เช้าวันที่ ๒๖ พ.ค. ๕๕ ผมไม่ได้วิ่งออกกำลัง เพราะทางโรงแรมจะให้คนมาเคาะประตูรับกระเป๋าเอาไปขึ้นรถเวลา ๗.๐๐ น.   การออกไปวิ่งจะทำให้จัดกระเป๋าไม่ทัน


          รถที่ไปส่งเราที่สนามบิน ซาน ฟราน เป็นโคชคันใหญ่   เขาไปส่งที่ชั้นล่าง ซึ่งดูเงียบๆ    คุณอ้อกับ อ. ธีรพล ไม่แน่ใจ เข้าไปดูลาดเลาก็ยิ่งไม่แน่ใจ   คนขับรถเป็นคนจีนที่ภาษาไม่ดีอย่างเคย   ลงท้ายไปถามยาม จึงรู้ว่าต้องเข้าไปในอาคารแล้วขึ้นลิฟท์ไปชั้นบน   ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ UA   เขาตั้งด่านชั่งกระเป๋าและเคร่งครัดมากผมนั่งชั้นธุรกิจเขาบอกให้ไปเลย    แต่ผมก็ลองชั่ง ได้เพียง ๔๐ ปอนด์   โดยเขาจำกัดที่ ๗๐ ปอนด์   ผมช่วยเอากระเป๋าคนอื่นเข้าได้ ๑ ใบ


          เจ้าหน้าที่เช็คอินเป็นเจแปนนีสอเมริกันอายุมาก   ทำงานตามกระบวนการอย่างครบถ้วน ให้ผมตรวจสอบความถูกต้องของ baggage tag และบอกวิธีไปห้องรับรองของ UA หลังผ่านการตรวจความปลอดภัย


          ห้องรับรองดีมาก พอเข้าไปเช็คอิน เขาก็ถามว่าจะใช้ Wifiไหม และให้บัตรมาขูดและได้ password เข้าใช้ Wifiที่ห้องมีปลั๊กเสียบไฟตรงที่นั่ง สะดวกมาก   ผมไม่ได้ตรวจสอบเรื่องอาหารการกิน ผมดื่มน้ำแก้วเดียว (แก้วปลาสติกอ่อน ไม่ใช่แก้ว)    แต่เห็นมี บาร์เครื่องดื่ม และมีพนักงานให้บริการ


          UA ให้บริการขึ้นเครื่องตามลำดับคือ คนพิการหรือต้องการความช่วยเหลือ  ทหารและข้าราชการ  ตามด้วยผู้โดยสารกลุ่ม ๑ คือชั้น ๑ ชั้นธุรกิจ และบัตรทอง  


          ผมได้ที่นั่ง 9A เจรจาขอเปลี่ยนเป็นที่นั่งริมทางเดินที่เคาน์เตอร์เช็คอินไม่สำเร็จ   คุณป้าบอกว่าผู้โดยสารเต็ม   ถ้าจำเป็นจริงๆ ให้ไปเจรจาตอนขึ้นเครื่อง    แต่ในที่สุดผมนั่งคู่กับท่านอธิการบดีรัชตะ และผมนั่งที่นั่งเดิมริมหน้าต่าง    และเป็นที่นั่งแปลกที่สุด คือเรานั่งหันหลังให้หัวเครื่องบิน   


          ที่นั่งชั้นธุรกิจของ UA นอนราบ ๑๘๐ องศาได้   เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางชั้นธุรกิจของ UA   และเป็นครั้งแรกที่ผมนั่งที่นั่งที่เอนราบได้ ๑๘๐ องศา    สังเกตเห็นชัดว่าเขามีบริการดีคือมี สลิปเปอร์ให้สวม    และ travel kit และผ้าห่มก็ดูดีกว่า    แต่พอนอนราบจริงๆ ก็ไม่สบายนัก เพราะที่นั่งแคบเมื่อแปลงเป็นเตียง   สิ่งที่สังเกตเห็นชัดคือบริการความเอาใจใส่ดีมาก   อาหารและไวน์อร่อย


          ที่นั่งแถวที่ 9 ไม่ดี เพราะอยู่ตรงครัว   เรานอนจะให้หลับแต่เขาทำเสียงก๊องแก๊งตลอดเวลา 


          ใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนาริตะ   เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ช่วยการตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นทันสมัยที่สุด   พอเขารู้ว่าเป็นคนไทย ก็มีตัวอักษรภาษาไทยบอกให้พิมพ์ลายนิ้วชี้ทั้ง ๒ มือ   และมองกล้องให้ถ่ายรูป   เสร็จแล้วมีคำขอบคุณเป็นภาษาไทย

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒ ก.ค. ๕๕