วันเสาร์ ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕

กราบสวัสดีค่ะครู     

เช้านี้ตื่นขึ้นมาตีสามที่กุฏิทำวัตร แล้วนั่งตามลมหายใจ แต่ข้างในก็ไม่ได้สงบเจ้าค่ะ แต่พอนั่งเสร็จก็ล้มตัวลงนอนค่ะ ไม่ได้หลับต่อเหมือนความคิดไหลไปเรื่อยเปื่ิอยรู้สึกกับตนเองว่า แบบนี้นี่เอง ที่ทำให้เสียเวลา จนตีห้าออกไปขัดห้องน้ำ ประมาณตีสี่กว่าๆคุณยายโกท่านหิ้วถังพริกมาบอกว่าให้เอาไปทำกับข้าวที่ครัวค่ะ จึงได้หิ้วไปที่ครัวตอนเช้า ขัดห้องน้ำขัดกระจกเสร็จ หนูกับน้องพอจะทำงานเข้าขากันมากขึ้นค่ะครู หนูนั่งภาวนาอยู่ข้างใน น้องภัสอยู่หน้ากุฎิ โบโซ่เอายามาให้จัดแต่เช้าค่ะ แต่ก็พิจารณากับตนเองอยู่ค่ะว่า "เหมาะสมหรือไม่นะ"ขึ้นศาลารับข้าว ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า "ใจหนูคอยมองหาครูค่ะ" แต่ใช้การสังเกตการจัดโต๊ะและเด็กๆว่า "ครูจะเข้ามา จำจัดแจงเตรียมอาหารไว้ถวายครู ตอนตักก็นึกถึงครูว่า ทานอะไรได้บ้าง ทานข้าวสวย ปลาและอาหารแห้ง ใจก็มีเสียงว่า บางทีครูก็ชอบทานข้าวเหนียวนะ มีเสียงตอบโต้ข้างในว่า เดี๋ยวแม่กุลท่านก็เตรียมให้" แม่กุลท่านคอยห่วงใยและระลึกถึงครูเสมอค่ะ วันนี้ท่านเข้ามาถามถึงครูว่ามาไหม เตรียมอะไรให้รึยังรับข้าวเสร็จหนูลุกทันทีไม่รอน้อง เห็นรถครูเข้ามาจึงแวะหาแม่กุลท่านกระซิบว่า "ข้าวเหนียวหมด ครูให้เด็กไปซื้อ รวมถึงกับข้าวด้วย"ระลึกกับตนเอง อืมพลาด สังเกตเห็นว่า พอครูทานเสร็จเด็กๆจะได้ทานต่อจากครูด้วยเพราะบางคนไม่ได้ทานข้าวก่อนมาเรียนกับครูรับข้าวเสร็จระลึกกับตนเองว่า "ควรไปรับคำสั่งจากครูว่าต้องทำอะไร พอเดินไปเจอครูที่ศาลา จึงเข้าไปไหว้ครูก่อนแล้วครูก็บอกว่า "เอาของไปเก็บแล้วค่อยมา"พอครูถามถึงน้องทำให้หนูได้เห็นใจตนเองที่ไม่ค่อยมีความเมตตา ไม่คอยน้อง ไม่กระตุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงทำให้ช่วยกันและกัน และก้าวไปด้วยกันออกมาซื้อของภารกิจวันนี้ถูกจำกัดด้วยเวลามาค่ะครู ปกติขับรถเข้าในเมืองใช้เวลาปีะมาณครึ่งชั่วโมงไปกลับประมาณหนึ่งชั่วโมงแบบเร่งๆไม่เอ้อระเหยค่ะ ที่เหลือเป็นเวลาวนหาซื้อของ วันนี้ซื้อกับข้าวและชุดขาว ควรจะซื้อของให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง พิจารณาร่วมกับน้องหลังรับคำสั่งเหมือนได้รับโจท์จากครูให้ช่วยกันแก้เจ้าค่ะ จึงดำเนินการโดย"จอดนานาภัณฑ์ กดตังค์ ให้น้องซื้อผักไปก่อนแล้วหนูก็เดินไปซื้อชุดขาว เพราะคำนวณแล้วเดินจะเร็วกว่าวนรถไป แล้วจะได้มาช่วยน้องดูความเรียบร้อยในการซื้อกับข้าวด้วย"ตกลงตามนี้จึงแยกกันไป ได้ชุดขาวขนาดใหญ่และกลางแต่ร้านไม่มีขนาดเล็ก จึงตัดสินใจซื้อชุดใหญ่ ๘ ชุด ชุดกลาง ๑๒ ชุดในงบ ๒๐๐๐ บาท ตามที่ครูให้มา บอกกับตนเองว่ายังขาดชุดเล็กถ้ามีโอกาสก็ให้จัดหามาถวายท่าน เด็กๆที่มาส่วนใหญ่ก็สามารถใส่ขนาดกลางน่าจะพอดี อย่างที่พระอาจารย์ท่านเมตตาชี้แนะว่่า "เลือกขนาดกลางเยอะหน่อย"ได้ของเรียบร้อยแวะช่วยน้องภัสแล้วก็รีบบึ่งกลับวัดใช้เวลาซื้อของไปประมาณเกือบสี่สิบนาทีเจ้าค่ะ ขับกลับวัดอีกเกือบสี่สิบนาทีเหมือนกัน ถึงที่วัดห้่าโมงกว่่าได้เรียนรู้ว่าการแบ่งงานกันทำ จะทำให้่อะไรได้เร็วขึ้น ฝึกเรียนรู้ที่จะไว้ใจ เพื่อนร่วมทีมด้วยเจ้าค่ะ ฝึกการวางแผนล่วงหน้าว่าต้องทำอะไรบ้างจะได้ แบ่งหน้าที่กันได้ถูกซื้อของเสร็จเข้าไปหาครู เมนูวันนี้คือ "ข้าวผัด ไข่ดาว" กับเด็ก ๑๒ คนหนูทำข้าวผัด น้องภัสทำไข่ดาว พอแบ่งงานเสียงแรกที่ได้ยินจากปากน้องคือ "หนูทำไม่เป็น"นึกย้อนกับตนเอง "เหมือนฉันจริงๆเลย" หายใจลึกๆแล้วก็ระลึกกับตนเองว่า "น้องอายุ. ๑๖ ปี มาได้ขนาดนี้ทำได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมากแล้ว แต่การที่จะคุยดีๆกับคนที่มีนิสัยคล้ายหนูจะใช้เวลานาน จึงถามกลับว่า"รึจะทำข้าวผัด"แล้วก็เงียบไปทำตามหน้าที่ของตนเอง จัดแจงหั่นมะเขือเทศแล้วผัดข้าว หนูตั้งใจค่ะครูแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝีมือต้องพยายามปรับปรุง นึกขึ้นมาว่า มีน้ำพริกกับซอสมะเขือเทศ จึงจัดแจงวางตรงกลางเป็นน้ำจิ้ม สำรับเรียบร้อยด้วยความร่วมมือของเราทั้งคู่จัดสำรับเสร็จเด็กต้นกล้ามาทานข้าวพอดี จึงตักแบ่งข้าวผัดให้ทานด้วย ก่อนเด็กๆทาน หนูสังเกตเห็นว่าอาทิตย์ที่แล้ว ล้างจานกันไม่ค่อยเรียบร้อย มีเศษอาหารปะปน แล้วถ้วยตรงกลางก็ไม่มีใครหยิบไปล้าง เป็นน้องเขตที่ช่วยล้างทั้งหมด จึงทำข้อตกลงกันก่อนว่า ล้างจานอย่างไรวิธีนี้ได้จากการติดตามอ่านบันทึกของีรูแล้วเอามาปรับใช้เจ้าค่ะแล้วก็ได้ผล พอถึงเวลาล้าง ก็มีการแซงคิวกันบ้างแย่งกันบ้าง หนูจึงลองไปยืนดูใกล้ๆ กลางเป็นว่าเรียบร้อยขึ้นเด็กๆยื่นจานที่ล้างเสร็จมาให้ตรวจด้วยหนูจึง "อ๋อขึ้นมาว่า เด็กๆคุ้นเคยกับการที่มีคนคอยตรวจ แล้วจะรู้สึกตระหนักรู้ในการทำสิ่งต่างๆ วันนี้เรียบร้อยขึ้น แต่ก็ยังเหลือถ้วยน้ำพริกที่เหลือ น้องเขตเดินมาถามว่า "ทำอย่างไรดี จึงให้น้องเทรวมกันแล้วใส่ตู้กับข้าวไว้"
จำนวนจานที่เหลือเพียงสามใบจากทั้งหมดหกใบ สาเหตุที่เหลือเพราะมีอาหารเหลืออยู่ไม่รู้จะเก็บอย่างไร แสดงว่าวิธีทำความเข้าใจและเฝ้าดูใช้กับเด็กๆได้ค่ะครูเข้ากุฏิจัดแจงซักกระเป๋า ดูสีหน้าน้องภัสเหนื่อยๆเหมือนไม่ค่อยสบาย พยามยามบอกน้องว่า "ภาวนาซิแล้วจะดีขึ้น" มานึกย้อนกับตนเองว่า กว่าจะยอมชาร์ทแบทกับตนเองได้แล้วลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆก็งอแงอยู่หลายที จึงบอกน้องว่า "ไปพักซะ เดี๋ยวพี่ซักผ้า ทำความสะอาดกุฏิเสร็จค่อยไปเตรียมกับข้าวกัน". หนูซักกระเป๋าครูเสร็จ ผึ่งในที่มีลมและแดดดีๆ ชุดทำความสะอาดกุฏิครู แล้วเรียกน้องไปช่วยกัน ใช้เวลาเตรียมพอสมควรค่ะครูเหมือนกับหนูไม่แน่ในว่า แกงผักหวานทำอย่างไร แต่ครูก็เมตตาชี้แนะ ย้ำกับหนู ทำจนเสร็จนึกขึ้นได้ว่า "ครูให้ถูครัวก่อนเตรียม" ค่อยได้มาจัดแจงถูครัวทีหลังเจ้าค่ะ แต่ก็ทำแบบระลึกว่า "คิดได้แล้วต้องทำ"สังเกตสีหน้าตนเองแล้วค่ะ ก็เหนื่อยอยู่แต่หน้าตาก็ดูสดใส นึกถึงคำที่ครูเอ่ยว่า "คนภาวนาหน้าตาไม่เป็นแบบนี้ ไม่หมองคล้ำ" ซึ่งตอนที่ครูทักนั้นข้างในหมองจริงๆ เหนื่อยกายพักก็หาย เหนื่อยใจต้องภาวนาตกเย็นมีโอกาสได้ทำน้ำขิงถวายครู แล้วครูบอกว่า "ดีขึ้น ภาวนาดีด้วย"เหมือนข้างในชัยโยกับตนเอง ว่าหาอะไรช่วยธาตุขันธ์ครูได้แล้ว บรรเทาอาการไอ และไม่ยุ่งยากเย็นนี้หนูไม่ได้ออกไปทำวัตร ทำวัตรที่กุฏิแล้วนั่งภาวนา กางกลดไว้แต่ไม่ได้ลงไปค่ะเพราะว่าฝนตก จึงนั่งภาวนาอยู่ข้างใน พอน้องภัสเข้ามาก็เล่าว่าวันนี้แม่ชีที่มาใหม่สำรวมขึ้นศีลวันนี้หนูมีความขุ่นมัวบ้างเจ้าค่ะ ศีลข้ิหนึ่งด่างพร้อยย แต่พอวูบขุ่นมัวมาก็จะพยายาม ตั้งสติถ้าขุ่นมัวเพราะน้องก็จะระลึกว่า "น้องยังเด็กขนาดเรายังสอนยาก ก็ต้องค่อยๆฝึก ค่อยๆพากันไป ล้มลุกคลุกคลานบ้างธรรมดา" เผลอขาดสติ บ่อยอยู่ค่ะครู การอยู่ที่วัดช่วยให้ตั้งสติได้บ่อยขึ้นในการทำสิ่งต่างๆค่ะวันนี้รู้สึกมีเรื่องราวและสิ่งต่างๆมากมายให้ได้เรียนรู้กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาเจ้าค่ะ