วันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุด พระเณรญาติโยมได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อมาประพฤติปฏิบัติเดินตามรอยของพระพุทธเจ้า...


พระพุทธเจ้าท่านสร้างบารมีสร้างความดี ท่านทำเป็นตัวอย่าง พระเณรญาติโยม เป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ได้พากันสร้างความดีสร้างบารมี การสร้างบารมีก็ได้แก่ “ไม่มาทำตามจิตตามใจของตัวเอง มาทำตามพระธรรมพระวินัย”


พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เสียสละ ท่านเป็นผู้ให้ ท่านปล่อยท่านวาง ท่านไม่ขี้เกียจขี้คร้านติดสุขติดสบาย ไม่สะสมอะไร มีแต่ให้มีแต่เสียสละ ไม่อยากใหญ่ไม่อยากดัง ไม่อยากมีชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่ต้องการให้เค้าเคารพบูชา ท่านไม่มีตัวไม่มีตน


ที่เหลืออยู่ ชีวิตที่ของพระพุทธเจ้าท่านมีผ้านุ่งผ้าห่ม ๓ ผืน บาตรเพียง ๑ ใบ ร่มก็ไม่มี รองเท้าก็ไม่มี เป็นผู้ปล่อยจริง เป็นผู้วางจริง ๆ เค้าสรรเสริญนินทาก็ไม่ยินดียินร้าย ของปฏิกูลและของหอมที่จะได้กลิ่นก็ไม่มีอะไรที่จะแตกต่างกัน ชีวิตของพระพุทธเจ้าจึงเป็นชีวิตที่สะอาด บริสุทธิ์ ประเสริฐ เป็นที่บูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย...


พวกเราเป็นผู้ที่เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า เรามาถือคติถือแบบอย่าง ถือว่าเราเกิดมาชาตินี้เพื่อทำความดี เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้ เป็นผู้ไม่เอา เป็นผู้มีแต่ความเมตตาและสงสาร สงสารทั้งตัวเอง สงสารทั้งผู้อื่น


เราต้องรักตัวเองสงสารตัวเองด้วยการทำตัวเองด้วยการเสียสละ เรารักคนอื่นสงสาร คนอื่นด้วยการเป็นผู้ให้ ให้วัตถุข้าวของเงินทอง ให้คำพูดที่ดี ๆ ให้การกระทำที่ดี ๆ


ทุกคนเกิดมาในโลกนี้มันมีความทุกข์ทั้งทางกาย... กายของเราต้องมีทุกข์ ต้องบริโภคอาหาร ต้องเจ็บไข้ไม่สบาย ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องเจ็บต้องตาย
เป็นทุกข์ในการประกอบอาชีพ... คนเราเกิดมาแล้วมันมีร่างกาย มันต้องมีภาระมีอาชีพ มีการมีงาน ต้องขวนขวายเรียนรู้ตั้งแต่ตัวน้อย ๆ เพื่อมีการมีงาน และต้องทำงานตั้งแต่ หนุ่มแต่สาวจนแก่เฒ่า


มีความทุกข์กับเรื่องญาติ เรื่องพ่อ เรื่องแม่ เรื่องลูก เรื่องหลาน อีกทั้งลูกน้องพ้องบริวาร เราต้องเป็นทุกข์กับเขาเพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา


ทุกคนที่เกิดมามันต้องมีความทุกข์อย่างนี้แหละ...


เราต้องเมตตาเขาสงสารเขา ให้ความเมตตาเขาทั้งคำพูดทั้งการกระทำ เราต้องเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละ


เราถือว่าเราเกิดมาเพื่อสร้างความดีสร้างบารมี...


การรักษาศีล การประพฤติปฏิบัติธรรมก็คือการเสียสละ การทำสมาธิก็ได้แก่การเสียสละ การทำความดีทุกอย่างก็คือการเสียสละ


ทุกท่านทุกคนก็อยากพากันไปพระนิพพาน ถ้าเราไม่เสียสละก็ไปพระนิพพานไม่ได้นะ


เสียสละก็คือ การที่เราเอาของเสียออกจากใจของเรา เอาของที่มันไม่ดีออกจากใจ ของเรา ออกจากคำพูดของเรา ออกจากการกระทำของเรา “พระพุทธเจ้าแสดงธรรมทุกกัณฑ์ท่านก็ตรัสแต่เรื่องความเสียสละ เรื่องละความเห็นแก่ตัว...”


ถ้าเราทำอะไรเพื่อจะเอา เพื่อจะมี เพื่อจะเป็น มันไม่ถูก เราต้องทำเพื่อเสียสละ เพื่อปล่อยเพื่อวาง เพราะถ้าเราทำเพื่อเอาเพื่อมีเพื่อเป็นมันไม่ถูกต้อง มันเครียด มันทุกข์ มันเป็นการพอกพูนกิเลส สะสมกิเลส อยากร่ำอยากรวย อยากเด่นอยากดัง มันทำเพื่อ อยากใหญ่อยากโต เดี๋ยวความดีจะให้โทษแก่เรา ความดีจะเป็นพิษเป็นภัยแก่เรา…


ถ้าเราทำอะไรยังหวังสิ่งตอบแทนอยู่ ยังหวังคำว่าขอบคุณอยู่ ความคิดนั้นยังเป็นบาปเป็นอกุศลอยู่ ยังเป็นเราอยู่ ยังเป็นพระ เป็นญาติ เป็นโยมอยู่ ยังเป็นหญิงเป็นชายอยู่ สิ่งที่เราทำมันไม่เป็นสัมมาทิฐิ มันยังไม่ถูกต้อง


คนเรานี้มันติดนะ... ติดในสุข ติดในตัวในตน ติดในความสะดวกสบาย มันเลยกลายเป็นนิวรณ์ สะสมกิเลส


ความสุขนี้มันเป็นสิ่งเสพติดนะ... เค้าติดยาบ้าติดฝิ่นติดกัญชาติดเหล้า ถ้าเรามาติดสุขติดสงบติดสบายนี้มันก็เหมือนกันนั่นแหละ มันก็มาหลงตัวเองอย่างนี้แหละ หลงว่าตัวเองดีกว่าเขา ตัวเองเก่งกว่าเขา หรือว่าตัวเองเสมอกับเขา มันเป็นทิฐิมานะ มันเป็นอัตตาตัวตน


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาต่อเรา เพราะเรามีอัตตาตัวตนวัฏฏะสงสารมันถึงเกิดขึ้นแก่เรา “เพราะสิ่งภายในใจของเรามีสิ่งภายนอกมันถึงมี...”


ฝึกปล่อยฝึกวางทั้งที่ชอบใจไม่ชอบใจหรือเฉย ๆ ต้องปล่อยให้หมด กลับมาหาตัวเอง กลับมาหายใจเข้าก็ให้รู้ชัดเจนสบาย หายใจออกก็ให้รู้ชัดเจนสบาย เรามาทำการทำงานอยู่กับหายใจเข้าก็ให้มันเข้าสบายออกสบาย


ทำไมมันถึงสบาย...? มันสบายเพราะลมเข้าลมออกมันสะอาดบริสุทธิ์ มันปราศจากตัวตนนะ...


พระพุทธเจ้าท่านให้เราฝึกอาณาปานสติไว้บ่อย ๆ ทุกอิริยาบถ


เราทำได้... เราทำงานไปก็มีความสุขกับการทำงาน ไม่มีอัตตาตัวตนอะไร ต้องเสียสละ ต้องไม่มีตัวไม่มีตน ต้องมีความสุขกับการทำงาน เราจะได้ทั้งสติ ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา ความดับทุกข์ของเรามันก็มีกับเราทุก ๆ อิริยาบถ เพราะกายกับใจของเรามันอยู่ด้วยกัน


กายกับใจมันอยู่ด้วยกันมันก็สงบ เมื่อมันสงบเค้าเรียกว่าคนมีสมาธิ คนมีหัวใจติดแอร์คอนดิชั่น จิตใจมันก็มีปิติ สุข เอกัคตา มีความดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน เอาการเอางาน มาเป็นสติ มาเป็นสมาธิ มาเป็นปัญญา มันก็เป็นการงานชอบ สิ่งไหนมันดี ๆ น่ะเราก็คิดได้ คิดให้มันเกิดศีล เกิดสมาธิ เกิดปัญญา


ศีลก็ได้แก่การกระทำใด ๆ ที่มันไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นแหละ เค้าเรียกว่า “ศีล...”


