บางสิ่ง บางอย่าง และบางเรื่อง

อักขณิช
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
บางสิ่ง........คนหนึ่งลืมเลือน ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับทรงจำไว้ตลอดชีวิต

 

 

สถานีความคิด :

บางสิ่ง  บางอย่าง  และบางเรื่อง

 

 

 

 

 

(๑)


 

                “ติ๊ก! กี่ปีแล้วที่เราไม่เคยได้เจอกันอีกเลย?” ผมเอ่ยปากถามพนักงานธนาคารสาวสวยคนหนึ่งแห่งเมืองเพชรบุรีอย่างเป็นกันเอง เมื่อคราวที่ผมได้เดินทางไปลงไปทำธุระแถวๆ นั้น เมื่อไม่นานมานี้

                “เราเจอกันครั้งล่าสุดเมื่อสิบห้าปีก่อนค่ะ  พี่เพลินจำไม่ได้เหรอค่ะ?” ติ๊กตอบและถามย้อนกลับ

                “อืม! ขอโทษน่ะ พี่จำไม่ได้เลยจริงๆ”  ผมกล่าวกับเธอ

                “พวกผู้ชายก็อย่างนี้แหละ! ความจำสั้น เลยชอบหลงๆ ลืมๆ" เธอพูดแล้วก็ยิ้มแบบมีเลศนัย ในขณะที่ผมได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ

               “ติ๊กแต่งงานหรือยัง?”   ผมยิงคำถามใส่เธอตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม

               “ยัง!  ก็มัวแต่รอคอยพี่เพลินนี่แหละ  เลยไม่ได้แต่งงานซะที  รอมา 20 กว่าปีอย่างลมๆ แล้งๆ  สุดท้ายพี่เพลินก็ลืมติ๊กแล้วก็ไปแต่งงานกับสาวงามเมืองเชียงใหม่เฉยเลย  คนบ้าอะไรไม่รู้  สัญญาแล้วกลับไม่ยอมรักษาสัญญาเลย ปล่อยให้ติ๊กรอเก้อจนขึ้นคานอย่างที่เห็นนิแหละ “ 

              ติ๊กพูดแบบยิ้มๆ เหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไร ในขณะที่ผมเองกลับรู้สึกร้อนผ่าวจนเหงื่อเริ่มไหลซึมออกมาทีละนิดๆ

             “เอ่อ! พี่เคยสัญญิงสัญญาอะไรไว้กับติ๊กเหรอ?  พี่จำไม่ได้จริงๆ ไหนลองชี้แจงให้พี่ฟังหน่อยซิ”  ผมถามติ๊กเพราะความอยากรู้จริงๆ

             “ว่าแล้วเชียว ว่าพี่เพลินต้องลืมอย่างแน่นอนเลย ผู้ชายก็เป็นแบบนี้ทุกที พูดอะไรไว้ พอนานๆ ไปก็ลืมหมด  แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวติ๊กจะเล่าเรื่องราวคราวนั้นย้อนหลังให้พี่เพลินฟังอีกครั้งก็ได้ค่ะ”   ติ๊กบอกกับผม  จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องราวที่เป็นความทรงจำในอดีตของเธอที่เกี่ยวข้องกับผมให้ผมฟัง

              โดยคำบอกเล่าของติ๊กทั้งหมดช่วยทำให้ผมได้มีโอกาสได้หมุนกาลเวลาย้อนกับไปสู่อดีตเมื่อกว่า 20 ปีก่อนได้อีกครั้งหนึ่ง



 

(๒)

 


                เมื่อปี พ.ศ.2531 ในขณะที่ผมอายุได้ 17  ปี  ขณะนั้นผมยังมีสถานะภาพเป็น “สามเณรหนุ่มน้อย” อยู่ ในปีนั้นผมได้เดินทางไปจำพรรษาและเรียนภาษาบาลีอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี  โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดกำแพงแลง  และไปเรียนหนังสือที่วัดมหาธาตุ

                ในช่วงเวลานั้น ผมได้รู้จักและสนิทสนมกับโยมที่อยู่ข้างๆ วัดหลายครอบครัวด้วยกัน  รวมทั้งครอบครัวของติ๊กเองด้วย

                เนื่องจากผมรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่ง  ก็เลยต้องใช้ความขยันเข้าช่วย เพื่อให้ตนเองสามารถจดจำสิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอนมา และจะได้สอบผ่านเหมือนคนอื่นๆ

                ดังนั้น ในแต่ละวันผมเลยต้องตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ และเมื่อกลับมาถึงวัดแล้ว ก็จะต้องท่องภาษาบาลีจนถึงเที่ยงคืนเกือบทุกวันถึงจะสามารถเข้านอนได้  พอถึงตอนตี 4 ก็ตื่นขึ้นมาอ่านและท่องทบทวนกันลืมอีก  เวลาตี 5 ก็ออกบิณฑบาตโปรดญาติโยมทั่วตัวเมืองเพชรบุรี

