พัฒนาทักษะการพูดในที่ชุมชน จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

 

   “สุ จิ ปุ ลิ หัวใจนักปราชญ์ กุญแจดอกสำคัญของการพัฒนาการพูดในที่ชุมชน” (ต่อ)

         คราวที่แล้วผมได้นำเสนอเรื่อง พื้นฐานการพูดที่อาศัยกุญแจดอกสำคัญ ที่ทำให้เรามีข้อมูลเพียงพอสำหรับการพูดในที่ชุมชน นั่นคือการอ่านครับ เด็กบ้านนอกลูกชาวนาอย่างผมคงไม่สามารถมาสื่อสารกับทุกท่านได้ในแบบทุกวันนี้ หากผมไม่มีนิสัยเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จะเรียกว่า รักการอ่านตามศัพท์นิยมหรือไม่ ไม่รู้ครับ แต่จำได้ว่าพอผมเริ่มอ่านออกแบบจับใจความได้มันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนท่องไปในเหตุการณ์นั้นจริงๆ

   ประวัติศาสตร์แรกที่ผมอ่านจบเป็นเรื่องราวจากหนังสือแบบเรียนครับ น่าจะเป็นแบบเรียน ป.2 ในเรื่อง พ่อขุนรามชนช้างกับเจ้าเมืองฉอด ตื่นเต้นมาก...จนปัจจุบัน ผมกลายเป็นลูกพ่อขุนรามเต็มตัวแบบลบยังไงก็ไม่ออก พ่อกูขุนศรี แม่กูนางเสือง ลูกหลานเต็มเมือง รามคำแหง..........

    สำหรับชีวประวัติบุคคลสำคัญซึ่งเป็นแรงบันดาลใจด้านการพูดนี่ ผมมาตกผลึกว่าชอบท่านมากก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็มีอยู่สองท่านครับ ไม่ได้เป็นคนร่วมสมัยกับพวกเราหรอก คือ ท่านแรกคือประธานาธิบดีอับบราฮัม ลินคอร์น และท่านมหาตมะ คานธี บิดาแห่งอินเดีย จริงๆทีแรกก็ไม่ได้ศึกษาท่านเพื่อจะเน้นพัฒนาการพูดหรอก แต่เพราะเมื่ออ่านประวัติท่านแล้วประทับใจมาก

   ท่านลินคอล์น นี่ทุกคนคงทราบดีว่าเป็นผู้เอ่ยมาตะวาจาที่ว่า “ประชาธิปไตย คือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ผมประทับใจท่านตรงที่ ชีวิตท่านมีหลายอย่างที่คล้ายๆกับผม เป็นเด็กบ้านนอก ยากจน ไม่ค่อยลงรอยกับพ่อเท่าไหร่(เหมือนกันเด๊ะ) ขี้เกียจทำงาน ชอบหนีงานไปหามุมอ่านหนังสือ เรียนกฎหมายก็ต้องหาอ่านหนังสือเอง หนังสือก็หาย๊าก...ยาก และไปสอบเอาเองจนเรียนจบกฎหมาย และได้เป็นทนายความสมใจ แต่ตลอดวิชาชีพทนายความของท่านไม่ค่อยได้ตังค์หรอกครับ เพราะชอบว่าความให้คนฟรีๆ จนทะเลาะกับเมียบ่อยๆ เพราะเงินไม่พอใช้

   ฝั่งที่เสนอชื่อท่านลงสมัครประธานาธิบดีนี่เขาสนับสนุนท่าน เพราะเห็นว่าเป็นทนายบ้านนอก ไร้ชื่อเสียง หัวอ่อน น่าจะควบคุมได้ง่าย แต่ท่านฉายแววมหาบุรุษเพราะ “การพูดในที่ชุมชน” นี่แหละ ว่าก็เถอะขอยกคำสั่งสอนของท่านอาจารย์วสันต์ พงษ์สุประดิษฐ์ กูรูการพูดของประเทศมาอ้างนิด ท่านสอนผมผ่านหนังสือของท่านว่า คนเราเก่งเท่ากัน ความรู้ความสามารถเท่ากัน เวลาเขาเลือกผู้บริหาร คนนำเสนอดี พูดดี มักจะถูกเลือกก่อนเสมอ ประเด็นนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถูกต้องแล้ว คร๊าบ ! เพราะท่านลินคอล์นเป็นพยานตัวสำคัญเลยในเรื่องนี้ ท่านเริ่มฉายแววจากคนไม่มีแวว ดูโกโรโกโสอย่างยิ่ง สมัคร สส.ก็สอบตก สมัคร สว.ก็สอบตก ก็จากการแข่งพูดกันในเวทีไฮปาร์ค นี่แหละครับ ตั้งแต่การชิงตำแหน่งตัวแทนจากพรรคริพับริกัน คู่แข่งท่านเป็นไฮโซมาก เป็นวุฒิสมาชิก สง่าราศีคงไม่ต้องบอกว่าใครข่มใครเวลาที่ปรากฏกายบนเวที

