้วยว่า พี่รีบ จะพาแม่ไปภาวนาที่ยโสธร”

       ลงศาลามาถึงบ้านประมาณแปดโมงเช้าเจ้าค่ะครู แม่ยังช่วยพ่อขายของวันนี้เป็นวันตลาดนัดจะขายของดีเป็นพิเศษ แม้พ่อจะบอกว่า “เจ้าไปโลด แต่ท่านก็ยังห่วง หนูจึงเฝ้ารออยู่ห่าง ๆ แม้ใจยังร้อนรนอยู่แต่ก็ไม่ปรารถนาเอาไปสาดใส่แม่เจ้าค่ะ จึงไปเก็บดอกไม้จะมาเพื่อร้อยมาลัยกราบขอขมาหลวงและครู น้าราญก็มาช่วยด้วยตอนแรกน้าราญว่าจะมาด้วย แต่ท่านได้รับปากพระวัดแถวบ้านแล้ว และก็บอกว่า โอกาสหน้าจะไปด้วย แต่ต้องไม่ตรงวันพระจะชวนเพื่อนท่านไปด้วย ซึ่งหนูก็ยินดี

หลวงพี่ยืมโทรศัพท์คนแถวนั้นโทรมา ไหว้วานซื้อชุดดีท๊อก และก็เล่าแลกเปลี่ยนการภาวนากันเจ้าค่ะครู เลยได้โอกาสเรียนปรึกษาท่านว่า

“หลวงพี่ทำยังไง กับความลังเลสงสัย หรือความดื้อของจิตเราที่มีต่อครูบาอาจารย์ โยมน้องทุกข์กับตัวนี้ของตนเองมาก”

ท่านเมตตาบอกหนูว่า

“เป็นธรรมดาเพราะยังไม่ใช่พระอริยะ ไม่ต้องไปทุกข์มัน ให้พิจารณาอย่างนี้ว่า จากคำสอนของท่านการสอนของท่านเรามาปฏิบัติแล้วชีวิตเราดีขึ้นไหม คำสอนของท่านเหมือนกับพระอรหันต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์พูดไว้ไหมหรือพระที่ท่านเป็นพระธาตุพูดไว้เหมือนกันไหมพระไตรปิฏกว่าไว้ไหม ถ้าใช่ก็ทำตามท่านเลย”

ซึ่งคำตอบที่ตอบท่านคือ “ใช่ทุกอย่างเจ้าค่ะ ชีวิตดีขึ้นขนาดนี้ก็เพราะท่านสอนมา ไม่งั้นยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น”

พิจารณาอย่างนี้ ก็จะช่วยแก้เรื่องความลังเลสงสัยได้ แล้วท่านก็วางสายไปเจ้าค่ะ

หนูนั่งร้อยมาลัยไปสักพักเก้าโมงกว่าจะสิบโมงจึงไปตามแม่ ซึ่งท่านก็ยังขายของ ใจหนูร้อนขึ้นมาเลยเจ้าค่ะศีลข้อ 1 ด่างพร้อยได้แต่พุทโธ ๆ ประคองไว้ สุดท้ายกว่าจะได้ออกจากบ้านก็ 11 โมงกว่า แรกๆหนูก็มีขุ่นในใจเจ้าค่ะ มาระลึกใหม่ดีเท่าไหร่แล้วที่แม่ให้โอกาสในการร่วมเส้นทาง หมายถึงการอนุโมทนาเลยนะ ใจจึงเริ่มเบาขึ้นเจ้าค่ะ ตลอดเส้นทางทั้งแม่และหนูช่วยกันมองหามุ้งแต่ก็ไม่มีเลย สงสัยเขาหยุดวันแม่ มาถึงวัดประมาณบ่ายโมงเกือบๆจะบ่ายสองเห็นกุฏิหลวงปู่ปิดจึงยังไม่ได้เข้าไปกราบแต่ตั้งใจว่าประมาณบ่ายสามครึ่งเจ้าค่ะ

