เป็นยิ่งกว่าโรงพยาบาล

  ถ้าจะว่าไปแล้ว สถานีอนามัยสมัยนั้น เป็นยิ่งกว่าโรงพยาบาลเสียอีก  โดยเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของผู้เขียน ยังเป็นเขตไข้ป่า หรือที่เรียกกันว่า โรคไข้มาลาเรีย แต่ละวันจะมีคนป่วยด้วยไข้มาลาเรียมารักษาหลายราย บ้างก็อาการหนักแล้ว ไข้จับสั่นเป็นเวลา ตัวร้อนเป็นไฟ พอหมดระยะไข้ ก็เหงื่อแตก ตัวเย็นลง พอรู้เนื้อรู้ตัวกับเขาบ้าง คราวนี้คนไข้ก็รู้สึกหิวขึ้นมา เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องหุงข้าวเลี้ยงกันด้วยความจำเป็น เพราะบางคนไม่มีญาติมาเฝ้า

 ถ้าจะให้บรรยายภาพว่าคนไข้มากขนาดไหน ก็นึกดูว่าแม้แต่พื้นห้อง ของอาคารที่ต่อยื่นออกไป ก็ปูเสื่อนอนกันเป็นแถวนับสิบคน แทบจะไม่มีช่องทางเดิน สมัยนั้นมีหน่วยมาลาเรียอยู่ตรงข้าม รักษาไป ก็เจาะเลือดส่งตรวจไป พอหมดเชื้อก็ส่งกลับบ้าน ส่วนมากเป็นคนงานรับจ้าง เถ้าแก่จะรู้เวลาดี ว่าสักสามวัน ค่อยมารับ

 คนไข้บางคนก็ตอบแทนด้วยการลักขโมยผ้าห่ม เสื่อไปด้วย ดังนั้นจึงต้องเขียนไว้ที่ชายผ้าห่มและเสื่อว่า "ลักขโมยมาจากสถานีอนามัย" นั่นแหละของจึงไม่ค่อยหาย

 ผู้เขียนอยู่ในดงมาลาเรียหลายปี หน่วยมาลาเรียทำงานเก่งมาก ต้องฉีดพ่น ดี ดี ที จนกระดานฝาบ้านขาวโพลน มุ้งชุบ ดี ดี ที เรียกว่ายุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมกันละ ในที่สุด มาลาเรียก็หมดไป แต่คนไข้ที่เป็นมาลาเรียขึ้นสมอง ก็สมองเสื่อมไปแล้วหลายคน เสียชีวิตก็มาก เขาเรียกผู้เขียนว่า หมออนามัยในป่า

 เป็นสภาพตามจริงที่นำมาเล่าสู่กันฟัง แม้ว่าเป็นเรื่องเก่านานปี แต่ทุกเรื่องก็สามารถสร้างคุณค่าในใจผู้เขียนได้ทุกเรื่องไป

ขอให้หลับฝันดีกันทุกคนนะคะ