      แต่ท่านกินขาดในทุกเวทีเลยครับ ตั้งแต่การสมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค จนไปสู่การแข่งขันประธานาธิบดี ซึ่งตัวแทนของเดโมแครตก็ใช่ใครที่ไหน เป็นคนที่เคยจีบเมียท่านแข่งกับท่านน่ะแหละ…

    เพราะอะไรหรือท่าน พรสวรรค์หรือเปล่า หรือว่าใช่ซี้ก็คนมันพูดเก่งอยู่แล้วนี่ ! คำตอบคือ ไม่เลยครับ ท่านค้นคว้าข้อมูลเยอะมากครับในการขึ้นปราศรัยแต่ละเวทีทั้งข้อมูลของคู่แข่งแหละนโยบาย มีการร่างสคลิปก่อนทุกครั้ง ว่ากันว่าในขณะที่อยู่บนรถไฟเพื่อเดินทางไปปราศรัย หรือนั่งอยู่ในมุมส่วนตัวคนเดียว คนจะเห็นท่านนั่งพูดคนเดียวเสมอเหมือนคนบ้า กระทั่งตอนเป็นประธานาธิบดีแล้ว ท่านก็ยังรักษาความบ้าของท่านสม่ำเสมอ โดยการนั่งพูดคนเดียวอย่างเป็นนิจ อันนี้ท่านฝึกซ้อมการพูดครับ เหมือนผมเลย เวลาผมจะบรรยายก็ดี เข้าประชุมก็ดี  ง้อหญิงคนรัก หรือวาระอื่นๆ จิปาถะ มักจะมีถ้อยคำหรือประโยคเด็ดๆผุดขึ้นมาในหัวครับเสมอ ไอ้ครั้นเราจะปล่อยไปเฉยก็ดูไม่สนองความสุขของตัวเอง เลยต้องเอ่ยมันออกมาเป็นถ้อยวาจาสิ เราก็เลยเป็นคนมีโรคชอบพูดคนเดียวติดตัวแบบรักษาไม่หาย มันจึงเกิดขึ้นกับผมเสมอๆ เป็นกิจวัตรครับ ไม่ว่า ตอนขับรถไปคนเดียว หรือตอนนั่งอยู่บ้าน ถ้าตอนไหนถ้อยคำเด็ดมันวิ่งแปร๊ดผ่านมาในหัว แต่บังเอิญถ้าอยู่ในกลุ่มคนมากว่าสองขึ้นไป ถ้าเราเอ่ยออกไปก็ผิดกาลเทศะ คนเขาจะจับได้ว่าเราบ้าแน่นอน ก็ต้องหาวิธีการอื่นสนองความใคร่ของตนเองด้วยการจดบันทึกแหละครับ

    ฉะนั้น คนที่สนิทๆกับผมและค่อนข้างสังเกตจะเห็นว่า ชีวิตผมมักจะมี หนังสือ สมุด ปากกา ติดสอยห้อยตาไปเสมอๆ

  เรามาลองวิเคราะห์กันหน่อยไหมครับ ว่าท่านลินคอล์น ท่านมีวิธีการพัฒนาทักษะการพูดของตัวท่านเองยังไง ผมขอวิเคราะห์ผ่านหัวใจนักปราชญ์ จิ ปุ ลิ นี่แหละ

 สุ  ส. สุตะ อันหมายถึง ฟังผมหมายรวมถึงการอ่าน ผมศึกษาประวัติท่านตอนที่ท่านเป็นประธานาธิบดีแล้ว ท่านเป็นคนที่ฟังได้ดีมาก รัฐมนตรีหลายคนมาจากชาติกำเนิดที่สูงส่งมักแสดงอาการใช้คำพูดหยาบๆต่อท่านเวลาประชุมแต่ท่านก็ฟังด้วยความนิ่ง การเป็นผู้ฟังที่ดีนี่แหละทำให้เราจับประเด็นได้ดี อย่างว่าแหละครับ ทุกคนที่อยู่ข้างหน้าเราคือครูทั้งนั้น ดังคำที่ว่า "ฟังคำครูไว้ จะรอบรู้เรื่องราวที่เข้ามา"

   ท่านหมั่นเพียรศึกษาเป็นประจำ อ่านๆๆๆๆ โลกของการอ่านทำให้ท่านได้กลายเป็นมหาบุรุษผู้เปลี่ยนอเมริกาในที่สุด ด้วยการนำนโยบายการเลิกทาสจนสำเร็จ