                กิจวัตรที่ผมปฏิบัติอยู่ได้สร้างความประทับใจให้กับญาติโยมข้างวัดทุกครอบครัว รวมทั้งครอบครัวของติ๊กเองด้วย โดยบางครอบครัวก็ให้การสนับสนุนทุนค่าสมุดหนังสือ บางครอบครัวก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เป็นรายเดือน ในขณะที่ครอบครัวของติ๊กก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างสัพเพหระ แต่ที่พิเศษสุด ก็คือ ครอบครัวนี้จะทำ “โอเลี้ยง” มาถวายผมทุกวัน  ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผมอยู่ที่นั่น

                ทุกๆ เย็น คุณแม่ของติ๊กจะทำโอเลี้ยงให้ “เจ้าตั้ม” น้องชายของติ๊กนำมาถวายผมที่วัด  แต่ก็มีบางวันที่ติ๊กก็มากับน้องชายด้วย  จนทำให้ผมมีความสนิทสนมและคุ้นเคยกับครอบครัวนี้อย่างมาก และรู้สึกเหมือนกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันจริงๆ

                ในขณะนั้น ติ๊กอายุ 12  ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.6 ในขณะที่ตั้มอายุ 11 ปี  กำลังเรียนชั้น ป.5  ทั้งติ๊กและตั้มต่างก็ผิวขาว น่ารัก และเรียนเก่งทั้งคู่

                คราวหนึ่ง ผมเข้าไปเยี่ยมครอบครัวของติ๊ก แล้วติ๊กก็ถามผมอย่างเป็นกันเองแบบเด็กๆ ว่า  “หลวงพี่คิดว่าติ๊กสวยและน่ารักไหม?”

                คำถามของเธอทำให้ผมแทบจะสำลักโอเลี้ยงออกมาเสียให้ได้ ก่อนจะยิ้มและตอบเธอไปแบบซื่อๆ ว่า “น่ารักจ๊ะ  น้องติ๊กสวยและน่ารักมากๆ เลยล่ะ”

                “จริงเหรอ?”  เธอถามเพื่อความแน่ใจ

                “จริงซิ”  ผมตอบเพื่อเอาใจเธอ

                “ถ้าติ๊กโตขึ้นและเรียนจบแล้ว  หลวงพี่จะสึกมาแต่งงานกับติ๊กไหม?”  เธอถามผมแบบซื่อๆ แต่ผมกลับรู้สึกตกใจและตกตะลึงพรึงพรืด

                “เอ่อ! หลวงพี่ตอบไม่ได้น่ะ หลวงพี่ยังเด็กอยู่เลย  และหลวงพี่ยังไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย”  ผมตอบเธอไปแบบเลี่ยงๆ ให้พ้นตัว  เนื่องจากเป็นคำถามที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ยินจากใคร

                “เมื่อติ๊กโตขึ้น เรียนจบ ทำงานแล้ว  และหลวงพี่เรียนจบแล้ว สัญญาได้ไหมว่าหลวงพี่จะไม่รักหรือแต่งงานกับใคร นอกจากติ๊กคนเดียว”  เธอถามแบบจริงจัง

                “เด็กบ้า! คุยกันเรื่องอื่นดีกว่าน่ะ คุยแต่เรื่องนี้ เดี๋ยวนรกก็กินหัวเอาหรอก”  ผมชวนเธอคุยเรื่องอื่น พร้อมทั้งขู่เธอไปในตัว

                “ไม่เอา! หลวงพี่ต้องสัญญาเรื่องนี้กับติ๊กก่อน แล้วค่อยคุยกันเรื่องอื่นๆ” เธอคาดคั้น

                “อืม! เอาล่ะ  สัญญาก็สัญญาจ๊ะ!”  ผมบอกเธอไปงั้นๆ แหละ  เพียงเพื่อจะได้เปลี่ยนเรื่องคุยเท่านั้นเอง

                “สัญญาแล้วน่ะ?” 

                “จ๊ะ ! “   ผมตอบเธอไปแบบจำยอม

                “แล้วติ๊กจะจดจำสัญญานี้เอาไว้ค่ะ”  เธอบอกด้วยอารมณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างเห็นได้ชัด 

                วันนั้น คุณแม่ของติ๊กบอกผมว่า ไม่ต้องไปถือสาหาความอะไรกับติ๊กหรอกน่ะ เพราะว่าติ๊กยังเด็กอยู่ เลยพูดเล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง  เลยทำให้ผมรู้สึกโล่งใจมากขึ้น


                หลังจากผมใช้ชีวิตอยู่ที่เพชรบุรีได้ 2 ปี ในปี 2533 ผมก็ได้เดินทางขึ้นมาเรียนหนังสือและใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ ตามที่ตนเองปรารถนาและใฝ่ฝันมาเป็นเวลานาน

                ในวันเดินทางขึ้นมาเชียงใหม่นั้น  ครอบครัวของติ๊กได้เดินทางไปส่งผมที่ท่ารถด้วย  วันนั้นผมเห็นติ๊กร้องห่มร้องไห้อย่างเป็นวรรคเป็นเวร  จนทำให้ผมรู้สึกเศร้าและสะเทือนใจตามด้วย

                เมื่อผมขึ้นมาอยู่เชียงใหม่แล้ว  ติ๊กก็ส่งจดหมายมาหาอยู่บ่อยๆ โดยผมได้ตอบเธอกลับไปทุกฉบับ  แต่ต่อมาช่วงหลังๆ ผมก็หลงๆ ลืมๆ ทำให้ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง  จนห่างเหินกันไปในที่สุด

 

 


(๓) 

 


                “ถึงตอนนี้พี่เพลินจำได้แล้วใช่ไหมว่าได้สัญญาอะไรกับติ๊กไว้บ้าง  ฮะ ฮ่ะ ?”  ติ๊ก (ผู้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นพนักงานธนาคารสาวสวยของธนาคารแห่งหนึ่ง) ถามผมขึ้นแบบขำๆ

                “อืม! พอจะจำได้บ้างแล้วล่ะ  แต่ก็ไม่ชัดเจนมากนัก”  ผมตอบแบบพยายามบ่ายเบี่ยง

                “อุตส่าห์ย้อนความจำให้ฟังขนาดนี้แล้ว ยังไม่ยอมรับอีกเหรอค่ะ ?”

                “อืม! เอาเป็นว่าพี่ยอมรับก็แล้วกันน่ะว่าพี่ผิดสัญญา และพี่ก็ต้องขอโทษติ๊กมากๆ ด้วย  ที่พี่ลืมสัญญาคราวนั้น ขอโทษด้วยที่ทำให้ติ๊กรอคอยเก้อจนขึ้นคานแบบนี้”  ผมสารภาพผิดและขอโทษเธอด้วยความจริงใจ

                ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกเครียดและจิตใจไม่ค่อยดีอยู่นั้น  ฝ่ายติ๊กเองกลับยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเฉลยออกมาว่า

                “พี่เพลิน! พี่เพลินอย่าโกรธติ๊กน่ะ ถ้าหากติ๊กจะบอกพี่เพลินว่า ที่ติ๊กพูดมาทั้งหมดนั้น ติ๊กเพียงแค่ต้องการ “อำ” พี่เพลินเล่นๆ เท่านั้นเอง  อย่าโกรธน้องสาวคนนี้นะค่ะ คุณพี่ชายที่แสนดีขา  คิคิคิ! “

                “เด็กบ้า! พูดจริงจังซะจนพี่เครียดเลย เด็กเวรเอ๊ย!”  ผมอดที่จะต่อว่าเธอไม่ได้ หลังจากที่โดนต้มมาเสียจนกระดูกเปื่อยยุ่ย  ในขณะที่ติ๊กเองกลับหัวเราะจนท้องแข็งและน้ำหูน้ำตาไหล

                จากนั้น ติ๊กก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเธอให้ผมฟัง โดยที่ผมเป็นฝ่ายนั่งฟังเธอเล่าอย่างเงียบๆ

                เธอบอกว่า หลังจากที่ผมเดินทางขึ้นมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว ทางครอบครัวของติ๊กก็ยังคิดถึงผมอยู่เสมอ โดยคุณแม่ของติ๊กได้คอยสั่งสอนให้ติ๊กกับตั้มเอาผมเป็นตัวอย่างในเรื่องของการตั้งใจเรียน ความขยัน รอบผิดชอบต่อหน้าที่ และต่อสู้กับชีวิต ซึ่งทั้งติ๊กและตั้มต่างก็ทำตามคำที่แม่สอนตลอดมา

                หลังจากที่ติ๊กเรียนจบ ม.6 แล้ว  ต่อมาก็เข้าเรียนที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี เมื่อจบออกมาก็สอบเข้าทำงานในธนาคารแห่งหนึ่งได้ ส่วนตั้มก็สอบเข้าเรียนเตรียมทหารได้ และต่อมาก็ได้เรียนที่โรงเรียนนายร้อย จปร. และจบออกมาเป็นนายทหารรับใช้ชาติอยู่ในปัจจุบัน

                ในความเป็นจริงแล้ว  หลายปีก่อนติ๊กเคยมีคนรักเช่นกัน โดยรักกันอยู่นานเกือบ 10 ปี  หากแต่ต่อมาฝ่ายชายก็บอกเลิกกับติ๊กและไปแต่งงานกับหญิงอื่น ท่ามกลางความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของติ๊ก กว่าติ๊กจะทำใจได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี และตัดสินใจที่จะไม่ขอมีความรักกับใครอีกเลย

                ส่วน “สัญญา” ระหว่างเธอกับผมนั้น  เธอบอกว่า แม้ว่าในอดีตจะเคยพูดหรือสัญญากันไว้อย่างนั้นจริงๆ แต่เธอเองก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก พูดไปตามประสาของเด็กๆ  แต่พอมีโอกาสได้คุยกับผม และผมถามเธอเกี่ยวกับเรื่องชีวิตคู่ของเธอๆ ก็เลยถือโอกาสตลบหลังและอำผมเล่นเสียเลย

                ผมฟังเธอเล่าด้วยความรู้สึกทึ่ง เนื่องจากเธอจำเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมด รวมทั้งสามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ตามลำดับอีกด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เธอสามารถทรงจำสิ่งที่ผมพูดและผมทำได้เกือบทุกอย่าง

                “ติ๊กยังจำคำพูดของพี่เพลินได้เสมอน่ะ ที่พี่เพลินเคยบอกว่า คนผิวขาว ถ้าใจดำ ก็ไม่เรียกว่าคนขาว แต่เป็นคนดำ ในขณะที่คนผิวดำ ถ้าใจดีหรือใจขาว  ก็เรียกว่าคนขาว ไม่ใช่คนดำ....และอีกอย่างหนึ่ง คนที่ตัวสูง ถ้าหากจิตใจต่ำ ก็เป็นคนต่ำ ในขณะที่คนต่ำหรือคนเตี้ย ถ้าหากว่าจิตใจเขาสูง เขาก็เรียกว่า เป็นคนสูง.....พี่เพลินคงจำคำพูดของตัวเองได้นะค่ะ”

                ผมได้แต่ยิ้มและพยักหน้าหงึกๆ ทำเหมือนว่าจำได้ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผมจำไม่ได้เลยว่าผมเคยพูดอย่างนั้นออกไปจริงๆ หรือเปล่า

                วันนั้น ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับติ๊กที่ร้านอาหารใกล้ๆ ธนาคารซึ่งเป็นที่ทำงานของเธอตอนช่วงเวลาพักเที่ยงพอดี โดยใช้เวลาพูดคุยอย่างเป็นกันเองประมาณ 1 ชั่วโมง  ก่อนที่เราทั้งสองคนจะอำลาจากกันอีกครั้งหนึ่ง....จนกว่าเราจะได้พบกันใหม่         

 

 


(๔)

 


                การพูดคุยและสนทนากับติ๊กในวันนั้น ทำให้ผมได้บทเรียนและข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง 

               ผมรู้สึกดีใจ....ที่ตัวเองไม่ได้ทำให้ชีวิตของใครต้องตกหล่น

               รู้สึกดีใจ....ที่ผมไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้ติ๊กต้องติดค้างอยู่บนคานทองตลอดชีวิตเช่นนั้น

               ดีใจและภูมิใจ....ที่รู้ว่ายังมีคนจดจำความดีงามของผมได้บ้าง

             

              จากกรณีของติ๊ก ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า....

 

                บางสิ่ง........คนหนึ่งลืมเลือน    ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับทรงจำไว้ตลอดชีวิต

                บางอย่าง.....คนหนึ่งมองไม่เห็นคุณค่าและความหมาย   ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับมองเห็นคุณค่าและความหมายที่ยิ่งใหญ่มหาศาล

                บางเรื่อง.....คนหนึ่งไม่เคยเอาใจใส่เลย  ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับดูแลและเอาใจใส่อย่างดีตลอดเวลา

                บางสิ่ง......ไร้ค่าสำหรับบางคน  แต่กลับมีคุณค่าอย่างมากมายมหาศาลสำหรับอีกคนหนึ่ง

                บางอย่าง.....คนหนึ่งมองเห็นแต่ความสกปรก  ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับมองเห็นแต่ความสะอาดและงดงาม

                บางเรื่อง......คนหนึ่งมองเห็นเมฆหมอก  ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับมองเห็นท้องฟ้าและดวงดาว

                บางสิ่ง........................................................................

                บางอย่าง.....................................................................

                บางเรื่อง......................................................................

 

 

 

 

เพลง   "ความคิด"

ศิลปิน    "สแตมป์"

(เพลงประกอบภาพยนตร์ A Moment In June)



ขอขอบคุณ....คุณหมออดิเรก(ทิมดาบ) ที่กรุณาแนะนำบทเพลงที่ไพเราะและซึ้งๆ นี้ให้  ซึ่งช่วยทำให้บันทึกนี้มีความงดงามและโรแมนติคขึ้นอีกเยอะเลย

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชาวบ้านอารมณ์ดี



ความเห็น (45)

เขียนเมื่อ 

 

มอบเพลงนี้สำหรับน้องติ๊กกับพี่เพลินครับ...ลึกซึ้งมากครับ

เขียนเมื่อ 

เอามาไม่ได้...เพลงนี้ครับพี่...http://www.youtube.com/watch?v=LDIg7_fGRMo

บางสิ่งบางอย่าง

รวมเป็นหลายสิ่งหลายอย่างนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณหมออดิเรก(ทิมดาบ)

 

* เพลงที่คุณหมอมอบให้ ไพเราะและซึ้งมากๆ เลยครับ

** ขอบคุณมากๆ เลยครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ อาจารย์โสภณ เปียสนิท

 

*นานาจิตตังนะครับ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ

** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่อาจารย์กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยมอีกครั้ง หลังจากที่เงียบหายไปเสียนมนานเลยทีเดียว

เขียนเมื่อ 

เป๊ะ......ชอบค่ะ

“ติ๊กยังจำคำพูดของพี่เพลินได้เสมอน่ะ ที่พี่เพลินเคยบอกว่า คนผิวขาว ถ้าใจดำ ก็ไม่เรียกว่าคนขาว แต่เป็นคนดำ ในขณะที่คนผิวดำ ถ้าใจดีหรือใจขาว ก็เรียกว่าคนขาว ไม่ใช่คนดำ....และอีกอย่างหนึ่ง คนที่ตัวสูง ถ้าหากจิตใจต่ำ ก็เป็นคนต่ำ ในขณะที่คนต่ำหรือคนเตี้ย ถ้าหากว่าจิตใจเขาสูง เขาก็เรียกว่า เป็นคนสูง.....พี่เพลินคงจำคำพูดของตัวเองได้นะค่ะ

ขอบคุณเข้าของความคิดนี้

และขอบคุณที่นำมาแบ่งปัน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณชลัญธร

 

*ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาทักทายและให้กำลังใจ

** ดีใจจัง ที่เรื่องนี้โดนใจคุณชลัญธรจังๆ 555

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ท่านวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--

 

* เวลาผ่านมา 20 กว่าปีแล้วนะครับ จนผมจำไม่ได้ว่าผมได้พูดกับเธออย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า....หากผมเป็นพูดอย่างนั้นจริงๆ ก็แสดงว่า ตอนนั้นผม "คม" กว่าปัจจุบันนี้เยอะเลยนะครับ 555

** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ

มารับทราบเรื่องราวดีๆ ขอให้มีความสุข

เขียนเมื่อ 

กราบนมัสการ พระมหาวินัย ภูริปญฺโญ ทิวาพัฒน์

 

*เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผมยังเป็นสามเณรน้อยอยู่เลยนะครับ เป็นความทรงจำที่ดีๆ เกี่ยวกับอดีตที่ไม่มีวันจะย้อนกลับไปได้อีก

** กราบขอบพระคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ มิตรภาพน่ารักจังค่ะ จริง ๆ ด้วยนะค่ะกับประโยคที่ว่า " บางเรื่อง.....คนหนึ่งไม่เคยเอาใจใส่เลย ในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับดูแลและเอาใจใส่อย่างดีตลอดเวลา"

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณดอกหญ้าน้ำ

 

*เราแต่ละคนต่างก็คงเคยผ่าน "บางสิ่ง บางอย่าง และบางเรื่อง" มาแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ บางครั้งเราอาจจะเป็น"อย่างแรก" ในขณะที่บางทีเราเองก็อาจจะเป็น "อย่างหลัง"....สลับกันไป

** สิ่งเหล่านี้ผมรวบรวมและเรียบเรียงมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเองนะครับ ซึ่งผมเองก็เคยเป็นทั้ง "อย่างแรก" และ "อย่างหลัง" มาแล้วเช่นกัน

***หากเป็นไปได้ ผมก็อยากจะเลือกทำหรือเป็น "อย่างหลัง" มากกว่านะครับ

เขียนเมื่อ 

มันอยู่ที่ประสบการณ์-ความคิด-ความรู้สึก-ความทรงจำของแต่ละคน ณ ตอนนั้น (ตอนที่พูด ตอนที่สัญญา) บางครั้งจำได้แม่น บางครั้งลืมสนิท แบบว่า ไม่เห็นเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย

คุณอักขณิช น่าจะนำมาเป็นข้อมูลแต่งหนังสือนะคะ


 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณ kunrapee

 

* เรื่องราวนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวนะครับ และเป็นเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับผมโดยตรง ซึ่งความจริงผมได้ลืมเลือนมันไปหมดแล้ว แต่กลับถูกรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาใหม่ เลยทำให้กลายเป็นความประทับใจและความทรงจำที่งดงามอีกอย่างหนึ่งของชีวิตผม

** คิดไม่ค่อยอกเลยครับว่าจะเขียนหนังสือแนวไหนดี หากจะเขียนแนวความรักโรแมนติคก็คงจะทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องแบบเด็กๆ และผมเองก็ไม่ได้มีความคิดอย่างนั้นด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า มันอยู่ในช่วงที่ผมกำลังเป็น "สามเณรน้อย" อยู่ หากจะเขียนเป็นนวนิยายแนวโรแมนติค ก็คงจะไม่เหมาะแน่ๆ เลย  555

เขียนเมื่อ 
 มันเป็นความรักแสนหวานของสาวน้อย   เป็นโลกสีชมพู  ของวัยสาวรุ่น    แต่ไม่ใช่โลกแห่งความจริงของเธอ   เมื่อมีรักเกิดขึ้นจริง   มันไม่หวาน  เหมือนจินตนาการของเธอ  
   แต่  เธอก็ยังความประทับใจกับรักแห่งจินตนาการ   เธอจึงยังจดจำทุกเรื่องราวได้  รักแรกพบ..เป็นความสุขของผู้หญิงค่ะ

ผู้ชายอาจไม่จริงจังกับรักอย่างนี้ก็ได้ เลยหลงลืม อิๆๆๆ (ล้อเล่น)ค่ะ

เขียนเมื่อ 

พี่...ผมมาขอโทษที่เพลงผมแย่งซีนเพลงพี่....ตอนแรกนึกว่าไม่ได้...พี่ลบออกนะครับ..ขอโทษครับพี่เพลิน

เขียนเมื่อ 

..ความทรงจำในวันเก่าช่างแสนสดใสจริงครับ อ่านแล้วเพลินตาม เพลงนี้ชอบครับ

เขียนเมื่อ 

อ่านเรื่องนี้แล้ว ตรงกับประสบการณ์ตัวเองที่เพิ่งเกิดเหมือนกันค่ะ พี่โอ๋มีโอกาสได้ย้อนระลึกถึงเพื่อนเก่าๆแล้วพบว่า บางอย่างที่เราลืมแล้ว เพื่อนทบทวนให้เราได้อย่างประทับใจ ทำให้เห็นจริงๆถึงความเป็นหนึ่งเดียวของคนทุกๆคนนะคขอบคุณบันทึกดีๆที่อ่านแล้วได้ทั้งแง่คิดและความสุขค่ะ

เขียนเมื่อ 

เรื่องราวที่เราจดจำมันได้ ไม่ว่าสุข-ทุกข์
ผมเรียกมันว่า "ความทรงจำที่เป็นปัจจุบัน"
ครับ-เราล้วนเดินทางมาจากอดีต และกำลังมุ่งไปอนาคต
และการมุ่งสู่อนาคต คือการแก้อดีตในอีกมิติหนึ่งเหมือนกัน

ชอบจังค่ะ

ในชีวิตจริง ก็มีแบบนี้นะคะ... รอคนบางคนอยู่จน ขึ้นคานเลย...ฮาาาา

:)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณครู krusorn

 

* อาจจะเป็นจินตนาการที่เกิดจากความประทับใจอะไรบางอย่างนะครับ เป็นความรักแบบเด็กๆ ของฝ่ายหญิง โดยที่ฝ่ายชายกลับไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาอะไรด้วยเลย

** ผมผูกพันกับครอบครัวของติ๊กมาก จนรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวของผมเองจริงๆ และผมก็รักติ๊กเหมือนน้องสาวแท้ๆ คนหนึ่งของผมเสมอมา โดยไม่เคยคิดอะไรเลยไปกว่านี้เลยจริงๆ (เพราะว่าผมรู้ตัวว่า ตัวเองเป็นสามเณร เป็นนักบวช และผมยังทำหน้าที่ของตนเองคือการเรียนยังไม่เสร็จ ผมยังต้องเดินทางต่อไปข้างหน้าอีกไกล)

*** ไม่ว่าหญิงหรือชาย หากเราไม่ได้สนใจสิ่งใดๆ แล้ว สิ่งนั้นก็ลืมเลือนไปหมดเหมือนๆ กันนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณหมออดิเรก(ทิมดาบ)

 

* ขออภัยด้วยนะครับ ที่ผมมิอาจจะทำตามที่คุณหมอขอร้องมาได้ ด้วยว่า....ผมได้นำเพลงที่คุณหมอแนะนำมาไปไว้ในบันทึกของผมแทนเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า บทเพลงนี้มีความไพเราะ ซึ้ง และมีความหมายที่ดีและงดงามมากๆ ทำให้บันทึกนี้น่าอ่านและโรแมนติคขึ้นเยอะเลยทีเดียว 555

** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่ให้กำลังใจและอยู่เป็นเพื่อนกันเสมอมา

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณ พ.แจ่มจำรัส

 

*เรื่องราวในวัยเยาว์มักงดงามและน่าจดจำเสมอนะครับ

** ผมเคยฟังเพลงนี้เพียงผ่านๆ นะครับ แต่พอคุณหมออดิเรก(ทิมดาบ)แนะนำเพลงนี้ให้ รู้สึกว่าไพเราะและซึ้งมากๆ ก็เลยไม่รอช้าที่จะนำมาลงไว้ในบันทึกด้วย

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณโอ๋-อโณ

 

*อดีตมีไว้สำหรับให้เราคิดถึงและโหยหานะครับ ลำพังเราเพียงคนเดียวคงจดจำอะไรไม่มากเท่าใดนัก แต่ถ้าหากมีคนอื่นๆ ร่วมจดจำไว้ด้วย เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งที่มีการย้อนเวลากลับไปหาเรื่องราวเก่าๆ เหล่านั้น ก็จะช่วยทำให้เรื่องราวเหล่านั้นมีความชัดเจนและชวนให้ประทับใจมากยิ่งๆ ขึ้น

** อดีต....เป็นสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะมีความสุขหรือทุกข์กับมัน ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะทรงจำอย่างใดไว้นะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ อาจารย์ แผ่นดิน

 

เห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์กล่าวมาทั้งหมด

ขอบคุณมากๆ เลยครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณ หยั่งราก ฝากใบ

 

โปรดดูให้ดีๆ นะครับว่าตรงจุดนั้นเป็น "คาน" จริงๆ หรือเปล่า?

บางทีมันอาจจะเป็น "หลังคา" ก็ได้นะครับ 555

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณ nobita

 

ขอบคุณมากๆ เลยครับ สำหรับดอกไม้ที่กรุณามอบให้

ขอให้มีความสุข และใช้ชีวิตอย่างเบิกบานใจอยู่ตลอดเวลานะครับ

เขียนเมื่อ 

ดีใจที่พี่เพลินชอบ และทุกคนชอบนะครับ...."สมผัสความคิด...ที่ไม่สัมผัสได้ด้วยตา...ฝากไว้บนท้องฟ้า...."

เขียนเมื่อ 

สวัสดีอีกรอบนะครับ คุณหมออดิเรก(ทิมดาบ)

 

*เพลงนี้ไพเราะและความหมายดีมากจริงๆ นะครับ เลยทำให้ทุกคนรู้สึกชอบและพลอยอยากอ่านบันทึกเรื่องนี้ตามไปด้วย

**ขอบคุณ....คุณหมอมากจริงๆ เลยนะครับ ที่กรุณาช่วยแนะนำเพลงดีๆ อย่างนี้มาให้

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

อ่านบันทึกจบนึกถึงประโยคหนึ่ง ฝากไว้ให้อ่านเล่นๆ นะค่ะ " คนหนึ่งรัก คนหนึ่งไม่รู้ คนหนึ่งเฝ้าดู คนหนึ่งไม่เห็น คนหนึ่งห่วงใย คนหนึ่งไม่เคยเป็น คนหนึ่งลืมยากเย็น คนหนึ่งไม่เคยจำ"

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณกอหญ้า

 

* ประโยคที่นำมาฝากด้านบน เข้ากันได้อย่างดีนะครับกับบริบทของบันทึกเรื่องนี้ เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในชีวิตของคนเราทุกคน

** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรณุาแวะเข้ามาเยี่ยมเยือน

เขียนเมื่อ 

สิ่งที่ประทับใจ..อาจจะเป็นสิ่งที่ดีในชีวิต หรือสิ่งที่ไม่ดี ในชีวิต ย่อมทำให้บุคคลนั้นจดจำได้ดี ยิ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกของชีวิต ยิ่งฝังลึกไม่รู้เลือน ...อ่านเรื่องสั้น สนุกได้แง่คิด ครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณแว่นธรรมทอง

 

* คนเราจะจดจำเรื่องราวในดีตได้ดีใน 2 เรื่องนะครับ คือ สิ่งที่ดีที่สุดหรือประทับใจที่สุด....กับ....สิ่งที่แย่หรือเลวร้ายที่สุด ส่วนเรื่องราวอื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วมักจะลืมเลือน

** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ

เขียนเมื่อ 

มาเจอเอาเมื่อเกือบ 1 ปีผ่านไป ขออนุญาตนำไปเป็นบันทึกประทับใจใน Happy Ba นะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  คุณหมอปอ


โอ! ผมนึกว่าคุณหมอเคยแวะเข้ามาอ่านแล้วเสียอีกนะครับเนี่ย

ขอบคุณมากๆ ครับ  ที่กรุณานำไปเป็นบันทึกประทับใจใน Happy Ba  ด้วย

เขียนเมื่อ 

ตามมาชมบันทึกที่คุณหมอ ป. ประทับใจมาค่ะ  ได้ทั้งความสุขและอรรถประโยชน์จริง ๆค่ะ  อ่านแล้วขนลุก ดีใจที่ไม่ได้ไปขอสัญญากับพระรูปใดมาก่อน และโชคดีที่เจอกันตอนสึกแล้ว ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิด 

เห็นอย่างนี้ น้องเพลินละเอียดอ่อนนะคะ สมกับที่เป็นคุณพ่อของลูกสาวสองคน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  พี่กิ่ง Sila Phu-Chaya


อ่านคอมเม้นท์ของพี่กิ่งแล้วฮามากๆ เลยละครับ  555

ผมนึกไม่ถึงจริงๆ นะครับว่า คุณหมอ ป. จะประทับใจบันทึกนี้ ทั้งที่บันทึกของท่านอื่นๆ ที่เขียนได้ดีกว่านี้ก็มีอยุู่ตั้งหลายเรื่อง  เลยทำให้ผมต้องกลับมานั่งอ่านย้อนหลังอีกตั้งหลายรอบ เพื่อค้นหาสิ่งที่ทำให้คุณหมอ ป.ประทับใจ

ซึ่งคิดคะเนเอาไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงสุดท้ายของบันทึกนะครับ   คิคิคิ

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับผม ผมตามมาจาก http://www.gotoknow.org/posts/535918
  • พออ่านจบ "โอ้โห" เรียบง่าย ได้สาระ ภาษาสวย
  • ขอบคุณครับผม
เขียนเมื่อ 

มาย้อนอ่านที่บล็อกเกอร์ชั้นนำชื่นชอบ โอ้...พี่พลาดบันทึกแบบหักมุมจากที่ติดตามอ่านได้ไงนี่...อภัยให้เรียมเถอะพี่ขวัญ ..ว๊ายๆบ่าใจ้เนาะ...พี่ว่าถ้าพบพระเพลินวันนั้นก็คงแอบเมาล่ะเพราะอู้ดีบ่าหนีไปไหนน่ะก่ะ....คริ...คริ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณ nmintra


ขอบคุณมากๆ ครับ ที่ติดตามอ่านย้อนหลังและชื่นชอบบันทึกของผมเรื่องนี้

ขอบคุณมากๆ ครับ สำหรับคำชมและกำลังใจที่มอบให้กับบันทึกนี้ครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  พี่ krutoom


ตอนนั้นผมเป็นเณรน้อยอายุ 17 ปีนะครับ และน้องติ๊กก็อายุเพียง 12 ปีเท่านั้นเอง 

ผมยังเป็นเณรน้อยที่ไร้เดียงสาอยู่เลยนะครับ  แถมยัง "สึงตึง" เรื่องความรักอีกต่างหาก ก็เลยรอดตัว

แล้วบุพเพสันนิวาสก็ทำให้ผมได้มาพบรักกับสาวงามเมืองเชียงใหม่แทน และหนีไปไหนไม่ได้จนถึงทุกวันนี้   555

ใจตรงกันกับอาจารย์หมอป.ค่ะ ขออนุญาตเลือกนำไปถอดบทเรียนเพราะพลาดไม่ได้อ่านบันทึกนี้มาแต่แรก และเห็นว่า เป็นบันทึกในแนวที่ต่างไปจากบันทึกอื่นๆ ของ "คุณอักขณิช" ที่ได้อ่านมา 

เลือกได้แล้ว  6 เรื่องจาก 8 เรื่อง ตาม Happy 8 ค่ะ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ 7 ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะเลือกเรื่องของคุณอักขณิช ในประเด็น Happy Soul เรื่อง "สัญญา...ของสามเณร" (ขออนุญาตตั้งชื่อให้พ้องกับเรื่องนะคะ) นี่ก็เเกิดขึ้นในวัดและใกล้วัด คงพอจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาได้นะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  ป้าวิ ไอดิน-กลิ่นไม้


รู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณมากๆ ครับ ที่ป้าวิจะนำบันทึกเรื่องนี้ไปถอดบทเรียนใน Happy Ba

ดูเหมือนว่าป้าวิจะใจตรงกันกับ คุณหมอ ป. เลยนะครับ  555