ทันทีที่ถูกตามตัว ข้าพเจ้าก็ไม่ได้รอช้า รีบขอแยกตัวจากเหล่ากัลยาณมิตรเพื่อไปต้อนรับและดูแลวิทยากรสองท่านคือ
วิทยากร: ปราชญ์พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ อำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ (Sutthinun Pratchayapruet )

และ...
อาจารย์วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ (โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา)

เป็นวาสนา...
ดั่งที่พ่อครูท่านเอ่ยย้ำอยู่หลายครั้ง
นั่นก็ถือว่าเป็นวาสนาของข้าพเจ้าเช่นกันที่ได้รับโอกาสอันงดงามนี้ ของการร่วมสนทนาเพื่อถอดบทเรียน ... ใครๆ ก็ทำ R2R กัน...จากพ่อครูบาสุทธินันท์และ อ.วิเชียร
เป็นห้วงเวลาที่มีคุณค่ามาก
ทันทีที่ได้รับโจทย์ให้รับผิดชอบงานนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่รีรอที่จะลงมือทำการบ้านเพื่อทำความรู้จักให้เข้าใจในวิถีชีวิตของทั้งสองท่าน
สำหรับพ่อครูบานั้น ข้าพเจ้าชื่นชมและศรัทธาในวิถีแห่งการคิดของท่านมานานถึง ๖-๗ ปีก่อน (บันทึกที่มีคำสำคัญ: เฮฮาศาสตร์)
ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและวิถีแห่งความคิดของท่าน
การได้ทำการบ้านเพิ่มเติม ทำให้ได้เข้าใจถึงกระบวนการแห่งการแปรเปลี่ยนที่ผ่านการเรียนรู้อย่างเนียนเนื้อเป็นธรรมชาติ

ก่อนเข้าสู่เวที...แห่งสุนทรียะศาสตร์
ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ร่วมฟังและสนทนากับปราชญ์แห่งชีวิตทั้งสองท่าน
กระบวนการคิด การดำเนิน การมองสังคมและโลก สะท้อนผ่านถึงเรื่องราวมากมาย นำมาซึ่งความเต็มตื้นในจิตใจ การสร้างเด็กให้มีความรักอันยิ่งใหญ่ ให้สามารถสร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติของ อ.วิเชียรใน โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา คือ ความพยายามในการนำพาผู้คนก้าวเข้าสู่หัวใจอันอ่อนโยน
การนำวิถีของ PBL อันเป็นคำถามที่นำไปสู่การเรียนรู้ในสถานการณ์จริง

ในทัศนะของข้าพเจ้ามองว่า นี่คือ ความสำเร็จอันงดงามของการลงมือปฏิบัติด้วยหัวใจอันกล้าหาญของผู้นำพาทางด้านการศึกษา
ปลายทางของการติดตามเรื่องราวผ่านการฟัง ทำให้ข้าพเจ้าได้จินตนาการตามไปพร้อมรอยแห่งความรู้เดิมที่ได้ทำความรู้จักผ่าน VTR สั้นๆ ถึงกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน ...
คำกระตุ้นที่นำไปสู่คำถาม ...ในทัศนะที่ว่า "โรงเรียนจะสามารถเกิดและดำเนินไปได้นั้นต้องอาศัยครู...แล้วเราจะพัฒนาครูได้อย่างไรให้มีความเข้าใจในวิถีแห่งการสอน"... จากนั้นก็มีคำถามย่อยๆ แทรกอยู่ในทุกกระบวนการของการพัฒนาโรงเรียน
ข้าพเจ้าชอบตรงที่ว่า ... "สมัยก่อนเราอยากให้ครูเป็นแบบไหน เราจงเป็นครูแบบนั้นสำหรับเด็กๆ"...
การตั้งคำถามที่ อ.วิเชียรนิยมใช้ไม่ได้ใช้เพียงแค่ตนเองหรือสำหรับครูเท่านั้น แม้แต่เด็กๆ เอง..ก็ถูกกระตุ้นให้เกิดการสร้างความรู้ผ่านการตั้งคำถาม และแสวงหาเข้าไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ
ถ้อยความเย็นๆ ...สะท้อนการมองโลกอย่างรื่นรยม์ ทำให้ผู้คนในห้องประชุมสงัดพร้อมฟังด้วยลมหายใจอันเป็นสมาธิ

(ภาพจาก เอื้อมพร จันทร์ทอง)
จากนั้นโอกาสของการได้ฟังเรื่องราวของพ่อครูบา ที่สะท้อนทัศนะผ่านวิถีแห่ง R2R อันเรียบง่าย บทเรียนที่พ่อครูนำมาถ่ายทอดให้เราหลายๆ คนได้รับรู้นี้ พ่อเลือกกรณีศึกษาน้ำเต้า ...
โดยพ่อครูตั้งคำถามกับตนเองว่า "หากว่าปลูกน้ำเต้าแล้วนี่จะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง"
สิ่งที่พ่อครูผ่องถ่ายออกมาคือ การนำพาเราให้คิดอย่างเรียบง่าย
มองชีวิตที่ดำเนินอยู่ ตั้งคำถามกับชีวิตตนเอง และก้าวย่างไปสู่การเรียนรู้
นี่คือ ความงดงามแห่งความเรียบง่าย
ที่เป็นการเรียนรู้ผ่านชีวิต
ตลอดชีวิตของพ่อครูบา นำพาตนเองด้วยการตั้งคำถาม และมีการวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จากนั้นก็ลงมือสู่การปฏิบัติ พร้อมมีการถอดบทเรียนอยู่เสมอ
ไม่เพียงแค่เท่านั้น พ่อครูยังมีแนวคิดในเรื่องเครือข่ายเพื่อการขยายผลแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง...
เวลาในหนึ่งชั่วโมงครึ่ง...
เพียงแค่ได้ทดลองชิมแนวแห่งวิถีคิดของทั้งสองท่าน หลายคนสะท้อนออกมาว่า กำลังฟังเพลิน เวลาก็หมดแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ผ่านผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริงทำให้เราเสพความรู้นี้ได้อย่างมีความสุข...
เพราะนี้คือการเรียนรู้ผ่านผู้ที่ปฏิบัติจริง ดังนั้นเวลาที่เราฟัง...เราจึงฟังด้วยความเข้าใจ
สำหรับข้าพเจ้านี่คือ วาสนา ดั่งที่พ่อครู...พูดย้ำอยู่หลายครั้ง
ความงดงามทางปัญญาได้งอกเงยอีกครั้งในวันนี้ ...เป็นวันแห่งคุณค่า วันแห่งความสุข และวันแห่งความหมาย อย่างแท้จริงอีกหนึ่งวันของการเรียนรู้ในชีวิต
...
๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕

นำความปิติให้เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานๆมากหลังจากที่คุณแม่จากไป ถ้อยคำและน้ำเสียงที่กังวาลสะท้านความรู้สึกให้ได้รับรู้ถึงความดี และไมตรีจิตที่ส่งผ่านมา...เป็นกระแสความรู้สึกที่ยินดีและเกิดปิติ เหมือนพลังนั้นได้ผ่องถ่ายโอนมาอย่างกรุณา ขอบคุณมากๆค่ะ ขอบคุณพลังที่มอบให้