เมื่อความรู้ตันแบบเน้นไปในทางศิลปะ และพิมพ์ทรง ผู้เขียนหนังสือที่ยืนบนฐานความรู้ดังกล่าว ก็คงจะมีชุดความรู้ความเข้าใจมาจากจุดนี้

หนังสือความรู้เรื่องพระที่ผมเห็น ซื้อ และอ่านมานับได้เป็นร้อยเล่ม ส่วนใหญ่และเกือบทั้งหมด

  • สอนให้ดูพิมพ์ทรง เป็นหลัก และ
  • ดูความเป็นธรรมชาติ เป็นรอง

และจำนวนมาก จะบอกว่า มีกี่พิมพ์ มีเนื้ออะไรบ้าง

ทั้งพิมพ์และเนื้อ มักจะว่าไปตามที่ “เซียน” มีมาก

  • แถมกำหนดสิ่งที่ตัวเองมีมาก หรือชอบ ว่าเป็น “พิมพ์นิยม”
  • และเนื้อที่ตัวเองมีมาก หรือชอบ ว่า “เนื้อนิยม”
  • สำหรับความนิยม ก็อาจตีมาเป็นตัวเงินด้วยซ้ำ
    • เช่น ความนิยมอยู่ที่ หลักแสนกลาง ก็มีราคาประมาณ 500000 บาท เป็นต้น

ตอนแรกๆ ผมก็เชื่อตามที่หนังสือว่ามา

  • ทั้งพิมพ์
  • ทั้งเนื้อ
  • ความนิยม
  • และราคาซื้อขาย

แต่เมื่อผมเข้าไปในวงการ ตั้งแต่

  • ศึกษา เรียนรู้ จากตลาดพระทั่วประเทศไทย ทัศนศึกษาตามเมืองโบราณ ตามกรุต่างๆ ทั่วประเทศ
  • หาซื้อพระในตลาดแทบทุกระดับ
  • แบ่งปันให้เพื่อนๆ และผู้สนใจตามโอกาส

ผมจึงเข้าใจความจริง ที่มากกว่าที่เขียนไว้ในหนังสือพระเครื่องทั้งหลาย ที่พบว่า

  • พิมพ์ (ที่คัดพิมพ์เก๊ เนื้อเก๊ออกแล้ว) มีมากกว่าที่เขียนไว้ในหนังสือพระทั้งหลาย
  • เนื้อ (ที่คัดเนื้อเก๊ออกแล้ว) มีมากกว่าที่เขียนไว้ในตำราทั้งหลาย
  • ความนิยม นั้นไม่มีมาตรฐานแน่นอน แต่ทุกคนนิยมพระแท้เป็นหลัก ที่หลงแขวนพระเก๊ ก็เพราะความรู้ไม่พอใช้มากกว่า
  • และความนิยม ไม่เกี่ยวกับราคาซื้อขาย
  • และราคาซื้อขายจริงๆ อยู่ที่หลักพันเป็นส่วนใหญ่ อย่างมากก็หลักหมื่น ไม่ว่าจะเป็นพระระดับไหน
  • และราคานี้ถือว่า “โก่ง” แล้ว ส่วนใหญ่พระเขามีไว้แบ่งกันใช้มากกว่า

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ผมก็เริ่มมาหาเหตุผล ที่ไปที่มาของแต่ละเรื่อง ตามหลักอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คิดทบทวนไต่ตรองมาตลอด เป็นเวลายาวนานจนเข้าใจระดับที่พอจะเล่าให้เพื่อนๆฟังได้ ดังนี้

ผู้เขียนหนังสือพระในระยะแรกๆ จะเขียนด้วยใจบริสุทธิ์ ต้องการถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองมี

แต่ด้วยเหตุที่ตัวเองมีฐานความรู้ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี จึงมีมุมมองในเชิงของ ศิลปะ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ อันรวมถึง ประเพณี ศาสนา และวัฒนาธรรม ที่ผ่านมา

จึงนำความรู้ที่ได้มาเขียนในเชิงศิลปะ พิมพ์ทรง

  • เพื่อแยกยุค แยกสมัยของศิลปะ และโบราณสถาน
  • มากกว่าที่จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงรายละเอียดของการสร้าง และความหลากหลายของเนื้อ
  • ที่เป็นความรู้อีกระดับหนึ่ง
    • ที่ต้องอาศัยการพิจารณาความแตกต่างของตัวอย่างที่มี
    • บริบทของการสร้าง และ
    • ความน่าจะเป็นในเชิงมวลสาร
    • เจตนาในการสร้าง และ
    • พัฒนาการของความรู้ และ
    • พัฒนาการของมวลสารต่างๆตามธรรมชาติ ในแต่ละสภาพแวดล้อม

ที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงเปรียบเทียบมากพอสมควร จึงจะสามารถทำความเข้าใจและวิเคราะห์ออกมาได้

ที่ท่านเหล่านั้น ยังอาจจะมีตัวอย่างและความเข้าใจไม่กว้างพอที่จะเขียนเปรียบเทียบแบบนั้นได้

และยิ่งกว่านั้น

การทำความเข้าใจในเชิงภูมิปัญญา ยังอาจต้องใช้ความรู้หลายสาขา ทั้งหลักวิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยา เข้าประกอบกับ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ที่มีอยู่แต่เดิม จึงจะสามารถตีความออกมาได้อย่างชัดเจนมากที่สุด

ดังนั้น เมื่อความรู้ตันแบบเน้นไปในทางศิลปะ และพิมพ์ทรง ผู้เขียนหนังสือที่ยืนบนฐานความรู้ดังกล่าว ก็คงจะมีชุดความรู้ความเข้าใจมาจากจุดนี้

และความรู้ในเชิงลึกที่จะเสริม หรือนำมาอธิบายก็ไม่ค่อยมี

จึงจำเป็นต้องว่าไปตามนั้น

และเสริมด้วยเจตนาแอบแฝงทางการค้า เชิงพุทธพานิช เชียร์พระที่ตัวเองมีมากว่าเป็น

  • พิมพ์นิยม
  • เนื้อนิยม
  • พร้อมบอกราคาเสร็จสรรพ ว่าใครสนใจก็ ราคาประมาณนี้

แต่การเขียนหนังสือ ก็ต้องแสดง “ภูมิ” กันหน่อย ว่ามีสาระอะไรจะบอกคนอื่น เพราะถ้าไม่มี อาจจะขายไม่ออก

จึงต้องแสดงเท่าที่ตัวเองมั่นใจ และพอจะทำได้

ก็คือ

  • การแจงพิมพ์ทรง ตามที่ตัวเองมี ที่อาจขอยืมรูปของคนอื่นมาด้วย
  • แต่ส่วนใหญ่จะใช้รูปพระของตัวเองเพื่อผลในทางการโฆษณาไปด้วย
  • และส่วนใหญ่ก็เน้นอยู่แคนั้น
  • ความรู้ที่เหลือ ที่บอกไม่ได้ ก็ถือโอกาสเทไปรวมกันไว้ใน “ความเป็นธรรมชาติ” ที่คนอ่านต้องศึกษาเอง และเข้าใจเอาเอง
  • ใครไม่เข้าใจ ก็เป็น “เหยื่อ” ของระบบ หรือ “หมูสนาม” ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดตัว

ดังนั้น คนที่เรียนตามตำรา หรือตามคำสอนของเซียนรุ่นเก่า

  • จะมีมาตรฐานการดูที่เริ่มจากพิมพ์ทรง
  • แล้วก็มาดู “ความเป็นธรรมชาติ” ตามความถนัด และทักษะของตน
  • ที่มักจะถือว่าเป็น “ความรู้ฝังลึก” (Tacit knowledge)
  • ทั้งๆที่เป็นความรู้ในทางเคมี มวลสารวิทยา และธรรมชาติวิทยาธรรมดาๆนี่เอง

แต่เนื่องจากนักส่องพระส่วนใหญ่ เขาไม่เคยศึกษามาด้านนี้อย่างถึงประเด็น ก็เลยคิดว่าเป็นความรู้ฝังลึกไป เพียงด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ฉะนั้น ถ้าเราใช้ความรู้ทางเคมี และธรรมชาติวิทยาของมวลสารที่เรามีเสริมให้กับฐานความรู้ด้านพิมพ์ทรง เนื้อต่างๆที่ตำราเดิมเขียนไว้ ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงความหลากหลายของพิมพ์ และเนื้อได้อย่างชัดเจน และสามารถแบ่งแยก

  • พระเก๊ออกจากพระแท้ และ
  • พระเก่าออกจากพระใหม่

ได้โดยง่าย

ผมจึงได้ข้อคิดสำคัญว่า

จงเรียนรู้ อย่าท่องจำ หรือเลียนแบบ”

เป็นหลักในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจของผมครับ