กลับจากไปเที่ยวมาเลเซียสั้นๆ ๔ วัน ผมอดไม่ได้ที่จะ AAR กับตนเอง ได้เรียนรู้สาระยิ่งใหญ่ ๒ อย่างคือประวัติศาสตร์ กับการจัดการการท่องเที่ยวของประเทศ
เรื่องประวัติศาสตร์ได้จากวันที่ ๑๖ มิ.ย. ๕๕ ผมไปชมพิพิธภัณฑ์เสรีภาพซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายที่เราเข้าชม ไปได้เรื่องราวการรบระหว่างมะละกากับสยาม ทำให้นึกออกสองเรื่อง คือเรื่องความเป็นประเทศของมาเลเซีย กับเรื่องการเรียนประวัติศาตร์ชาติในสมัยปัจจุบัน
มาเลเซียเพิ่งเป็นประเทศในปี ค.ศ. 1956 นี่เอง เดิมเป็นนครรัฐแยกๆ กัน ช่วงเรียกร้องเอกราชน่าจะเป็นช่วงของความท้าทาย ๒ อย่างในเวลาเดียวกัน คือการเป็นเอกราช กับการรวมตัวกันเป็นสมาพันธรัฐ ของรัฐที่อยู่ในคาบสมุทรเดียวกันและมีเชื้อชาติมะลายูและศาสนาอิสลามด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นรวมเอาสิงคโปร์ไว้ด้วย จะเห็นว่าความสำเร็จในการรวมรัฐเป็นประเทศสำเร็จอยู่ไม่กี่ปี สิงคโปร์ก็แยกตัวออกไป
การที่สิงคโปร์แยกตัวมีผลดีคือสิงคโปร์พัฒนาตนเองเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้รวดเร็ว มีผลให้เกิดแรงบันดาลใจให้มาเลเซียตั้งเป้าวิสัยทัศน์ ๒๐๒๐ เพื่อเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คือมี จีดีพีถึง ๑๕,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ โดยที่ตอนนี้เขาก็ได้เกือบ ๑๐,๐๐๐ เหรียญแล้ว
เรื่องที่ ๒ การเรียนประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ต้องไม่ใช่เรียนแบบเดิมๆ แต่เป็นการเรียนเพื่อเตรียมคนไว้ดำรงชีวิตสมัยใหม่และในอนาคต ซึ่งเรื่องพรมแดนรัฐชาติลดความสำคัญลง คนเราจะอยู่ด้วยความสามารถในการร่วมมือและเข้าใจคนอื่นชาติอื่นเป็นหลัก ไม่ใช่อยู่ด้วยการรวมตัวเป็นชาติแบบคลั่งชาติอย่างในสมัยก่อน
การเรียนประวัติศาสตร์จึงควรเน้นเพื่อให้เข้าใจว่าสังคม หรือชาติในสมัยก่อนเขาอยู่กันอย่างไร การดำรงอยู่ของสังคม และความสัมพันธ์กับสังคมอื่นเป็นอย่างไร แตกต่างกับสมัยปัจจุบันและอนาคตอย่างไร คือต้องเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันและอนาคต ให้พลเมืองรุ่นใหม่เข้าใจว่าชีวิตสมัยใหม่แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างไร ในหลากหลายแง่มุม
เรียนประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพื่อให้ยึดติดกับอดีต
เรื่องการท่องเที่ยว ผมสังเกตจากพฤติกรรมของคุณริชาร์ด ไกด์ของเรา ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศมาเลเซียให้เราเข้าใจดีมาก เห็นภาพใหญ่เชิงวิสัยทัศน์ของประเทศ และเห็นว่าคนมาเลเซียมีความภาคภูมิใจและความหวังต่อประเทศของตนอย่างไร ใน ๓ วันที่เขาพูดกับเรา เขาพูดความหวังและความพยายามพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ พูดเสริมแผนยุทธศาสตร์บางเรื่องของประเทศ เช่นเรื่องมหาวิทยาลัย จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ จะมาตั้งสาขาใน เคแอล เขาพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่ามหาวิทยาลัย จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ เป็นมหาวิทยาลัยที่หนึ่งทางการแพทย์ของโลก จะมาตั้งสาขาที่เคแอล เขาพูดย้ำแล้วย้ำอีกในความเป็นที่หนึ่งด้านการแพทย์ของ จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ จนผมเอะใจ ว่านี่คือยุทธศาสตร์ของประเทศมาเลเซียที่จะแข่งขันเป็น Medical Hub ในอาเซียน นอกจากจะใช้ความร่วมมือกับ จอห์น ฮ็อพกิ้นส์ มาหนุน เขายังใช้ไกด์เป็นกระบอกเสียงของประเทศ
จากพฤติกรรมของคุณริชาร์ด ทำให้ผมเชื่อว่าประเทศมาเลเซียเขามีการอบรมไกด์ เพื่อให้ไกด์บอกสิ่งดีๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว คือเขาใช้ไกด์เป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ประเทศทางอ้อมนั่นเอง แทนที่จะพูดในทางลบเสียดสีเยาะเย้ยประเทศของตนเอง ไกด์มาเลเซียทำหน้าที่สร้างความนับถือต่อประเทศจากนักท่องเที่ยว
วิจารณ์ พานิช
๑๗ มิ.ย. ๕๕
สวัสดีค่ะ ดิฉันขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนิดหน่อยค่ะ เรื่องการจัดการศึกษาในประเทศมาเลเซีย เขาไม่จำกัดสมองของเด็กตามอายุ หลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยเขาเน้นวิชาชีพ ป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้โดยตรง ผู้มีอันจะกินของไทยนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนเพราะได้ภาษา ประหยัดใกล้บ้าน ดีกว่าส่งไปไกลๆ ประมาณยุโรปค่ะ ที่ชอบคือเขาจัดระบบสิ่งแวดล้อมได้ดีมากค่ะแสดงถึงศุกยภาพของผู้นำที่มีหัวก้าวหน้า(มหาเดร์ โมฮัมหมัดหรือเปล่า ไม่แน่ใจค่ะ)