ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337

ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 เป็นกฎหมายที่มีผลต่อสถานะตามกฎหมายของบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยมีผลสำคัญ 2 ประการ นั้นคือ ผลประการแรกประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลให้บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากบิดาหรือมารดาต่างด้าวที่เข้าเมืองมาในลักษณะที่ไม่ถาวร หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏบิดา มารดาของบุคคลนั้นเป็นคนเข้าเมืองมาในลักษณะไม่ถาวร โดยบุคคลนั้นจะไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน ซึ่งมีผลต่อบุคคลที่เกิดตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 และผลประการที่สองคือ ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดน และมีคุณลักษณะตามที่กล่าวมาเบื้องต้นหากเกิดก่อนที่ประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะถูกถอนสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายฉบับนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยผลทั้งสองประการที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญในการพิจารณาผลของกฎหมายฉบับนี้ที่มีต่อสิทธิตามกฎหมายเอกชนของบุคคลที่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337

          สิทธิตามกฎหมายเอกชน คือสิทธิที่บุคคลมีสิทธิในความเป็นเจ้าของ หรือมีอำนาจเหนือหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อวัตถุแห่งสิทธินั้นๆ โดยวัตถุแห่งสิทธิอาจจะเป็นเรื่องใดๆก็ได้อันเกี่ยวกับบุคคล หนี้ ทรัพย์ ครอบครัว มรดก โดยที่สิทธิตามกฎหมายเอกชนนั้นจะเป็นสิทธิเหนือวัตถุที่เป็นทรัพย์สิน หรือทรัพยสิทธิก็ได้ ดังนั้นการพิจารณาว่าประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 จะมีผลกระทบต่อสิทธิตามกฎหมายเอกชนอย่างไรบ้างจึงพิจารณาได้เป็นเรื่องๆไปดังต่อไปนี้

  1. ผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชน
  2. ผลกระทบต่อสิทธิในหนี้ตามกฎหมายเอกชน
  3. ผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายเอกชน
  4. ผลกระทบต่อสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายเอกชน
  5. ผลกระทบต่อสิทธิในมรดกตามกฎหมายเอกชน

 

  1. 1.       ผลกระทบของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ต่อสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชน

ภายใต้ มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “สภาพบุคคลย่อมเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับว่าบุคคลใดเมื่อคลอดออกมาและรอดอยู่เป็นมนุษย์ย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมาย และย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชนนี้และบทบัญญัติดังกล่าวนี้ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐได้ยอมรับสถานะความเป็นบุคคลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้วนั้นเอง

นอกจากนี้ ในระดับกฎหมายระหว่างประเทศ ยังได้ยอมรับความเป็นบุคคลตามกฎหมายไว้เช่นกัน ดังที่ปรากฏใน ข้อ 6[1] และข้อ 7[2] แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 อันเป็นการตอกย้ำว่าสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีอยู่ตัวมนุษย์ทุกคน หาต้องได้รับความยินยอมใดๆจากรัฐไม่ และสิทธินี้ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าจะเป็นคนสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมใด ด้วยเหตุนี้เองสามารถพิจารณาได้ว่าประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ย่อมไม่มีผลต่อความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชน บุคคลที่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้จะไม่ถูกทำให้เสียความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชนไปได้เลย เป็นสิทธิเด็ดขาดที่รัฐไม่อาจก้าวล่วง และมนุษย์ทุกคนไม่ต้องขอความยินยอมจากรัฐใดๆ แม้ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 จักตกเป็นผู้ไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชน ตามกฎหมายทะเบียนราษฎร กฎหมายสัญชาติ หรือกฎหมายคนเข้าเมือง ก็ไม่มีผลใดๆอันทำให้ความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชนของเขาเหล่านี้ถูกลบหายไป เว้นเสียแต่การตายซึ่งบัญญัติในมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นเงื่อนไขทำให้สภาพบุคคลนั้นสิ้นสุดลงนั้นเอง

          ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ไม่สามารถเปลี่ยนสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชนได้ ทันทีทันใดที่บุคคลนั้นคลอดมาและอยู่รอด ย่อมได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชน และไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงสิทธินี้ได้เลย

 

 

  1. 2.       ผลกระทบของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ต่อสิทธิทางหนี้ (obligatory right)ตามกฎหมายเอกชน

สิทธิทางหนี้ เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิที่อาจเกิดจากนิติกรรมสัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ หรือตามบทบัญญัติกฎหมายพิเศษก็ได้[3] ทั้งนี้สิทธิทางหนี้นี้เป็นบุคคลสิทธิ อันมีต่อบุคคลเฉพาะราย และผู้มีหน้าที่นั้นต้องมีหน้าที่ที่แน่นอนไม่เป็นการทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าสิทธิทางหนี้นี้ เป็นสิทธิตามกฎหมายเอกชนที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งไม่อาจเรียกให้บุคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญามาชำระหนี้ได้ ซึ่งแตกต่างจากทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันกับผู้อื่นได้เป็นการทั่วไป

ความเป็นบุคคลตามกฎหมายเอกชนย่อมมีผลทำให้บุคคลมีสิทธิทางหนี้ไม่ว่าจะมีหน้าที่ในฐานะเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ในทางหนึ่งทางใด ซึ่งสิทธิทางหนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเท่านั้น บุคคลทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธินี้ และเป็นผู้ทรงสิทธิในสิทธิทางหนี้ได้ แม้จะเป็นผู้ไร้สัญชาติก็ตาม เมื่อได้เข้าเป็นคู่สัญญาแล้วย่อมสามารถมีสิทธิเรียกร้องใดๆได้ตามสถานะของตนและผูกพันในหนี้นั้นไม่ว่าหนี้จะเกิดจากนิติกรรมสัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ หรือตามบทบัญญัติกฎหมายพิเศษก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบุคคลทุกคนสามารถเป็นผู้ทรงสิทธิในหนี้ได้ และผูกพันในหนี้นั้นโดยปราศจากเงื่อนไขอันเกี่ยวกับการมีสัญชาติหรือไม่ หากแต่ผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ได้ส่งผลบางประการที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิทางหนี้ที่บุคคลมีอยู่ ดังที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฏร โดยปรากฏว่ามีชาวบ้านจำนวน 23 คนถูกธนาคารเพื่อการเกษตรเร่งรัดให้ชำระหนี้คืนก่อนครบกำหนดตามสัญญา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่อำเภอแม่อายได้ถอนชื่อประชาชนจำนวน 1,243 คนออกจากทะเบียนราษฎรแล้ว โดยข้ออ้างที่ว่าเกษตรกรดังกล่าวขาดคุณสมบัติตามระเบียบข้อบังคับของธนาคารเนื่องจากเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ทั้งนี้ประชาชนที่ถูกเรียกให้ชำระหนี้ก่อนครบกำหนดตามสัญญาดังกล่าวย่อมสามารถใช้สิทธิทางหนี้ได้ในฐานะผู้ทรงสิทธิตามหลักกฎหมายเอกชนดังที่กล่าวมาเบื้องตนไม่ว่าจะผูกพันในฐานะเป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ก็ตาม โดยสิทธิทางหนี้นี้ย่อมไม่ถูกระงับไปเพราะเหตุที่เขาเหล่านั้นตกเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ความเป็นคู่สัญญาระหว่างประชาชนและธนาคารเพื่อการเกษตรนั้นยังคงมีอยู่ตามนิติกรรมสัญญาที่เกิดขึ้นและสามารถใช้ยันกันได้ระหว่างคู่สัญญาอยู่นั้นเอง ซึ่งหลักนี้ก็สอดคล้องกับหลักกฎหมายขัดกันในบททั่วไปในมาตรา 6 วรรค 3[4] ที่ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาบังคับในกรณีของบุคคลไร้สัญชาติ และในกรณีนี้กฎหมายภายในที่จะนำมาบังคับใช้ก็คือกฎหมายภายในของประเทศไทยอันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้

ผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 อันทำให้สถานะบุคคลเปลี่ยนเป็นผู้ไร้สัญชาติ หรือไม่มีสัญชาติไทย ย่อมไม่มีผลทำให้สิทธิและหน้าที่ในหนี้ระหว่างบุคคลเสื่อมเสียไป หากแต่บุคคลที่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ในสถานการณ์ของชาวแม่อายที่ถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดเวลาชำระหนี้โดยธนาคารเพื่อการเกษตรนั้น จะเห็นได้ว่าสิทธิทางหนี้ของเขายังมีอยู่ และผูกพันตามสัญญาที่มีอยู่ ความเป็นคนไร้สัญชาติ หรือไม่มีสัญชาติไทยไม่ทำให้สิทธิทางหนี้หายไปเลย เพียงแต่เขาเหล่านั้นตกเป็นผู้ถูกกระทำที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่ตนพึงมีได้ เป็นผลกระทบต่อเนื่องอันเกิดจากการกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 นั้นเอง

 

  1. 3.       ผลกระทบของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 สิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายเอกชน

สิทธิในทรัพย์สินได้ถูกรับรองไว้ทั้งในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน ว่าเป็นสิทธิโดยเด็ดขาดของมนุษย์ซึ่งสามารถใช้อ้างได้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศสิทธิในทรัพย์สินนี้ได้รับการรับรองดังปรากฏในข้อ 17 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948[5] โดยยืนยันสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งโยลำพังและร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งเสรีภาพจากการถูกยึดทรัพย์สิน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ปรากฏในข้อ 26[6] และในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 ข้อ 2.2[7] ซึ่งยืนยันสิทธิต่างๆรวมทั้งสิทธิในทรัพย์สินนี้ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองโดยเสมอภาคปราศจากการเลือกปฏิบัติ ดังนั้นการคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศนี้ย่อมไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเท่านั้น ยังหมายความรวมถึงมนุษย์ทุกคนแม้บุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะไร้สัญชาติก็ตาม

สิทธิในทรัพย์สินอันปรากฏในกฎหมายเอกชนที่เป็นกฎหมายภายในของประเทศไทย ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งสิทธิในทรัพย์สินนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าทรัพยสิทธิ อันหมายถึง สิทธิในทรัพย์สินที่สามารถใช้อ้างได้กับบุคคลทั่วไป และบุคคลใดจะมาแย่งการครอบครองสิทธิในทรัพย์สินนี้ไม่ได้ ซึ่งทรัพย์สินในที่นี้หมายความรวมทั้งทรัพย์ที่มีรูปร่าง ทรัพย์ไม่มีรูปร่าง ที่อาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ดังนั้นบุคคลย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิในสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายเอกชน มีสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน การเป็นบุคคลไร้สัญชาติและผู้ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ย่อมไม่เป็นเงื่อนไขแห่งการถือครองสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายเอกชนนี้ แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีผู้ไม่มีสัญชาติไทยจำนวนไม่น้อย รวมทั้งผู้ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ถูกปฏิเสธสิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน เช่นไม่สามารถจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ รถจักรยนต์ ได้ โดยถูกเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยกฎ ระเบียบ ข้อบังคับบางประการที่เกี่ยวกับเอกสารปฏิเสธสิทธิในการรับรองความเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่ให้จดทะเบียนนั้น เป็นเพียงกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อรองรับการมีสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเท่านั้น

 

  1. 4.       ผลกระทบต่อสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายเอกชน

สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน  และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์มีและถูกยอมรับในหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ[8] แม้ว่ารัฐจะมีกฎหมายภายในกำหนดให้มีการจดทะเบียนครอบครัว แต่กฎหมายภายในนี้คงเป็นเพียงกฎหมายที่รับรองสิทธิที่บุคคลมีอยู่แล้วเท่านั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐหามีสิทธิในการปฏิเสธการก่อตั้งครอบครัวของบุคคลแต่อย่างใด ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยในบรรพ ๕ เรื่องครอบครัว ซึ่งเป็นเพียงการบัญญัติรองรับสิทธิของบุคคลที่จะสามารถก่อตั้งครอบครัวได้ โดยบุคคลไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบรัฐและให้รัฐอนุมัติในการจัดตั้งครอบครัว และหน้าที่ในการรับรองความเป็นครอบครัวของรัฐนี้ปรากฏในพระราชบัญญัติทะเบียนครอบครัว พ.ศ. ๒๔๗๘ แม้กฎหมายดังกล่าวนี้จะเป็นกฎหมายมหาชน แต่เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้รัฐรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของเอกชนโดยรับแจ้งจดไว้ในทะเบียนของรัฐนั้นเอง

นอกจากนี้ในกรณีการสมรสที่มีลักษณะระหว่างประเทศภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้รองรับปัญหาการต้องเลือกกฎหมายที่จะใช้บังคับไว้ในมาตรา ๑๙[9] และ มาตรา ๒๐[10] โดยกำหนดเรื่องเงื่อนไขของการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายของสัญชาติของคู่สมรสแต่ละฝ่าย และ เรื่องแบบแห่งการสมรส ซึ่งจะสมบูรณ์เมื่อเป็นไปตามกฎหมายของรัฐถิ่นที่ทำการสมรส โดยในกรณีที่คู่สมรสคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยและทำการสมรสในต่างประเทศการสมรสนั้นจะสมบูรณ์เมื่อได้ทำตามกฎหมายไทยด้วย ดังนั้นในกรณีของผู้ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 หากจะทำการสมรสในประเทศไทย กฎหมายที่นำมาใช้พิจารณาย่อมเป็นไปตามกฎหมายภายในของไทย นั้นคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เรื่องครอบครัว และพระราชบัญญัติทะเบียนครอบครัว พ.ศ. ๒๔๗๘ นั้นเอง

ทั้งนี้เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เรื่องครอบครัว และพระราชบัญญัติทะเบียนครอบครัว พ.ศ. ๒๔๗๘ ต่างเป็นกฎหมายที่รองรับสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของมนุษย์แล้ว และสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น ย่อมสนับสนุนการยอมรับสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของมนุษย์ทุกคน รวมทั้งผู้ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ด้วยว่า เป็นสิทธิที่มีอยู่ในตัวบุคคล ที่ไม่ต้องการยินยอมหรืออนุมัติจากรัฐแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าการถูกปฏิเสธสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวโดยรัฐไม่ยินยอมจดทะเบียนครอบครัวให้แก่ผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะได้มีคำพิพากษาฎีกา[11] ที่เกี่ยวข้องและได้รับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวนี้ การลิดรอนสิทธิของบุคคลโดยการปฏิเสธการจดทะเบียนครอบครัวของคนไร้สัญชาติยังมีให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคลทั่วไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของปัญหาเองควรศึกษาทำความเข้าใจ และเรียกร้องสิทธิที่ตนพึงมีตามกฎหมายต่อไป

 

  1. 5.       ผลกระทบต่อสิทธิในมรดกตามกฎหมายเอกชน

               การรับมรดกเป็นสิทธิตามกฎหมายเอกชนประเภทหนึ่ง เป็นสิทธิโดยธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนพึงมีอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อเจ้ามรดกได้เสียชีวิตไป สิทธิและหน้าที่ในทรัพย์สินของเจ้ามรดกนั้นย่อมตกแก่ทายาท ซึ่งสิทธิเหล่านี้ตามหลักกฎหมายเอกชนของประเทศไทยได้ถูกรับรองไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพที่ 6 ดังนั้นหากเป็นกรณีที่เจ้ามรดกเป็นผู้มีสัญชาติไทยย่อมไม่เกิดปัญหาใดในการเลือกใช้กฎหมายเข้ามาพิจารณาในเรื่องทรัพย์มรดก แต่เมื่อใดที่เจ้ามรดกเป็นผู้ไร้สัญชาติ หรือไม่มีสถานะทางกฎหมาย หรือมีสถานะต่างด้าวในประเทศไทย ย่อมก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ที่มีลักษณะระหว่างประเทศขึ้น ดังนั้นกฎหมายที่ต้องนำมาใช้ในการพิจารณาข้อเท็จจริงเกิดขึ้นก็คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481 นั้นเอง

               ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ. 2481 ได้บัญญัติเรื่องการขัดกันของกฎหมายในส่วนของมรดกไว้ในภาค 6 มาตรา 37- 42 โดยมาตรา 38 บัญญัติให้ในส่วนที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ มรดกโดยสิทธิโดยธรรม หรือโดยพินัยกรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของเจ้ามรดกในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นั้นคือหากเจ้ามรดกเป็นผู้ไร้สัญชาติหรือมีสถานะต่างด้าว หรือไม่มีสถานะทางกฎหมายใดในประเทศไทย กฎหมายที่จะมาใช้ในการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่เป็นสังหาริมทรัพย์ก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้นเอง ในขณะที่มาตรา 37 บัญญัติให้มรดกที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

