ชีวิตที่พอเพียง: ๑๖๑๑.เรียนรู้จากการไปเที่ยวมะละกา


 

          กลับจากไปเที่ยวมาเลเซียสั้นๆ ๔ วัน   ผมอดไม่ได้ที่จะ AAR กับตนเอง   ได้เรียนรู้สาระยิ่งใหญ่ ๒ อย่างคือประวัติศาสตร์ กับการจัดการการท่องเที่ยวของประเทศ 

 

          เรื่องประวัติศาสตร์ได้จากวันที่ ๑๖ มิ.ย. ๕๕ ผมไปชมพิพิธภัณฑ์เสรีภาพซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายที่เราเข้าชม    ไปได้เรื่องราวการรบระหว่างมะละกากับสยาม   ทำให้นึกออกสองเรื่อง คือเรื่องความเป็นประเทศของมาเลเซีย กับเรื่องการเรียนประวัติศาตร์ชาติในสมัยปัจจุบัน

 

          มาเลเซียเพิ่งเป็นประเทศในปี ค.ศ. 1956 นี่เอง    เดิมเป็นนครรัฐแยกๆ กัน   ช่วงเรียกร้องเอกราชน่าจะเป็นช่วงของความท้าทาย ๒ อย่างในเวลาเดียวกัน คือการเป็นเอกราช กับการรวมตัวกันเป็นสมาพันธรัฐ   ของรัฐที่อยู่ในคาบสมุทรเดียวกันและมีเชื้อชาติมะลายูและศาสนาอิสลามด้วยกัน    ซึ่งตอนนั้นรวมเอาสิงคโปร์ไว้ด้วย   จะเห็นว่าความสำเร็จในการรวมรัฐเป็นประเทศสำเร็จอยู่ไม่กี่ปี สิงคโปร์ก็แยกตัวออกไป

 

          การที่สิงคโปร์แยกตัวมีผลดีคือสิงคโปร์พัฒนาตนเองเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้รวดเร็ว    มีผลให้เกิดแรงบันดาลใจให้มาเลเซียตั้งเป้าวิสัยทัศน์ ๒๐๒๐   เพื่อเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คือมี จีดีพีถึง ๑๕,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ   โดยที่ตอนนี้เขาก็ได้เกือบ ๑๐,๐๐๐ เหรียญแล้ว

 

          เรื่องที่ ๒ การเรียนประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน    ต้องไม่ใช่เรียนแบบเดิมๆ    แต่เป็นการเรียนเพื่อเตรียมคนไว้ดำรงชีวิตสมัยใหม่และในอนาคต   ซึ่งเรื่องพรมแดนรัฐชาติลดความสำคัญลง    คนเราจะอยู่ด้วยความสามารถในการร่วมมือและเข้าใจคนอื่นชาติอื่นเป็นหลัก   ไม่ใช่อยู่ด้วยการรวมตัวเป็นชาติแบบคลั่งชาติอย่างในสมัยก่อน

 

          การเรียนประวัติศาสตร์จึงควรเน้นเพื่อให้เข้าใจว่าสังคม หรือชาติในสมัยก่อนเขาอยู่กันอย่างไร   การดำรงอยู่ของสังคม และความสัมพันธ์กับสังคมอื่นเป็นอย่างไร   แตกต่างกับสมัยปัจจุบันและอนาคตอย่างไร    คือต้องเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันและอนาคต   ให้พลเมืองรุ่นใหม่เข้าใจว่าชีวิตสมัยใหม่แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างไร ในหลากหลายแง่มุม

 

           เรียนประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง    ไม่ใช่เพื่อให้ยึดติดกับอดีต

 

          เรื่องการท่องเที่ยว ผมสังเกตจากพฤติกรรมของคุณริชาร์ด ไกด์ของเรา    ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศมาเลเซียให้เราเข้าใจดีมาก   เห็นภาพใหญ่เชิงวิสัยทัศน์ของประเทศ   และเห็นว่าคนมาเลเซียมีความภาคภูมิใจและความหวังต่อประเทศของตนอย่างไร   ใน ๓ วันที่เขาพูดกับเรา เขาพูดความหวังและความพยายามพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ    พูดเสริมแผนยุทธศาสตร์บางเรื่องของประเทศ   เช่นเรื่องมหาวิทยาลัย จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ จะมาตั้งสาขาใน เคแอล    เขาพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่ามหาวิทยาลัย จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ เป็นมหาวิทยาลัยที่หนึ่งทางการแพทย์ของโลก   จะมาตั้งสาขาที่เคแอล เขาพูดย้ำแล้วย้ำอีกในความเป็นที่หนึ่งด้านการแพทย์ของ จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ จนผมเอะใจ ว่านี่คือยุทธศาสตร์ของประเทศมาเลเซียที่จะแข่งขันเป็น Medical Hub ในอาเซียน  นอกจากจะใช้ความร่วมมือกับ จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ มาหนุน   เขายังใช้ไกด์เป็นกระบอกเสียงของประเทศ 

 

          จากพฤติกรรมของคุณริชาร์ด ทำให้ผมเชื่อว่าประเทศมาเลเซียเขามีการอบรมไกด์ เพื่อให้ไกด์บอกสิ่งดีๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว   คือเขาใช้ไกด์เป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ประเทศทางอ้อมนั่นเอง    แทนที่จะพูดในทางลบเสียดสีเยาะเย้ยประเทศของตนเอง   ไกด์มาเลเซียทำหน้าที่สร้างความนับถือต่อประเทศจากนักท่องเที่ยว

 

 

 

วิจารณ์ พานิช

๑๗ มิ.ย. ๕๕

หมายเลขบันทึก: 496168เขียนเมื่อ 27 กรกฎาคม 2012 10:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 กรกฎาคม 2012 15:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

สวัสดีค่ะ ดิฉันขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนิดหน่อยค่ะ เรื่องการจัดการศึกษาในประเทศมาเลเซีย เขาไม่จำกัดสมองของเด็กตามอายุ หลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยเขาเน้นวิชาชีพ ป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้โดยตรง ผู้มีอันจะกินของไทยนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนเพราะได้ภาษา ประหยัดใกล้บ้าน ดีกว่าส่งไปไกลๆ ประมาณยุโรปค่ะ ที่ชอบคือเขาจัดระบบสิ่งแวดล้อมได้ดีมากค่ะแสดงถึงศุกยภาพของผู้นำที่มีหัวก้าวหน้า(มหาเดร์ โมฮัมหมัดหรือเปล่า ไม่แน่ใจค่ะ)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี