ชีวนิเวศ (BIOME)
บทบาทหน้าที่ทางนิเวศวิทยา (Niche) มีความเกี่ยวข้องกับ สถานที่ (place)หรือพื้นที่ (space)และบทบาทหน้าที่ (role) ของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม แต่ละพื้นที่บนโลกจึงมีระบบนิเวศแตกต่างกันไปขึ้นกับการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิต
การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิต
- ความสามารถในการแพร่กระจาย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต
อากาศหนาว >>> สัตว์ก็จะมีการปรับตัว
- มีขนยาว
- Metabolism สูง
- จำศีล
>>> พืช
- เป็นป่าผลัดใบ
- เป็นป่าสน คือ ใบจะแข็ง แหลม และเล็กลง
- มีการทิ้งใบ เปลี่ยนไปเป็นหัว
อาหาร >>> สัตว์
- คอยาวขึ้น
- การใช้ลิ้นจับกินแมลงอย่างรวดเร็ว
>>> พืช
- มีรากฝอยมากขึ้น
- มีใบที่ใหญ่หรือกว้างขึ้น
การหลบ >>> สัตว์
หลีกผู้ล่า - การกระโดดอย่างรวดเร็วของกระต่าย
- มีการสร้างหนามแหลมของเม่น
- มีการสร้างเกราะของเต่าหรือตัวนิ่ม
- มีการสร้างกลิ่นของสะกั๊ง
- มีการสร้างสีเพื่อพรางตัว
>>> พืช
- มีการสร้างหนามของกุหลาบ
- มีหนามที่ผล
- มีปีกเพื่อบินไปได้ไกลๆ
การจูงใจ >>> สัตว์
เพื่อหาคู่ - การแผ่ปีกของนกยูง
- การปล่อยฟีโรโมนออกมา
- การมีเขาขนาดใหญ่
>>> พืช
- การมีกลิ่นหรือสี เพื่อดึงดูดแมลงให้มาช่วยผสม
- ความสามารถในการทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น ๆ ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดและสืบพันธุ์ได้ซึ่งถูกตัดสินโดย กฎของการทนทาน (Law of the tolerance) และ กฎน้อยที่สุด (Law of the minimum)
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตนั้นกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
แบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ
1) แบบพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์โดยไม่มีฝ่ายใดเสียประโยชน์เลยได้แก่
1.1 ภาวะพึ่งพา ( Mutualism : +,+) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2ชนิดโดยต่างก็ไ ด้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากแยกกันอยู่จะไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ เช่น
- ไลเคนส์ ( Lichens) : สาหร่ายอยู่ร่วมกับสาหร่าย สาหร่ายได้รับความชื้นและแร่ธาตุจากรา ราได้รับอาหารและออกซิเจนจากสาหร่าย
- โพรโทซัวในลำไส้ปลวก : โพรโทซัวชนิด Trichonympha sp. ช่วยย่อยเซลลูโลสให้ปลวกปลวกให้ที่อยู่อาศัยและอาหารแก่โพรโทซัว
- แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ : แบคทีเรียชนิด Escherichia coli ช่วยย่อยกากอาหารและสร้างวิตามิน K , B ให้มนุษย์ ส่วนมนุษย์ให้ที่อยู่อาศัยและอาหารแก่แบคที่เรีย
1.2 ภาวะใต้ประโยชน์ร่วมกัน ( Protocooperation : + ,+ ) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยก็ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน แม้แยกกันอยู่ก็สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ เช่น
- แมลงกับดอกไม้ : แมลงได้รับน้ำหวานจากดอกไม้ ส่วนดอกไม้ได้แมลงช่วยผสมเกสรทำให้แพร่พันธุ์ได้ดีขึ้น
- ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล (sea anemone) : ดอกไม้ทะเลซึ่งเกาะอยู่บนปูเสฉวนช่วยป้องกันภัยและพรางตัวให้ปูเสฉวนส่วนปูเสฉวนช่วยให้ดอกไม้ทะเลเคลื่อนที่หาแหล่งอาหารใหม่ๆได้
1.3 ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล ( Commensalism : + , 0) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ เช่น
- ปลาฉลามกับเหาฉลาม : เหาฉลามเกาะติดกับปลาฉลาม ได้เศษอาหารจากปลาฉลามโดยปลาฉลามก็ไม่ได้และไม่เสียประโยชน์อะไร
- พืชอิงอาศัย ( epiphyte) บนต้นไม้ใหญ่ : พืชอิงอาศัย เช่น ชายผ้าสีดาหรือกล้วยไม้เกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ได้รับความชุ่มชื้น ที่อยู่อาศัยและแสงสว่างที่เหมาะสมโดยต้นไม้ใหญ่ไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ใดๆ
- นก ต่อ แตน ผึ้ง ทำรังบนต้นไม้ : สัตว์เหล่านี้ได้ที่อยู่อาศัย หลบภัยจากศัตรูธรรมชาติโดยต้นไม้ไม่ได้และไม่เสียประโยชน์อะไร
2) แบบปฏิปักษ์ต่อกัน ( Antagonism) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียประโยชน์หรือเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ได้แก่
2.1 ภาวะปรสิต ( Parasitism : + , -) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ เรียกว่า ปรสิต ( parasite) อีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์เรียกว่าผู้ถูกอาศัย( host) เช่น
- เห็บ เหา ไร หมัด บนร่างกายสัตว์ : ปรสิตภายนอก ( ectoparasite) เหล่านี้ดูดเลือดจากร่างกายสัตว์จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ส่วนสัตว์เป็นฝ่ายเสียประโยชน์
- พยาธิ ในร่างกายสัตว์ :ปรสิตภายใน (endoparasite) จะดูดสารอาหารจากร่างกายสัตว์จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ส่วนสัตว์เป็นฝ่ายเสียประโยชน์
2.2 ภาวะล่าเหยื่อ ( Predation : + , -) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยฝ่ายหนึ่งจับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาหาร เรียกว่า ผู้ล่า (predator) ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็นอาหารหรือถูกล่า เรียกว่า เหยื่อ ( prey) เช่น
-กบกับแมลง :กบเป็นผู้ล่า แมลงเป็นผู้ถูกล่า
-เหยี่ยวกับหนู:เหยี่ยวเป็นผู้ล่าส่วนหนูเป็นผู้ถูกล่า
2.3 ภาวะแข่งขัน ( Competition : - ,-) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีการแย่งปัจจัยในการดำรงชีพเหมือนกันจึงทำให้เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เช่น เสือ , สิงโต , สุนัขป่าแย่งชิงกันครอบครองที่อยู่อาศัยหรืออาหารพืชหลายชนิดที่เจริญอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นต้น
2.4 ภาวะหลั่งสารยับยั้งการเจริญ ( Antibiosis : 0 , -) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลั่งสารมายับยั้งการเจริญของแบคทีเรียสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน บางชนิดหลั่งสารพิษ เรียกว่า hydroxylamine ทำให้สัตว์น้ำในบริเวณนั้นได้รับอันตราย
3) แบบเป็นกลางต่อกัน ( Neutralism : 0 , 0) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระต่อกันจึงไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ เช่น
- แมงมุมกับกระต่ายอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า แมงมุมกินแมลงเป็นอาหาร ส่วนกระต่ายกินหญ้าเป็นอาหารจึงไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์
- กบกับไส้เดือนดินอาศัยอยู่ในทุ่งนา กบกินแมลงเป็นอาหาร ส่วนไส้เดือนดิน กินซากสิ่งมีชีวิตที่เน่าเปื่อยผุพัง จึงไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์
สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต จึงมีการแพร่กระจายสู่แหล่งอื่น เพื่อลดการแข่งขันแต่การแพร่กระจายมักมีอุปสรรคกีดขวาง (Barriers) ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ
- Physical barrier เช่น พื้นดิน เกาะ ภูเขา พื้นน้ำ ทะเลทราย ทะเล
- Climatic barrier เช่น อุณหภูมิ แสง ความชื้น แรงกดดัน
- Biological barrier เช่น อาหาร ศัตรู โรค การแก่งแย่งแข่งขัน
วิธีการแพร่กระจาย
1. มีสิ่งพาไปเช่น ลม น้ำ สัตว์ต่าง ๆ การแพร่กระจายแบบนี้เกิดได้ตลอดเวลา
2. การเคลื่อนที่ไปด้วยตัวเอง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์เช่น การอพยพ และการเลื่อนของทวีป
ประเภทของการแพร่กระจาย
- การแพร่กระจายตามภูมิศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย 5 ทวีป 6 เขตการกระจายตัวของสัตว์ (พาลีอาร์คติก เอธิโอเปีย โอเรียลตัล ออสเตรเลีย นีอาร์คติก นีโอทรอปิก)
- การแพร่กระจายทางนิเวศวิทยา โดยยึดเอาแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลักซึ่งแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ บนบก น้ำเค็มและน้ำจืด
- การแพร่กระจายทางธรณีวิทยา
การจัดจำแนกและการแพร่กระจายในแหล่งน้ำ
1. แหล่งน้ำจืด (Fresh water biomes)
1.1 ทะเลสาบ (lake)
1.2 แม่น้ำลำธาร (stream)
2. แหล่งน้ำเค็ม (Marine biomes)
2.1 พื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland)
2.2 พื้นที่น้ำกร่อย (estuary)
2.3 เขตท้องทะเล (marine zone
การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตในน้ำ
criteria:
- อุณหภูมิและความชื้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อย
- ระดับความลึกที่แสงส่องถึง
- องค์ประกอบทางเคมีของแหล่งน้ำ (salinity, nutrient availability)
- การเคลื่อนไหวของน้ำ (constant/seasonal)
- สิ่งมีชีวิตในน้ำจำแนกได้ตามลักษณะการอยู่อาศัยในน้ำเป็น Nekton, Benthos, Plankton , Floating plant, Submergent, Emergent, Periphyton, Neuston, Decomposer
ระบบนิเวศน้ำจืด (Freshwater Ecosystems)
แหล่งน้ำจืด อาจแบ่งเป็น
- แหล่งน้ำนิ่ง (Lentic) เช่น ทะเลสาบ บึง หนอง ปลัก สระแบ่งตามระดับความลึกได้เป็น
- Ø เขตชายฝั่ง (Littoral zone) เป็นบริเวณที่แสงส่องถึง และมีความอุดมสมบูรณ์มาก
- Ø เขตผิวน้ำ (Limnetic zone) เป็นเขตที่ห่างจากฝั่งออกไปจนถึงระดับที่แสงส่องไปเหลือความเข้มประมาณ 1% มีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสมดุลกับการหายใจ ไม่มีส่วนของพื้นดิน ชนิดของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ แสง อาหาร ฯลฯ
- Ø เขตก้นน้ำ (Profundal zone) แสงสว่างส่องลงไปไม่ถึง สิ่งมีชีวิตมีการปรับตัวให้ใช้ออกซิเจนต่ำ
2. แหล่งน้ำไหล (Lotic) เช่น แม่น้ำ (Rivers) น้ำตก (Streams)
ระบบนิเวศน้ำเค็ม (Marine Ecosystem)
มหาสมุทร
- ครอบคลุมพื้นที่กว่า 71% ของผิวโลก
- เป็นแหล่งสำรองคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์อาหารด้วยแสง
- เป็นที่อยู่ของพืชและสัตว์
- เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษย์
มหาสมุทรมี 2 Life zones หลักคือ
- Open sea
- plankton เป็นสิ่งมีชีวิตพื้นฐานของ food chain สำหรับปลาและสัตว์อื่น ๆ
- ยิ่งลึกยิ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำ
- บริเวณแนวปะการังเป็นที่มีความหลากหลายสูง
- Coastal zone
- Ø สารอาหารอุดมสมบูรณ์
- Ø มี primary productivity สูง
- Ø แหล่งอนุบาลลูกปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ
- Ø เป็นแหล่งจับคู่ผสมพันธุ์ของนกน้ำและสัตว์บางชนิด
- Ø เป็นตัวกรองมลภาวะทางน้ำ
3. Intertidal zone
- เป็นบริเวณเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรกับพื้นดิน
- บริเวณส่วนใหญ่ได้รับแสงโดยตรงเกือบทั้งวัน
- คลื่นที่เกิดขึ้นทำให้สารอาหารถูกพัดพามา และมีออกซิเจนละลายมาก
- มีความหลากหลายของจำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิตสูง
สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน มักอยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน
ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความที่มีคุณค่านี้นะคะ
สรุปได้ดีนะ