เพลงแม่แม่..ดังก้องสองหูตั้ง...เอามือรั้งดึงหูดูฉงน
เพลงแม่ดังแว่วมาน่าเหนื่อยตน...ขี้หูล้นปิดเบ้าน่าเศร้าแทน ฯ
เสียงพระเทศน์พระคุณแม่มาแต่ไกล...อาขยานขานไขก็แค่นั้น
ความตระหนักในแม่ที่แน่กัน...คือสำนึกพลันกับตัวใช่ใครเตือนฯ
..............................
ต้องขออภัยที่เริ่มด้วยกลอนบทนั้น เพราะทันทีที่จะลงมือเขียนเรื่องนี้ ก็นึกถึงเพลงแม่ขับร้องโดยไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพลงแม่ของใคร ขับร้องโดย พรศักดิ์ ส่องแสง, เพลงน้ำตาแม่ของเคียส
ซึ่งต้องยอมรับว่า เรื่องแม่ แต่ละคนมีรอยประทับที่แตกต่างกัน คนที่มีแม่คอยเอาใจใส่ จะแตกต่างจากคนที่แม่ตายตั้งแต่แบเบาะ คนที่แม่ตายตั้งแต่แบเบาะ จะแตกต่างจากคนที่แม่ทิ้้งให้เติบโตกับตาและยายตั้งแต่เล็ก คนที่แม่ทิ้งให้เติบโตกับตาและยายแต่้เล็ก แตกต่างจากคนที่ถูกแม่ปลิดชีวิตตั้งแต่ยังไม่ออกจากท้องของแม่ที่ตนอยากเกิดมาเป็นลูกของแม่คนนี้ที่ฉันปรารถนา
หลายคนฟังเพลงแม่แล้วน้ำตาไหล มีการจัดการเพื่อเทิดทูนพระคุณแม่หลายคนจึงได้สำนึกในแม่บังเกิดเกล้า ได้กราบได้กอด ต่างคนต่างร่ำไห้ แต่คนที่ไม่มีเหมือนอย่างกับคนอื่นเขาล่ะ
"ทำไม เราต้องเหมือนคนอื่น" "เรามีชีวิต..แค่นี้ก็บุญโขแล้ว"
อย่างไรก็ตาม พระคุณแม่นั้นเราคงเขียนและเรียนรู้กันมามาก และแม่ที่ทีมงานต้องการให้เขียนดูเหมือนจะเป็นแม่ของเราและแม่ของคนอื่นซึ่งอ่านไม่เบื่อเลย พร้อมกับซาบซึ้งตรึงใจไปด้วย แต่ผมจะขอระลึกถึงแม่ต่อไปนี้สั้นๆ
แม่ของชีวิตทุกคน....โดยปกติถ้าเรามีลูก หากมองในภาพกว้างเราจะเห็นถึงแม่ของลูก หมายถึง ใครเป็นลูกของเรา เราก็เป็นแม่ของลูกคนนั้น ส่วนการปฏิบัติอาจแตกต่างกันไป ยิ่งปัจจุบันยิ่งส่งเสริมว่าลูกใครลูกคนนั้น ลูกใครคนนั้นต้องรับผิดชอบ (เช่นการทำผิดของเด็ก) เป็นไปได้ไหมที่เราจะเป็นแม่ของเด็กทุกคน ช่วยกันดูแลเอาใจใส่แม้จะไม่ใช่ลูกของเรา แม่แบบนี้เป็นแม่สมัยโบราณแต่เป็นแม่ที่มีอยู่จริงที่กำลังเลือนหาย ซึ่งแม่ของลูกตัวจริงต้องเปิดใจกว้างรับแม่เฉกเช่นตนและตนก็พร้อมจะเป็นแม่ของเด็กอื่นเสมือนลูกตน (ขอกราบเท้าแม่แบบนี้ที่ืทำให้มีแม่เต็มโลก)
แม่ของโลก..โลกที่มี..มีแต่แม่...คอยดูแล..เยียวยา..ทั้งหน้าหลัง