การได้พาแม่มาแล้วก็พยายามกราบเรียนและสื่อสารกับครูตามตรงทำให้ความหนักในใจหนูน้อยลงเจ้าค่ะ เมื่อก่อนหนูคิดไม่ดี คิดแต่ว่าการโทรศัพท์คือ รบกวนครู แต่ไม่รู้จักมองว่า คือ การตั้งใจปฏิบัติต่อครูโดยเคารพโดยการสื่อสารเพื่อลดความเป็นห่วงของครู เพราะถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะสร้างความยุ่งยากให้ครูมาช่วยแก้ไขอยู่ดี

พอแม่มาถึงใจหนูก็เหมือนเล็งจังหวะอยากให้แม่ได้กราบครู จัดแจงให้แม่เข้าพักภาวนาที่กุฏิพี่หมออ้อดั่งที่ครูเมตตาชี้แนะ แม่เข้ากุฏิก็ภาวนาเลยเจ้าค่ะ ดีมาก ๆ จนกระทั้งบ่ายสามครึ่งหนูไปเรียกแม่ว่าจะไปกราบหลวงปู่ ครูโทรเข้ามาพอดี จึงขอโอกาสแม่ว่าขอไปทำธุระกับครูก่อน ซึ่งท่านก็เมตตาเจ้าค่ะ

หนูทราบดีว่าการที่ครูเรียกให้ขับรถให้แสดงว่า “ครูมีอะไรจะชี้แนะ เปิดโอกาสให้หนูได้เรียนรู้พร้อมๆกับการสร้างกุศล” หนูก็ยังช้ายังไม่ได้พาแม่ไปกราบหลวงปู่ สิ่งที่ครูเมตตาสอนในรถเหมือนช่วยให้กำลังใจหนู จูนให้ยอมรับกับตนเอง ชี้ในเรื่อง

“การเลียนแบบ” ว่าอย่างหยาบๆแสดงว่า ใจหนูเห็นว่า ดี

เหมือนหนังสือดีจึงมีคน copy

ปัญหาของหนูคือ ไม่ยอมรับว่า copy แถมยังแข่งทำให้ไม่ก้าวหน้า

ตอนที่ฟังใจรู้สึกใช่และซาบซึ้ง

แต่พอครูถามว่าได้เรียนรู้อะไร จิตหนูก็เข้าร่องเดิม ท่องจำ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกจริง ๆ พอครูชี้ใหม่

ฟังแล้ว “รู้สึกอย่างไร”

จึงตอบครูว่า “ฟังแล้วใช่เลย หนูเป็นแบบนี้”

ครูจึงบอกว่า เออนี่แหละคือ ความรู้สึกจริง ๆ สิ่งที่ได้จริงๆไม่ใช่คิดเอา

เหมือนตอนนั้นก็ได้ “ปิ้งกับตนเองเจ้าค่ะ”

ครูชี้อีกเรื่องเท่าที่หนูพอจำได้คือ

“ศิษย์ดื้อ ไม่เชื่อฟังครู แล้วครูก็เมตตาเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ฟัง ว่า เมื่อก่อนกว่าครูจะเข้าใจอะไรสักอย่างก็ต้องใช้ความพยายามปฏิบัติเอา ทุกข์มากกับการฟังเทศน์หลวงตาไม่เข้าใจ ดีที่ไม่ตำหนิท่าน แต่เชื่อว่า ปัญญาเรายังไม่ถึง ก็วิ่งภาวนา รักษาศีลแบบปฏิบัติเลย เปิด cd ฟัง อ่านแกะเทปกัณฑ์เทศน์ท่านด้วย เพียรอยู่แบบนี้ซ้ำ ๆ จนวันหนึ่งไปอ่านแกะเทปท่าน ที่พูดถึงเรื่อง หิริโอตัปปะ เหมือนมันซึ้งเข้าไปในใจ    

