เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คุณแม่ของดร.ป๊อป ได้ชวนผมเขียนหนังสือเรื่อง "เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นดอกเตอร์" สำนักพิมพ์แสงดาว

   ผมใช้วุฒิสอบเทียบ ม.6 (หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน) สมัครสอบ Entrance แต่ด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตนักเรียนกรุงเทพฯ ทำให้มีความมุ่งมั่นเลือกสอบเรียนต่อต่างจังหวัด ชีวิตนักเรียนกรุงเทพฯ ของผมได้แก่ การตื่นนอนแต่เช้ามืด และใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงนั่งอยู่บนรถเมล์ ท่ามกลางการจราจรติดขัด แม้ว่าระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนจะไม่ไกลนัก ทุกๆ วันหลังเลิกเรียนผมต้องวิ่งจากโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปยังฝั่งติดริมคลองแสนแสบเพื่อโดยสารเรือหางยาวมุ่งสู่โครงการติวเข้มเข้ามหาวิทยาลัย ของอาจารย์จุฬาฯ ซึ่งผมต้องใช้เส้นอาจารย์เพื่อนสนิทของคุณแม่ ในการได้ที่นั่งเข้าไปเรียนพิเศษเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม


      และแล้วความฝันของผมก็เป็นจริง ผมสอบติดสาขาวิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเลือกไว้เป็นอันดับสาม ด้วยเหตุผลของคะแนนสอบที่คาดว่าน่าจะทำได้ดีที่สุดและติดแน่ๆ ที่ ม. เชียงใหม่ แต่ความคิดแรกหลังจากรู้ผลคือ ชื่อสาขาวิชาแปลกๆ จะเรียนไปทำอาชีพอะไร คะแนนก็ไม่สูงนัก และสาขาวิชากิจกรรมบำบัดรับนักศึกษาไม่เกิน 15 คน คิดแล้ว คิดอีกว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชานี้หรือเรียนต่อ ม. 6 ของโรงเรียนมัธยมสาธิตรามคำแหง หลายคนก็บอกว่าน่าจะลองสอบใหม่ เพราะยังไม่ได้สาขาที่อยู่อันดับ 1 หรือบางคนก็บอกว่าน่าจะเรียนหมอไปเลย เพราะคะแนนของผมอยู่ในอันดับต้นๆ ของสายวิทยาศาสตร์ 


              “แม่เชื่อมั่นในความสามารถของลูกว่าลูกเรียนได้”

       เป็นคำพูดของคุณแม่ เมื่อผมโทรไปหาและบอกคุณแม่ว่า ผม Entrance ติดสาขาวิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผมกำลังสับสนมาก คิดไม่ออกว่าควรจะเรียนต่อ ม. 6 เพื่อให้ความรู้มัธยมปลายแน่นขึ้น หรือจะเข้ามหาวิทยาลัยดี และคณะนี้ก็มีคนเรียนน้อยมาก ไม่เป็นที่รู้จักเหมือนคนทั่วไปเหมือนสาขากายภาพบำบัด ทำให้ผมตัดสินใจไม่ถูกเลย คุณแม่ตอบทันทีว่า “ลูกเรียนไปเถอะถึงเป็นสาขาที่ไม่มีใครสนใจ แม่เชื่อมั่นในความ สามารถของลูกว่าลูกเรียนได้” คำแนะนำของคุณแม่ทำให้ผมตัดสินใจทันทีและเตรียมพร้อมเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาใน “สาขาวิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่"

ที่มา : จากหนังสือเลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นดอกเตอร์ โดย ประนอมศรี เข็มทอง และดร. ศุภลักษณ์ เข็มทอง