KM(แนวปฏิบัติ) วันละคำ: ๕๗๕.พลังของคำอธิบาย

 

 

          บังเอิญได้กลับไปอ่าน บันทึกนี้ จึงนึกขึ้นได้ว่า น่าจะอธิบายขยายความพลังของคำอธิบาย ว่ามีคุณค่าต่อการจัดการความรู้อย่างไร

 

          คำอธิบายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติร่วมกัน    ที่ทุกคนต่างก็ได้สัมผัส ได้รับรู้ว่าทำการทำอะไร เพื่ออะไร และได้เกิดอะไรขึ้น    มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ร่วมกัน และต่อการพัฒนากิจการนั้นอย่างเหลือล้น หากรู้จักใช้วิธีให้คำอธิบาย และใช้ตัวคำอธิบาย อย่างถูกต้อง

 

          คำอธิบาย คือเครื่องมือ KM อย่างหนึ่ง   เป็นเครื่องมือง่ายๆ แต่มีพลังสูงมาก   แต่ต้องใช้เป็น

 

          คำอธิบายคือเครื่องมือหมุนเกลียวความรู้ (knowledge spiral) ให้ยกระดับต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด   เป็นการหมุนเกลียวความรู้โดยทุกคนในทีม KM   ไม่ใช่เน้นหมุนเกลียวความรู้โดย “ผู้รู้” 

 

          เป็นการนำเอาความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว มาอธิบายสิ่งที่เกิด (หรือไม่เกิด) จากการปฏิบัติ    สิ่งที่เกิด (หรือไม่เกิด) จากการปฏิบัติ คือความรู้ปฏิบัติ (tacit knowledge) คำอธิบาย จะเปลี่ยนความรู้ปฏิบัติไปเป็นความรู้เชิงทฤษฎี (explicit knowledge) สำหรับนำไปใช้ในการคิดออกแบบพัฒนาวิธีทำงานต่อไป    หมุนเวียนเรื่อยไปไม่มีจบสิ้น

 

          การอธิบายนี้ต้องทำโดยทุกคนในทีม   และต้องอยู่ในบรรยากาศอิสระ ไม่มีถูก ไม่มีผิด    เป็นการอธิบายแบบตีความ   จะตีความโดยใช้หลักการหรือทฤษฎีใดก็ได้   ยิ่งใช้หลักการหรือวิธีคิดที่แตกต่างกัน ยิ่งดี   เพราะจะได้มีการมองหลากหลายมุมยิ่งขึ้น   ความรู้ความเข้าใจแตกฉานยิ่งขึ้น

 

          คำอธิบายนี้ ควรนอกจากอธิบายด้วยมุมมองหลากหลายมุมแล้ว   ยังควรอธิบายด้วยมุมมองจากหลายระดับในองค์กรด้วย   มุมมองของผู้บริหารจึงจะช่วยให้ทีมงานระดับปฏิบัติได้เปิดโลกทัศน์   เป็นการเปิดโลกทัศน์จากการอธิบายสิ่งที่เกิด (หรือไม่เกิด) จากการทำงานของทีมงานระดับปฏิบัติ เมื่อมองจากมุมของผู้บริหาร 

 

          นี่คือโอกาสที่ผู้บริหารจะสื่อสารคุณค่า เป้าหมาย ปณิธาน วิสัยทัศน์ ขององค์กร ให้สื่อเข้าไปในวิถีปฏิบัติงานตามปกติของพนักงานระดับปฏิบัติ    ทำให้เกิดพลังของการพัฒนางาน และเกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง บนฐานของ corporate values, purpose, vision, mission, direction และ targetของหน่วยงานหรือองค์กร

 

          มองมุมหนึ่ง corporate values, purpose, vision, mission, direction และ target ของหน่วยงานหรือองค์กร คือ explicit knowledge อย่างหนึ่ง   เมื่อเอามาอธิบาย tacit knowledge ที่เกิดจากการทำงาน   ก็จะเกิดการยกระดับหรือหมุนเกลียวความรู้แนบแน่นอยู่กับจิตวิญญาณขององค์กร    เกิดการจัดการความรู้ที่ก่อคุณค่าแก่องค์กรอย่างเป็นธรรมชาติ

 

          ที่สำคัญ ผู้บริหาร (คุณเอื้อ) ต้องให้คำอธิบายในบรรยากาศที่เท่าเทียมกัน บรรยากาศของความสัมพันธ์แนวราบ   และเน้นการไม่มีถูกไม่มีผิด   เน้นให้คำอธิบายเชิงคุณค่า ของสิ่งที่เกิดขึ้นที่ทีมงานอาจมองไม่เห็นหรือละเลยไป

 

          นั่นคือ ผู้บริหารต้องเน้นให้คำอธิบาย โดยใช้ Appreciative Inquiry

 

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๙ ก.ค. ๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)