อยู่เคียงข้าง..ทุกย่่างก้าว..ทุกคราวครั้ง...แม่ก็ยัง..เอาใจใส่..แม้ไกลกัน
แม่ของโลก..ต่างพัดโบก..สิ่งร้ายร้าย...โลกจึงมี..ความหมาย...ความสุขสันต์
เพราะมือแม่..ใจของแม่..แม่ปลูกปั้น...โลกของแม่..ใครกัน..จะเท่าเทียมฯ
แม่โพสพ .... หลายคนบอกว่า แม่ตายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะข้าวที่เรากินเข้าไปนั้นเหมือนกากไร้รสชาด ไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณ ไม่มีความหวานหอม ไม่มีความชุ่มชื่นชุ่มฉ่ำ วิญญาณแม่โพสพหรือจะอยู่กับเม็ดข้าวที่เหมือนศพถูกทิ้งข้างถนนเช่นนั้น เดิมทีชาวนาจะบูชาแม่โพสพเป็นอย่างดี คนที่กินข้าวต่างสำนึกในแม่โพสพ เพราะท่านให้กำลัง ให้ชีวิตเรา วันนี้แม่โพสพกลายเป็นความงมงาย เหลือเพียงวัตถุธาตุคือเม็ดข้าวที่จะกินเข้าไปในร่างกายคนเท่าไรก็ได้ เหลือก็ทิ้งไป เพราะไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิต แตกต่างจากโบราณที่มองข้าวแต่ละเม็ดล้วนมีความหมายเสมอ นอกจากความหมายให้รู้ถึงสำนึกในเม็ดข้าวยังสื่อถึงชาวนา หยาดเหงื่อ แรงกาย ที่ทุ่มเทถนอมต้นกล้าว่าจะเป็นเม็ดข้าว(ฟังเพลงนี้ประกอบเฉพาะเนื้อที่เกี่ยวข้อง และ เพลงนี้เฉพาะเนื้อที่เกี่ยวข้อง)
แม่โพสพ..ร่ำไห้..จำใจจาก...อำลาพราก..จากไป..ไม่คืนหลัง
บ้านเคยอยู่..อู่แนบนอน..แต่ก่อนยัง...มาพ่ายพัง..ด้วยพิษซ้อน..ซ่อนแสบทรวง
แม่ต้องตาย..จากไป..ไร้ความหมาย...เหลือบ้านเปล่า..เปล่าดาย..ดั่งไม้ร่วง
คือสัญลักษณ์..ผ่อนตาย..คนทั้งปวง...โรคสารพันโชติช่วงทำลายคนฯ
แม่ธรณี....ผืนแผ่นดินนี้่ที่เคยชุ่มฉ่ำ เหลือเพียงดินร่วนซุยเป็นผุ่นผง เราเคยปลูกผักปลูกหญ้าอาศัยแผ่นดินนี้ ผักหญ้างามเพราะแม่ธรณีมีชีวิต สัตว์ต่างๆได้อาศัยช่วยพรวนดินให้ บัดนี้เราใส่ยาพิษลงไปให้แม่ค่อยๆตายจากเรา เราช่วยกันปิดจมูก ปิดหู ปิดตา ปิดผิวของแม่ด้วยปูนซีเมนต์ที่ดูสวยงามกว่า แต่แม่หายใจไม่ออก มองไม่เห็น ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ ไม่ได้เจออากาศ แม่จึงอยู่ไม่ได้ และเราก็รังเกียจแม่ยิ่งขึ้น เราขายแม่ให้แก่กันและกัน แม่เป็นสิ่งน่าเกลียด แม้แต่เท้าเราก็ไม่อยากแตะต้องแม่ แม่จึงตายไปจากใจเราเรียบร้อย ฝุ่นผงของแม่ที่ตายแล้วหรือจะช่วยอุ้มน้ำไว้ได้ เมื่ออุ้มน้ำไม่ได้ก็มีแต่ทรุด และเราผู้ไม่เคยเอาใจใส่กับแม่ จึงต้องรับสภาพกับสิ่งที่เป็นนั้น