สมาธิก็แปลว่า สิ่งที่ปราศจากนิวรณ์ คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็คือสมาธิ มันคือไม่เอา ไม่มี ไม่เป็น มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เรามีสมาธิ จิตใจของเรามันมีความสุข มีความสงบ


คนเราถ้ามีความสุขมีความสุขปัญญามันจะเกิด เพราะทุกวันนี้ปัญญามันไม่เกิด เพราะมันเครียด มันมีตัวมันมีตน มันเป็นมนุษย์สายพันธุ์เครียด สายพันธุ์โกรธ สายพันธุ์ มีความทุกข์ มันทำตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ตัวเอง มันคิดว่ามันจะได้จะมีจะเป็น ความคิดเห็นที่มันไม่ถูกไม่ต้องมันจึงทำร้ายตัวเอง มันไม่ใช่ปัญญามันเป็นอวิชชาเป็นความหลง


เรามาเดินตามรอยเหมือนพระพุทธเจ้า มาสร้างบารมีเหมือนพระพุทธเจ้า เราจะเก่งกว่าพระพุทธเจ้าไปไม่ได้ เราอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญา คิดว่าตัวเองฉลาด คิดอย่างนี้มันตั้งอยู่ ในความประมาท


อย่าไปเอาความคิดความเห็นของตัวเองเข้าไปแทรกแซงเข้าไปปรุงแต่ง ให้ถือนิสัย ของพระพุทธเจ้า ถือธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้วสอนไว้ดีแล้ว เราไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรอีก เราพยายามบังคับตัวเองให้เดินตามพระพุทธเจ้า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มันอยู่ในอริยมรรคที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้ว


ชีวิตนี้มันตั้งอยู่ไม่ได้นาน ทุกท่านทุกคนต้องทำความดีสร้างบารมีแข่งกับเวลา ต้องอด ต้องฝืน ต้องทน ต้องพยายาม ต้องทวนกระแสจิตใจตัวเองทวนอารมณ์ตัวเอง ถ้าเราปล่อยไปอย่างเก่ามันต้องแย่ไปกว่าเก่า

 


“ถ้าเราต้องการสิ่งที่ดีต้องแก้ไข ต้องการสิ่งที่ประเสริฐต้องแก้ตัว...”


คนเรามันแก่ไปทุกวัน แก่ทั้งตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน


พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุข ให้เราเสียสละในการทำความดี ก็ต้องรีบต้องทำ ไม่มีใครที่จะทำแทนเราได้ ทำให้เราได้


อย่าเป็นคนใจอ่อน อย่าเป็นคนอ่อนแอ... สติสัมปชัญญะของเรามันจะไม่สมบูรณ์ คนใจอ่อน คนอ่อนแอ คนที่มีความกลัวต่อความดีเค้าเรียกว่า “คนมีหัวใจเป็นอสุรกาย...”


คนกลัวความดี มันไม่อยากทำความดี มันไม่ตายอสุรกายก็มาสิงในตัว เมื่อมันกลัวแล้ว สติสัมปชัญญะมันก็ไม่สมบูรณ์


ไม่ต้องกลัว...! ให้มันตายเพราะความดี ตายเพราะเสียสละ


คนรวยมันก็ติดสุข คนจนมันก็ติดสุข เพราะความสุขมันติด เมื่อมันติดมันก็ไม่อยากละ อยากปล่อย อยากวาง เราเลยกลายเป็นอสุรกายเมื่อเรายังไม่ตาย


คนรวยตายไปแล้วส่วนใหญ่มักไปเกิดในนรก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนั้น คนรวยตายไปแล้วถึงไปเกิดในนรกเป็นส่วนมากเพราะมันติดสุข ติดขี้เกียจขี้คร้าน เพราะมันไม่เสียสละ ทำอะไรเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า


ให้ทุกท่านทุกคนรู้ว่าที่ตัวเองจะทำดี ๆ มันไม่อยากทำ นี่แหละเป็นข้อวัตรปฏิบัติของเรา เราต้องทำเราต้องฝืนทน มันเป็นตัวความรู้สึกที่อยู่ในใจของเราทุกคน


“เราอย่าเอาความขี้เกียจเป็นการปล่อยวาง” ส่วนใหญ่นึกว่าปล่อยวาง ไม่ใช่! ที่แท้เราขี้เกียจ...


ถ้าไม่เข้าใจ เราเป็นคนบ้าก็คิดว่าเราเป็นพระอรหันต์... พระอรหันต์ท่านไม่มีขี้เกียจ ท่านไม่มีนิมิต ไม่มีสะดุดในจิตในใจที่ให้ท่านมาติด


การเดินจงกรมคือการออกกำลังกายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านออกกำลังกาย ทุกวันนะ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะไม่ได้เสื่อมโทรมเร็ว เราเดินตามรอย ของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องออกกำลังกายทุกวัน เพื่อให้ร่างกายของเราแข็งแรงปราศจากโรคภัย เพื่อจะได้ไม่แก่เร็วตายเร็ว


การเดินจงกรมของพระเณร เดินกลับไปกลับมา ไม่ต้องคิดอะไร มีสติอยู่กับการเดิน ให้มีความสุขอยู่กับการเดิน ไม่ต้องคิดอะไร เพราะคนเรามันคิดมากอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายก็คือ เดินออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง ให้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์


ผู้เดินจงกรมนาน ๆ ทำให้สมาธิตั้งได้นาน คนออกกำลังกายนาน ๆ ทำให้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ร่างกายแข็งแรง ญาติโยมทั้งหลายก็ต้องพากันออกกำลังกาย จะออกด้วยวิธีใด ก็แล้วแต่ แต่ต้องออกกำลังกาย ถ้าไม่ออกกำลังกายไม่ได้ ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง แกว่งแขน โยคะ ไทเก๊ก พยายามออกสม่ำเสมอให้ติดต่อกัน ถ้านาน ๆ ออกครั้งหนึ่งมันไม่ติดต่อกัน ทำให้ร่างกายมันเจ็บช้ำ ร่างกายมันต้องการให้ออกกำลังกาย มันถึงมีกำลังมันถึงแข็งแรง


จิตใจมันต้องการความสงบ เพราะเราเอาจิตใจของเราไปใช้ไม่เป็น คิดสะเปะสะปะ ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นบุคคลที่หัวใจเร่ร่อน พเนจร มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์


พระพุทธเจ้าท่านบอกเราสอนเรา ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว ให้อยู่กับการทำงาน...
คนเราอย่าไปคิดอะไรมันมาก คิดอยากจะได้เดือนได้ดาวมันก็ไม่ได้ คิดไม่อยากให้มันแก่มันก็แก่ คิดไม่อยากตายมันก็ตาย คิดอยากให้ลูกเป็นอย่างนี้ คิดอยากให้คนนั้นเป็นอย่างนั้น มันหาเรื่องหาราวให้ตัวเองปวดหัวให้ตัวเองฟุ้งซ่านเปล่า ๆ ให้ใจมันป่วย ให้ใจมันผอม


ฝึกจิตใจให้ใจของเราสงบ ให้ใจของเราอยู่กับเนื้อกับตัว...


เราแก่แล้วแต่ใจไม่ยอมแก่นะ ใจมันชอบเที่ยวชอบพเนจร คนเรามันทุกข์เพราะความคิดหาเรื่องหาราวให้ตัวเอง อยู่ดี ๆ มันไม่ชอบ มันพยายามสร้างปราสาทสร้างวิมาน หาความสุข อยากได้อยากมีอยากเป็น


อย่าไปคิดมันเลย คิดแล้วก็ไม่ได้อะไรหรอก...


พยายามฝึกใจตัวเอง ตัวที่ฝึกก็คืออานาปานสตินี้แหละ พยายามหายใจเข้าหายใจออกชัดเจน พยายามผูกจิตของเราอยู่กับลมหายใจ ปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้มันมีมาก สิ่งที่เราจะแก้ เราไม่ต้องไปแก้ปัญหาทางโลกหรอก เรามาแก้ที่จิตที่ใจ ให้ใจของเรารู้จักอารมณ์ ไม่วิ่งตามอารมณ์

 


เมื่อมีปัญหาต่าง ๆ เราพยายามมาแก้ที่จิตที่ใจของเรา เพราะใจของเรามีปัญหา สิ่งภายนอกถึงมีปัญหา


สิ่งภายนอกถือว่ามันดี ให้เราได้สร้างบารมี ให้เราได้มีศีล สมาธิ ปัญญา ให้เราได้สร้างบารมีตามพระพุทธเจ้า ให้เราได้คิดอย่างนี้นะ พยายามแก้ที่เรา...


หวังว่าพระเณรแล้วก็ญาติโยมจะได้สร้างบารมีตามรอยของพระพุทธเจ้า ตามรอยของพระอรหันต์ ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...



พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันเสาร์ที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