นโยบายรับจำนำข้าวในราคาสูงลิ่วกว่าราคาตลาดโลกนี้  ถ้านำออกขายในตลาดโลกก็จะทำให้ขาดทุนเป็นแสนล้าน แต่เชื่อได้ว่าฝ่ายรัฐบาลคิดว่าจะได้หลายต่อ โดยไม่ต้องเสียอะไร  เช่น

 

1)      ได้คะแนนเสียงจากชาวนา  (เพราะทำให้ชาวนามีรายได้มากขึ้นมาก)

2)      การกักตุนข้าวจะทำให้ข้าวขาดตลาด (โลก)  แล้วราคาจะสูงขึ้น จากนั้นก็ขายออก (แต่ใครขาย?)  ความคิดเช่นนี้อาจง่ายเกินไป เพราะตลาดโลกนั้นเขากินอย่างอื่นแทนข้าวก็ได้เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด ขนมปัง

3)      จาก 2) หากไม่เป็นจริงก็ขาดทุนกันป่นปี้ (ภาษีเราทั้งนั้น)   แต่ถ้าเป็นจริง ถามว่า แล้วข้าวในตลาดไทยจะไม่แพงขึ้นด้วยหรือ   คนไทยก็คงต้องกินข้าวแพงขึ้นด้วยเกือบสองเท่า  ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงจะมีราคาเพิ่มขึ้นอีก   แล้วคนหาเช้ากินค่ำ แรงงานระดับล่าง รวมทั้งชาวนาชาวไร่เอง จะอยู่กันอย่างไร อีกทั้งคนหาเช้ากินค่ำในต่างประเทศที่ต้องกินข้าวแพงเช่น ฟิลิปปินส์ อินโด  ก็พลอยทุกข์ไปด้วย ว่าไปแล้วการเก็งกำไรโดยการกักตุนสินค้านี้มันผิดกฎหมายอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ผิดจริยธรรม

 

ลึกไปกว่านั้น ระบบโรงสีที่มีกว่า 2 หมื่นโรงจะเอาข้าวที่ไหนมาสีเพื่อขายทำรายได้   ในขณะที่เงินกู้ก็ต้องผ่อน  จะไม่พากันเจ๊งหมดทั้งระบบหรือ  หรือว่ารัฐบาลก็ต้องการให้เจ๊งเพื่อจะได้ให้ธุรกิจเครือข่ายของคนในรัฐบาลเองไป”ช้อนซื้อ” โรงสีเหล่านี้ในราคาขายทอดตลาด

 

ส่วนพ่อค้าคนกลางที่ซื้อขายข้าว รวมทั้งพวกส่งออกก็เจ๊งกันหมด   คนที่เข้ามาแทนกลายเป็นพวกของรัฐบาล  มีรายใหญ่ๆเพียงไม่กี่ราย ที่สามารถฮั้วกันได้โดยง่ายดาย  ต่อไปเขาจะกดราคาข้าวเปลือกกันอย่างไรก็ได้ (แม้ไม่มีรัฐบาลคอยช่วยเหลือด้านนโยบายอยู่เบื้องหลังก็ตาม)   

 

พ่อค้าคนกลาง ๒-๓ รายยักษ์ใหญ่ที่จะมาแทนที่รายย่อยสองสามร้อยรายนี้น่ากลัวที่สุด  วันนี้ชาวนาอาจหัวร่อร่ารับเงินอัดฉีดจากการจำนำข้าวกันเต็มๆ  (ก็ไม่เต็มนักหรอกเพราะถูกหักหัวคิวจากนายหน้าหลายต่อ)  แต่ภายหลังชาวนาอาจจะน้ำตาเช็ดหัวเข่าไปอีกนานปี  แต่มันก็คงสายเกินไปเสียแล้ว นอกจากเกิดการปฏิวัติชาวนาถือค้อนเคียวไปเกี่ยวเลือดใครบางคนเอามาล้างเท้า (คงต้องเปลี่ยนสีเสื้อด้วยนะ) 

 

คิดไปแล้วน่าใจหาย...เพราะข้าวเป็นเกษตรและอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศ มีความเป็นไปได้ว่ากำลังตกไปอยู่ในย่านล่อแหลมอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

 

...คนถางทาง (๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕)