- มุมองแบบอัตนัย
ในศตวรรษที่ 20 มีการวิพากษ์และวิจารณ์ทฤษฎีที่ยึดถือปรนัยหรือการหาความจริงแบบวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 อย่างเข้มข้น ทฤษฎีสัมพันธภาพของ Einstein ได้ตั้งคำถามอย่างถึงรากถึงโคนแก่ความเชื่อเรื่องความรู้ที่เป็นปรนัยว่าเป็นเพียงการสะสมข้อเท็จจริงที่มีมาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น นักปรัชญาเช่น T.S. Kuhn กล่าวว่าสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับกรอบความคิด (Frame of reference: paradigm) หรือกระบวนทัศน์ ซึ่งผู้สังเกตในทางวิทยาศาสตร์นำมาเป็นกรอบในการทำความเข้าใจกับข้อมูลเท่านั้น นอกจากนี้จิตวิทยาแนว Gestalt ยังได้โต้เถียงว่าจิตของมนุษย์ไม่ได้รับรู้สิ่งต่างๆหรือโลกเป็นเพียงชิ้นหรือส่วนย่อยเท่านั้น แต่รับรู้โลกทั้งหมดเป็นองค์ประกอบ (configuration)ของสิ้นส่วน แก่นต่างๆ หรือองค์รวมที่มีการจัดลำดับและมีความหมายรวมกันเป็นชิ้นใหญ่ นอกจากนี้จิตวิยาสำนักนี้ยังถือว่าองค์ประกอบแต่ละส่วนย่อยๆยังแตกต่างกันตามแต่บริบทของมันอีกด้วย เช่น ภาพนี้ถ้ามองแต่พื้นสีขาวก็เหมืนพาน แต่ถ้ามองจากพื้นสีดำก็จะเป็นคนหหันหน้าเข้ากัน 2 คน

ประเด็นสำคัญก็คือแนวโน้นที่ปรากฏขึ้นศตวรรษที่ 20 นั้นส่งผลอะไรต่อการวิจารณ์วรรณกรรมบ้าง เราลองมาดูโมเดลการสื่อสารของ Jakobson ก่อน

จากโมเดลนี้ Jakobson เชื่อว่าวาทกรรมที่เป็นวรรณคดี (literary discourse) แตกต่างจากวาทกรรมชนิดอื่นๆ เช่น กวีนิพนธ์มีขึ้นเพื่อตัวมันเอง (เช่นมีฉันทลักษณ์ ภาพพจน์ ความหมายเชิงกวี) ดำรงอยู่ก่อนกวี ผู้อ่าน หรือโลกภายนอก แต่ถ้าเราปฏิเสธแนวคิดของเขา และรับเอาแนวความคิดที่ให้ความสำคัญกับผู้อ่านก่อนกระบวนการอื่นใด โมเดลนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้นกวีนิพนธ์ไม่ได้ดำรงอยุ่ก่อน จนกว่ามันจะถุกอ่าน หรือจนกว่าความหมายของมันจะถูกอภิปรายโดยผู้อ่าน และเรามีการตีความแตกต่างกันก็เพราะเรามีวิธีการตีความแตกต่างกัน เช่น ลองอ่านกวีบทนี้ซึ่งเป็นของ น.ม.ส. (ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ)
หญิงไม่อยากมีสามี หาในโลกนี้หาไหน
อันพวงบุบผามัย เกลียดแมลงภู่ไซร้ฤามี
ควรจำธรรมดานาไร่ จักไม่รับไถใช่ที่
ฉันใดชาดานารี พึงมีสามีแนบตัว
(น.ม.ส)
พอเราอ่านบทแรกจบเราก็รู้เพียงว่าผู้หญิงทุกคนอยากมีสามี แต่พอเราอ่านจบบทที่สองเราต้องมีมาตีความว่า น.ม.ส. ต้องให้ผู้หญิงมีสามีจริงหรือไม่ ทำไมในวรรคสุดท้ายจึงใช้ คำว่า “พึง” ไม่ใช้คำว่า “ต้อง” ทีนี้เราอาจมาดูว่า น.ม.ส. เป็นใคร สังกัดชนชั้นไหน สมัยที่เขียนเป็นสมัยใด ยุคนั้นมีความนิยมเกี่ยววกับผู้ชายผู้หญิงอย่างไร
จากที่อ่านมาเราจะได้มุมมองที่เน้นการรับสารผู้อ่านว่าความหมายที่เราอ่านได้ไม่ได้จากตัวบท แต่ความหมายในตัวบทไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ผู้อ่านต่างหากที่จะเป็นผู้สร้างความหมายนั้นด้วยตัวเอง Wolfgang Iser นำเสนอว่า ตัวบทในเชิงวรรณกรรมนั้นจะประกอบด้วยที่ว่า (blanks) ซึ่งผู้อ่านจะต้องเติมความหมายนั้นให้เต็มด้วยตนเอง เหมือนกับข้อสอบภาษาอังกฤษแบบเว้นที่ว่างไว้ให้เราเลือกคำศัพท์ไปเติมให้ถูกต้องตามหลักภาษาหรือทำให้ความหมายของประโยคสมบูรณ์ขึ้นครับ (ข้อสอบ Cloze Test)
ในบล็อกหน้าผมจะเสนอปรัชญาปรากฎการณ์นิยมที่กลุ่มการให้ความสำคัญกับผู้อ่านนำมาใช้สนับสนุนแนวคิดของตนเองครับ
บรรณานุกรม Raman Selden. (1989). A Reader's Guide to Comtempory Literary Theory. Havester Wheatsheaf: New York.
เวลาเปลี่ยน .... แนวคิด....เปลี่ยนไป...ก็เป็นได้นะคะ
ขอบคุณ บทความดีดีนี้นะคะ
ขอบตุณมากครับ
อันพวงบุปผามาลัย เกลียดแมลงภู่ไซร้ฤามี
ควรจำธรรมดานาไร่ จักไม่รับไถใช่ที่
ฉันใดชาดานารี ควรมีสามีแนบตัว
ตรงเกลียดแมลงภู่ไซร้ ต่อไปเป็น ไป่มี หรือ ฤามีคะ
พอดีในหนังสือเรียนเป็นไป่มี แต่ในเนต มีทั้งไป่มี และฤามีเลยค่ะ อันไหนถูกคะ
ถ้าผมจำไม่่ผิดนะครับ ฤามี ครับ