เรื่องความมั่นคงต่อครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน เหลื่อมกันนิดเดียวกับคำว่า ยึดมั่นถือมั่น แต่ครูเชื่อยู่ลึก ๆ ว่า ตรงนี้แหละใช่ ตอนที่ฟังเรื่องนี้จากครูใจสั่นสะเทือนทั้งๆที่มีสติกับพุทโธ แต่ก็เห็นความน้อมลงของจริงที่ปรารถนาจอดรถกราบแทบเท้าขอขมาครูกับความผิดที่ทำมา กับความดื้อดึง อวดดี และตั้งใจกับตนเองในการแก้ไข น้ำตาไหลพรากแต่ข้างในน้อมปีติยินดีเจ้าค่ะ

พอมาถึงวัดเข้าไปเอาพวงมาลัยพอดีเหลืออุบะที่ยังไม่เรียบร้อย ระลึกกับตนเองว่า “ช้า” จนครูเข้ามาเจอใจรู้สึกว่า “ควรถูกตำหนิ” หลบตาครูวูบจิตข้างในดื้อขึ้นมาเจ้าค่ะ ไปกราบหลวงปู่พร้อม ๆ กับแม่ และน้องภัส  

แม่ตั้งใจถวายพระบรมสารีริกธาตุ หนูร้อยมาลัยกราบขอขมาหลวงปู่ที่ดื้อครั้งที่แล้วหลวงปู่บอกให้ไปกราบขอขมาครูก็ไม่ยอมไป ท่านเมตตาหัวเราะ และซื้อเทียนมาถวาย จึงให้น้องภัสช่วยถวายเทียนหลวงปู่เมตตาบอกน้องว่า “ขอให้มีปัญญา”

พ่อออกและญาติโยมที่อยู่ตรงนั้นร่วมกันอนุโมทนาเจ้าค่ะ

หลวงปู่เทศน์ให้ฟังว่า “ทุกคนต้องมีครู พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นครู”

เหมือนหลวงปู่และครูพูดเรื่องเดียวกันเลยเจ้าค่ะ แล้วท่านก็พูดถึงการดูแลบิดามารดา เจ็บป่วยไข้ก็ให้พาไปรักษา มีอะไรก็หาให้ทาน พระบวชแล้ว เอาข้าวไปให้แม่ก็ดี พาแม่มาอยู่วัดด้วยก็ดี เป็นกุศล พระพุทธเจ้าท่านบรรลุธรรม 7 พรรษา ก็ขึ้นไปโปรดพระมาดาที่ชั้นดาวดึง จนสำเร็จโสดาบัน” แล้วแม่ก็ชวนกล่าวคำขอขมาหลวงปู่เจ้าค่ะ กราบขอขมาท่านเสร็จ

หนูจึงขอโอกาสกราบเรียนหลวงปู่เรื่องที่ครูมอบหมายให้ฝึกเล่าเรื่องชีวิตว่าครูเข้ามาช่วยเหลือชีวิตอย่างไร เป็นการฝึกสรรเสริญครู กราบเรียนท่านว่า

“ขอโอกาสเจ้าค่ะหลวงปู่ บางทีจิตหนูมันยังดื้อกับครูอยู่เจ้าค่ะ ทั้งๆที่เมื่อก่อนชีวิตไม่ใช่อย่างนี้ ชอบเที่ยว แต่งตัวโป้ เป็นประธานชมรมลีลาศ เป็นนักร้องของวงดนตรีโรงเรียนด้วยเจ้าค่ะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยอมกลับบ้าน แม่ทุกข์มากเจ้าค่ะ มันไม่ค่อยสำนึกว่าชีวิตดีขึ้นมาได้ก็เพราะมีครูท่านเมตตาสอน

พอมาถึงตรงนี้หนูหยุดรีบดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ เพราะจะมีอาการจะร้องไห้น้ำตาดันขึ้นมาเจ้าค่ะ หลวงปู่ท่านเมตตายิ้มแล้วก็เอ่ยขึ้นมาว่า ”ครูโกนผมสู้กับกิเลส กะได้อยู่เด๊ะ ก้อยก็เหมือนกันเขาก็มาปรึกษาหลวงปู่ว่าโกนผมได้ไหม หลวงปู่ก็บอกว่า “ไม่ผิดธรรมวินัย ทำได้ ไม่ผิดอะไร” ขนาดโกนผมยังมีคนมาชอบ โกนทุกวันโกนเหมือนพระ ไม่มีผมก็สบายดีไม่เปลือง ถ้าติ๋วอยากโกนบ้างก็ได้”

ตอนนั้นหนูมีอาการอึ้งเจ้าค่ะ แม้ข้างในจะเบาแล้ว หลวงปู่หยุดไปพักหนึ่ง

แล้วหนูก็หันไปหาแม่ แล้วบอกว่า “แล้วแต่แม่เจ้าค่ะ”

หลวงปู่ตอบว่า “อีกหน่อยแม่ก็จะโกนหัวเข้าวัดมาภาวนา”

หนูยกมืออนุโมทนาสาธุเจ้าค่ะ

พอเอ่ยออกไปใจรู้สึกผิดที่ผลักภาระให้แม่ ทั้ง ๆที่ ข้างในหนูเองนี่แหละที่ไม่อยากโกนผมเจ้าค่ะ มันยังห่วงสวย เห็นความรู้สึกนี้ขึ้นมาทันทีเลยค่ะครู แว๊บคิดขึ้นมาอีกว่า “คุณธรรมในใจหนูยังสูงไม่พอ ทนแรงเสียดทานไม่ได้แน่ๆ” ตอนนั้นที่อยากบวชชี เพราะกิเลสมันบีบคั้น อยากเลียนแบบ อยากเอาชนะ แล้วตามไม่ทัน

แล้วก็แว๊บขึ้นมาอีกว่า “เอ....หลวงปู่ต้องการสื่อสารอะไรอยู่รึเปล่าแต่หนูยังไม่มีปัญญาจะเข้าใจได้เจ้าค่ะ”

พอมันเริ่มคิดก็เหมือนไม่ได้ยินเสียงเทศน์หลวงปู่เจ้าค่ะ หนูจึงดึงลมหายใจท่องพุทโธ ๆ แบบเอาไว้ก่อน

กราบลาออกมาจากหลวงปู่ใจรู้สึกโล่งสบาย พอได้ไปนวดให้ครูจึงขอโอกาสกราบเรียน ซึ่งครูก็เมตตาชี้สิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อแม่ ดูแลการกินอยู่หลับนอน อาหาร ครูเมตตาหนูจริง ๆ เจ้าค่ะ พรุ่งนี้ครูมอบหมายให้พาแม่ไปทำกับข้าวที่แม่เตรียมมาตอนตีสี่ แล้วก็ให้หนูต้มข้าวให้แม่

ครูเมตตาย้ำกับหนูว่า

“อย่าไปรังเกียจความชั่วของตนเองแต่ก็ไม่รดน้ำ ใช้ศีลล้อมไว้แล้วก็ใช้การภาวนาขัดเกลา”

ความชั่วตัวตนมันก็จะไม่เพิ่ม แล้วมันก็จะหมดไปสักวัน

มีอยู่ 3 ระดับที่จะช่วย คือ อดทน อดกลั้น ข่มใจ

แล้วก็พาแม่ไปทำวัตรเย็นเข้ามาพักภาวนาแล้วก็ทำวัตรเย็นเจ้าค่ะ

ครูมอบหนังสือให้ 3 เล่ม คือ อินเดียจาริกด้านใน 1-3 ของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ แล้วก็ให้เขียนบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอ่าน และให้เขียนบันทึกพระคุณครู ครูในที่นี้หมายถึงพ่อ แม่ด้วยตามแต่สถานการณ์

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของครูเจ้าค่ะ วันนี้เหมือนฟ้าหลังฝน เป็นกุศลที่เกิดจากความอดทน เชื่อฟังปฏิบัติตามครูบาอาจารย์เมตตาชี้นำโดยแน่แท้ เต็ม 10 วันนี้ให้ตนเองได้ 8 เจ้าค่ะเป็นวันที่ 14 ใน 90 วัน ที่ต้องพากเพียรเรียนรู้กับตนเองต่อไปกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