ทั้งที่เหยียบและย่ำมานานนัก...แม่ของตนควรจะรักษ์เป็นนักหนา
กลับเพียงเพืออาศัยและเยียวยา...ให้ชีวิีตเดินหน้าก็เท่านั้น
ละเลยแม่เคยพึ่งพาและอาศัย...ทำลายล้างอายุขัยแม่ไปพลัน
นี่หรือแม่..แม่ของเรา..แม่ของฉัน...ความผูกพัน..ช่างเศร้าและเปล่าดายฯ
แม่คงคา....เราเคยเปรียบแม่คงคาเสมือนสายเลือดแห่งชีวิต แต่ถ้าวันนี้แม่คงคาสกปรก สายเลือดที่เข้ามาในชีวิตของเราก็พลอยสกปรกไปด้วย เราหรือจะมีชีวิตอยู่ได้ สายของแม่คงคาจำนวนมาถูกทับถมด้วยดินปรับแต่งเป็นพื้นที่ปลูกบ้าน แม่คงคาที่เคยมาอวยพรให้เราถึงหน้าบ้านก็ต้องหยุดลงฉับพลัน เพราะเมื่อเราไม่ต้องการท่าน ท่านหรือจะกล้ามาเยือนบ้านเราได้ เราเคยอาศัยทั้งใช้และดื่ม แต่เราใช้ท่านเกินไป ร่างกายของท่านจึงสกปรกและสกปรก จนท่านไม่อาจเยียวยาตัวเองได้ จึงไม่แตกต่างจากชีวิตที่ไร้ชีวิต นี่เราทำให้กับแม่ผู้ให้ชีวิตแก่เราอย่างนี้หรือ
เคยหล่อเลี้ยงชีวิตดั่งสายเลือด...กลับแห้งเหือดหดหายไปไหนหนอ
ลูกทำลายรุกล้ำกันเกินพอ...แม่จึงท้อหดหู่อดสูใจ
เคยสะอาดเย็นใสให้ชีวิต...กลับหมองคล้ำดำพิษหม่นหมองไหม้
เน่าและเหม็นกลิ่นคลุ้งทั่วกรุงไกล...ใครหนอใครรักษ์แม่กันแน่เอยฯ
พระพิรุณ... (ฟังเพลงนี้ประกอบเฉพาะท่อนแรก) ฝนโปรยปรายดับกระหายดับร้อน ดอกไม้ใบหญ้าต้นไม้ชุ่มฉ่ำ ชาวบ้านรองน้ำฝนไว้กินตลอดปี น้ำฝนเดือนห้านำไปทำยาบางชนิด โรคหายได้ด้วยยาแบบนั้นซึ่งผนวกกับความเชื่อมั่นใจตนเองของผู้ป่วยกับยาที่หมอบ้านให้กิน ชาวนาได้ทำนาแม้ไม่ต้องอยู่ใกล้คลองส่งน้ำ มาวันนี้เราพึ่งพาน้ำฝนไม่ได้ ฝนไม่ต้องต้องตามฤดู เรารองน้ำฝนไว้กินไว้ใช่ไม่ได้อีกแล้ว พระพิรุณหายไปจากชาวโลกอีกตามเคย
ระเริงฝนฝนพรำพรำพรำฝน...สายฝนหล่นหล่นโปรยโปรยสายฝน
มวลพฤกษาพาชื่นชื่นกมล...เหล่าผู้คนอาศัยได้ดื่มกิน
มาบัดนี้มีแต่ฝนปนยาพิษ...ฝนเคยใสดำสนิทไปเสียสิ้น
ไม่มีฝนฝนหยุดไม่หลั่งริน...คนร้อนรนกัดกินกันและกันฯ
..แด่แม่ผู้จากไปและแด่แม่ที่ยังมีอยู่โดยเฉพาะ"แม่แบบของชีวิต"..
ทุกคนเกิดมา มีแม่ทุกคนนะคะ
ขอบคุณค่ะ
รักและเคารพ
เพราะท่านเป็นคนเดียวที่รักแบบ
ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน..
แม่นี้มีแต่ให้คะ