ในชีวิตนี้เท่าที่จำได้ ข้าพเจ้าเคยเปลี่ยนร้านทำผมเพียงห้าครั้ง
ร้านทำผมแรก ก็มิใช่ใครอื่นคือแม่ข้าพเจ้าเอง..ทรงฮิตกะลาครอบ
เหตุที่เปลี่ยนเพราะ ข้าพเจ้าดิ้นแล้วปลายกรรไกรไปเฉียดติ่งหูเข้า
หลังจากนั้น แม่ก็หมดความมั่นใจจะตัดผมลูกสาว
ร้านทำผมที่แพร่ ชื่ออะไรจำไม่ได้ เพราะเลือนลางเต็มที
ร้านที่สองสมัย ม.ต้น เพื่อนยุให้ตัดผมสั้น สวยอยู่สัปดาห์หนึ่ง กลายเป็นรังนก..เลยไม่ไปอีก
ร้านที่สาม สมัย ม.ปลาย เพื่อนยุให้ยืดผมถาวร มีกระบวนการเกือบครึ่งวัน ก็ตรงอยู่ได้เดือนเดียว..เลยขี้เกียจไปอีก
ร้านที่สี่..สมัยจบมามีเงินใช้เองใหม่ๆ เป็นช่วง peak แห่งการรักสวยรักงาม ลงทุนเข้าร้านทำผมมียี่ห้อ คราวนี้ดัดผมและทำสี ถึงจะเสียเงินเรือนพันและนั่งหลังแข็งหลายชั่วโมง แต่ก็สวยงามอยู่ทน 3-6 เดือนทำทีได้
ข้าพเจ้าเข้าร้านทำผมฝีมือดีร้านดังกล่าว อยู่พักใหญ่ๆ 
การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากมนุษย์ค้างคาว (อยู่เวรกลางคืน หลับกลางวัน..รวมทั้งตอนนั่งทำผมด้วย)
มาเป็นมนุษย์ปกติ นอนกลางคืน ตื่นกลางวันแล้ว
... 

ไปๆ มาๆ ก็ทำผมพื้นฐาน สระ ตัด อบไอน้ำนานๆ ครั้งที่ร้านใกล้บ้าน
มีสามร้านที่อยู่ละแวกบ้าน 
แต่ร้านที่ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าประจำมา 5 ปีแล้วนี้
มีบางอย่างที่ดึงดูด ไม่ใช่ราคา ไม่ใช่อุปกรณ์ ไม่ใช่สถานที่ 
แต่เป็น พี่เจ้าของร้าน ที่ข้าพเจ้า "รู้สึกวางใจ-trust" อย่างประหลาด
...

บนฝาผนัง ไม่มีรูปดารากับทรงผมโก้เก๋
แต่เป็นภาพพ่อแม่ของเจ้าของร้าน
ตู้เลี้ยงปลา ที่มีแต่ปลากับน้ำแค่นั้นจริงๆ ไม่มีกรวดไม่มีกังหันน้ำจิ๋วใดๆ
บนโต๊ะนั่งรอมีหนังสือคู่สร้างคู่สม
ที่วางปนกับหนังสือ "เรียนภาษาอังกฤษใน 68 ชั่วโมง"

คืนวันก่อนสายตาข้าพเจ้า
ก็ไปเจอกับประตูหลังร้านสายตาก็ไปสะดุดกับ..
"ประตูสู่การเรียนรู้"
บนกระดาษเขียน Pan  แพน กะทะ, Bowl โบว โถ, Spooon สพูน ช้อน

 

...

นับแต่วันที่ช่างมาล้างแอร์ ซึ่งต้องถอดสายเครื่องไฟฟ้าใต้แอร์ทั้งหมด
ปรากฎว่าตอนต่อกลับเข้าไป
เขาต่อสายระหว่างเครื่องรับสัญญาณทรูวิชั่น กับโทรทัศน์ผิด
สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า  ต่อเท่าไหร่ก็ดูไม่ได้
จนข้าพเจ้ายอมแพ้และเก็บไว้ก่อน
วันนี้ฤกษ์ดีจึง โทรถามช่างว่าอะไรต่อกับอะไร
ปรากฎว่า เพราะเราเอาสายชุดขาวแดงเหลืองที่ไหนไม่ทราบต่อเข้าไปเกิน
หลังจากแก้ไขได้แล้ว จึงถ่ายรูปเก็บไว้
"วงจรแห่งการเรียนรู้"

###

ในหนังสือ "Start with Why" ของ Simon Sinek กล่าวไว้ว่า
มนุษย์มีความปรารถนาลึกๆ ในการเป็นส่วนหนึ่ง ( sense of belonging)
การอยู่กับผู้มี คุณค่า และ ความเชื่อ คล้ายกับเรา (share value and belief) 
เรารู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ คนที่ "พูดภาษาเดียวกับเรา"
ไม่ว่าจะเป็นวัจนะภาษา หรืออวัจนะภาษา 
จนเกิดเป็นรากฐานของวัฒนธรรม (culture)
...

เราจะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ขึ้นได้หรือไม่?
ท่านคิดว่าอย่างไร