จิ. จินตะ อันหมายถึง อุปนิสัยท่านที่พบประจำในอัตชีวประวัติขอท่าน คือ ท่านหมั่นคิด คอยเอาจิตตรอง ขวนขวาย เกิดปัญญาแจ่มกระจ่างสิ้นคลางแคลง เรียกว่าตกผลึกทางความคิดนั่นเอง และเมื่อความคิดปิ้.แว๊บเป็นวาทะเด็ด ก็ไม่ลืมที่จะซ้อมพูดคนเดียวอยู่เนืองๆ ท่านจึงสามารถสื่อความได้อย่างชัดเจน ตรึงใจผู้ฟังนั่นเอง

ปุ. ปุจฉา อันหมายถึงท่านจะหมั่นถามจากคนที่เกี่ยวข้องหรือผู้รู้อยู่เสมอๆ  เรื่องทักษะการถามนี้สำคัญมากครับ ผมมาเรียนรุ้หลังๆนี่จากปรมาจารย์ที่โลกต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ 2 ท่าน คือ โซคราติส และ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ สองท่านได้นำเอาเทคนิคในการใช้คำถามมานำทางชีวิตและถ่ายทอดแก่ศิษย์ได้อย่าอัศจรรย์ ประเดี๋ยววันหลังผมจะนำมาถ่ายทอดให้ท่านฟังในหัวข้ออื่นแล้วกันครับ

ลิ. ลิขิต อันหมายถึง การจดบันทึกและการร่างสคลิปนั่นแหละครับ ท่านลินคอล์น ท่านพกสมุดน้อยไปไหนมาไหนด้วยเสมอ จดถ้อยความสำคัญเอาไว้ก่อนเสมอ เพราะคนเราจะสมองดีขนาดไหนก็ตามพอพูดๆต้องมีลืมทุกคนแหละครับ ผมนี่เวลาจะขึ้นพูดเวทีไหนก็แล้วแต่ จะสั้น จะยาว จะมาก จะน้อง ห้องบรรยาย ห้องประชุม หน้าแถว หน้าเสาธง จดประเด็นไว้ก่อนเสมอแหละครับ ไม่งั้นลืม ครูบาอาจารย์สอนการพูดของผมทุกคนท่านก็ทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าท่านจะช่ำชองเวทีขนาดไหนก็ตาม ท่านต้องร่างสคลิป จนประเด็นไว้ก่อนเสมอ

   บางท่านที่ให้ผมสอนการพูดเวลาสั้นๆ ผมเลยแนะว่า ร่างประเด็นก่อน เขียนสคลิปก่อนสิ ถ้าไม่ทำนี้ผมจะมีโมโหมาก ท่านจะคิดรวยทางลัดไปใย ขนาดอาจารย์ผมยังต้องทำ ขนาดท่านเป็นเทพแล้วน่ะครับ

 ดังนั้น การพูดในที่ชุมชนเป็น “ทักษะ” ครับ ต้องอาศัยการฝึกฝน เหมือนกับทักษะการเขียน ผมเชื่อว่า ท่านระพินนารถ ฐากูล กว่าท่านจะเขียนคีตาชลี ออกมาได้ไพเราะเพราะพริ้งจนได้ครองโนเบลนี่ ท่านคงค้นคว้า อ่านและเขียน เกลาแล้วเกลาอีกเป็นเวลานานแหละครับ ถ้อยภาษาจึงจะดูลึกซึ้งขนาดนี้ การวาดรูปของท่านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีก็เช่นกัน ท่านคงศึกษาโดยการใช้ฐาน สุ จิ ปุ ลิ นี่แหละครับผลงานท่านจึงได้รับการยอมรับ

  เพียงแต่การฝึกพูดมันมีวิธีการฝึกที่แต่แตกต่าง ใม่ใช่ว่า ฉันฝึกพูด ฉันก็จะพูดๆๆๆๆ อย่างนี้แทนที่คนจะชอบ ก็มอบความหมั่นไส้ให้ แทนที่จะได้เกิด ก็ดับก่อนเกิดแน่นอน การฝึกพูด ต้องอาศัยการศึกษาค้น คว้า คิดต่อ ทดลอง ทดสอบ เหมือนกันการฝึกทักษะอื่นๆน่ะแหละ ลำบากบ้าง ยากบ้าง แต่พอเป็นแล้วก็คุ้มน่ะครับ

  ขอเป็นกำลังใจสำหรับทุกท่านแล้วกัน ครองตน ครองตน ครองงาน ต้องมีถ้อยวาจาเป็นส่วนประกอบสำคัญครับ

 สุดท้ายคงต้องพักคอลัมน์ไว้ก่อนแหละครับ เพราะยาวแล้วกลัวท่านจะเพลียกันไปเสียก่อน ตอนหน้าผมจะเอาความประทับใจในตัวท่านมหาตมะ คานธี บุคคลขี้อายแต่เกิดแต่พูดในที่ชุมชนได้ไพเราะจับใจจนครองใจคนอินเดียทั้งหมดได้มานำเสนอท่านแล้วกัน

  สวัสดีครับ....