เศษหนึ่งส่วนฝัน(โง่ๆ)

      อย่าเพิ่งสงสัยจนกว่าคุณจะอ่านบันทึกนี้จบ  เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา  ตัวเราเองได้เดินทางเพื่อไปเลี้ยงอาหารเด็ก  ที้บ้านเด็กร่มพระคุณ  พิษณุโลก  ระหว่างนั่งรอรถประจำทางซึ่งต้องใช้เวลาอีกเกือบสองชั่วโมง  รู้สึกว่าเป็นช่วงเลาที่ยาวนาน  เหลือบไปเห็นชั้นวางหนังสือของห้องสมุดประชาชน  อ.ชาติตระการ มันดูเก่าๆโทรมๆมีหนังสือไม่กี่เล่มที่ยังอยู่ในสภาพที่พอจะอ่านได้ บางเล่มก็ฉีกขาด  ข้างในไปทางปกไปทาง  ก็ยังสงสัยว่า  พอจะมีเล่มไหนที่น่าสนใจบ้าง  ที่เห็นวางบนชั้นก็มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นบ้าง  วารสารบ้าง  แล้วจึงมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูเก่าๆแต่ทั้งชื่อเรื่องและผู้แต่งสะดุดความคิดอย่างจัง "ความฝันโง่ๆ" ของ  วินทร์  เลียววารินทร์  กวีซีไรท์ เลยหยิบขึ้นมาอ่าน  ช่วงอารัมภบทผู้แต่งเชื่อมโยงถึงหนังสือ"รอยเท้าเล็กๆของเราเอง" น่าสนใจ  สงสัยต้องไปหาอ่านอีกเล่ม  พออ่านเลยพบว่า  เนื้อหาข้างในดูดีกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเก่าๆโทรมของทั้งชั้นวางและรูปเล่มหนังสือที่มีฝุ่นจับมาก(ที่ฝุ่นจับคงไม่ใช่เพราะไม่มีคนอ่านหรอก  คงเพราะใกล้ถนนนั่นเองเลยมีฝุ่น)  ในเล่มมีข้อคิดที่ดีมากๆเป็นต้นว่า 

       ความฝันที่เก็บไว้ในลิ้นชัก  ข้อนี้คงอาการหนักกว่า เก็บใจไว้ในลิ้นชักแน่ๆ  และวิเคราะห์ถึงค่านิยมของคนไทยในปัจจุบัน  ที่มีค่านิยมรักความสบาย  หยิบหย่ง   กลัวการทำงานหนัก  ก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับค่านิยมที่ผู้ใหญ่พร่ำสอนลูกหลานมาแต่เล็กแต่น้อยหรือเปล่านะ  ที่บอกว่า  เรียนให้สูงๆโตขึ้นจะได้สบาย  บางคนก็ตีความผิดไปเป็นเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น  ยิ่งมีโอกาสในสังคมมากยิ่งเอาเปรียบผู้ด้อยกว่าดังจะพบได้บ่อยในสังคมไทยในปัจจุบัน

       Just a little inconvenience (ก็แค่ความไม่สะดวกเล็กๆ) บางคนชอบจินตนาการเชิงลบ  เช่น  "ตายแน่เลย  ถ้าเราขายงานนี้ไม่ผ่าน"  "หน้าตาอย่างเรา  ใครเขาจะเหลียวแล" ถ้าเจอปัญหาอะไร  ให้คิดว่า ก็แค่ความไม่สะดวกเล็กๆ

       โอกาสที่สอง  ชีวิตก็เช่นรูปสลักที่มีบิ่นหัก  ป่วยการตำหนิความผิดพลาดที่ผ่านพ้นไปแล้ว

        ต้นรักในหัวใจ  ปัจจุบันคนเรารักต้นไม้กันน้อยลง  ตัดแล้วไม่ปลูกทดแทน  โลกร้อนก็ติดเครื่องปรับอากาศ  ไม่ชอบความเย็นสบายจากร่มไม้เสียแล้ว 

        คุณค่าเล็กๆของตัวไร้ประโยชน์  แม้แต่เชื้อไวรัสหวัดตัวเล็กๆยังมีประโยชน์ในการเตือนให้เจ้าตัวรู้ว่า  ร่างกายเริ่มไม่แข็งแรงและวนะ  ควรดูแลตนเอง  ออกกำลังกายได้แล้ว

        อ่านมาถึงตรงนี้  น่าเสียดาย  รถมาไวไปหน่อย (จริงๆก็มาตามเวลา แต่สิ่งที่เรากำลังอ่านมันมีคุณค่ามากเลยรู้สึกว่า  เวลามันน้อยนักเมื่อเราทำในสิ่งที่ชอบหรือเราคิดว่ามันมีคุณค่า  มีความสำคัญ  ฉะนั้น  จะทำอะไรดีๆควรจะรีบทำดีกว่านะ  อย่ารอให้เวลาผ่านไปแล้วมาเสียดายที่หลัง  คงต้องหาโอกาสไปอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบแน่นอน

         และอีกหนึ่งข้อคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ  อย่ามองข้ามสิ่งที่ภาายนอกดูไม่มีอะไร  อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดูเก่าๆโทรมๆไม่น่าสนใจ  เพราะเนื้อในอาจมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นด้วยตาเปล่า  เหมือนหนังสือเล่มนี้ที่อยู่บนชั้นเก่าๆฝุ่นจับเขลอะ  ถ้าไม่ตัดสินใจลองหยิบมาอ่านก็คงไม่รู้ว่าข้างในมีคุณค่ามหาศาล