                         ทั้งนี้การใช้สิทธิ์ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยของคนต่างด้าวนั้น เป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ที่มีลักษณะระหว่างประเทศ ดังกฎหมายที่จะนำมาใช้พิจารณาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างด้าวย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนภายในของประเทศไทย นั้นคือ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ และบทบัญญัติในกฎหมายพิเศษอีก ๓ ฉบับ กล่าวคือ (๑.) พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.๒๕๒๑ (๒.) พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ (๓.) พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.๒๕๒๒

               ดังนั้นในกรณีของบุคคลผู้ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 เมื่อตกเป็นผู้ถูกถอนสัญชาติ หรือไม่ได้สัญชาติไทยแล้วย่อมอยู่ในฐานะคนต่างด้าว การใช้สิทธิในมรดกอันเกี่ยวกับกฎหมายเอกชนย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งซึ่งสิทธิอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์นั้น เขาย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดก ส่วนในกรณีของอสังหาริมทรัพย์บุคคลนั้นย่อมยังคงมีสิทธิในทรัพย์สินที่ตกเป็นมรดกอยู่ หากแต่ว่าการถือครองทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์จะตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของไทยดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ส่งผลให้ในอสังหาริมทรัพย์บางกรณี บุคคลต่างด้าวอาจถือครองได้ต่อไปเช่นกรณีที่เป็นไปตามบทบัญญัติในกฎหมายพิเศษอีก 3 ฉบับ กล่าวคือ (1.) พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2521 (2.) พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522(3.) พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 หรือกรณีที่มีการถือครองที่ดินมาก่อนกฎหมายกำหนด มีการได้รับอนุญาตให้ถือครองในฐานะทรัพย์มรดกจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หรือ ถือครองได้โดยมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับรัฐอื่นเป็นต้น หากไม่เข้าข่ายการที่คนต่างด้าวจะถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ตามข้างต้น คนต่างด้าวนั้นย่อมทำได้เพียงขายทรัพย์สินนั้นเพื่อรับเอาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์มรดกต่อไป

               สรุปได้ว่าแม้สิทธิในมรดกจะเป็นสิทธิตามกฎหมายเอกชนที่ได้รับการคุ้มครอง หากแต่เมื่อสิทธินั้นมีผลตามกฎหมายมหาชนด้วยก็ย่อมต้องนำเอากฎหมายมหาชนของประเทศไทยมาใช้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการถือครองทรัพย์สินของบุคคลที่ตกเป็นคนต่างด้าวตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 นั้นเอง



[1] “ทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด”

[2] “ทุก ๆคนต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทุก ๆ คนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอ หน้าจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฏิบัติเช่นนั้น”

[3] โสภณ รัตนากร, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หนี้, สำนักพิมพ์นิติบรรณาการ, กรุงเทพ, หน้า ๕.

[4] "สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ

ข้อ ๑๗ (๑) บุคคลทุกคนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยลำพังตนเอง และโดยการร่วมกับผู้อื่น
          (๒) การยึดเอาทรัพย์สินของบุคคลใดไปเสียโดยพลการกระทำมิได้

[6] ข้อ ๒๖ บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ในกรณีนี้ กฎหมายจะต้องห้ามการเลือกปฏิบัติใด ๆ และต้องประกันการคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นผลจริงจังจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ

[7] 2.2 รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับที่จะประกันว่าสิทธิทั้งหลายที่ระบุไว้ในกติกานี้จะใช้ได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด ชาติหรือสังคมดั้งเดิม ทรัพย์สิน กำเนิดหรือสถานะอื่น

[8] ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘  ข้อ ๑๖, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อหญิงในทุกรูปแบบ ค.ศ.๑๙๗๙ ข้อ ๑๖.๑ และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิในทางการเมือง ข้อ ๒๓

[9] มาตรา 19 เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย

[10] มาตรา 20 การสมรสซึ่งได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่ง ประเทศที่ทำการสมรสนั้น ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ การสมรสระหว่างคนในบังคับสยาม หรือคนในบังคับสยามกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายสยามกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์

[11] คำพิพากษาฎีกาที่ 720/2505, คำพิพากษาฎีกาที่ 580/2527