ก่อนที่ผมจะศึกษาพระเครื่อง ผมได้ศึกษาและสะสมเหรียญกษาปณ์โบราณเพื่อเข้าใจประวัติศาสตรเศรษฐกิจ การใช้เงิน ทอง และศิลปะในเงินต่างๆ ของดินแดนสุววรณภูมิในอดีต ที่ย้อนไปถึงสมัยฟูนัน และทวาราวดี เป็นส่วนใหญ่
ทำให้ผมเข้าใจถึงความเชื่อมโยงเชิงเส้นตรงของยุคต่างๆ จากฟูนัน มาจนถึงยุคปัจจุบัน
แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า
ในความจริงนั้น การพัฒนาการมิได้เป็นเส้นตรงเดี่ยวๆ อย่างต่อเนื่องกันแบบที่เขียนไว้ในตำราประวัติศาสตร์ทั่วๆไป
ที่เน้นชาตินิยมและให้คนอ่านเข้าใจแบบง่ายๆ ลดข้อสงสัย ความแปรปรวนและความไม่แน่นอนลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แบบว่า ถ้าลำบากนักก็ข้ามไป ไม่กล่าวถึงเสียเลย ง่ายๆ
ทำให้คนอ่านง่ายแต่ขาดความจริงไปมากพอสมควรทีเดียว
เพราะในความจริงนั้น
แต่ละดินแดนมีชนเผ่ามากมายหลายร้อย ที่มีอำนาจครอบครองตนเองได้พอสมควร มีศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี อย่างหลากหลาย ที่บันทึกอย่างไม่เป็นตัวหนังสือไว้ในของใช้ไม้สอย สถานที่โบราณ และแหล่งโบราณคดี สิ่งก่อสร้าง เงินตรา และที่สำคัญคือ สิ่งสักการะบูชาของเขา
นี่คือที่มาของแนวคิดในการศึกษาพระเครื่องของผม
พอๆกับการศึกษาธนบัตรของชาติต่างๆทั่วโลก ทั้งเก่าและใหม่ ที่ผมพอจะหาเก็บไว้ได้ สะสมไว้ และมีไว้ในครอบครอง เพื่อการศึกษาจำนวนมากทีเดียว
สำหรับยุคสมัยในดินแดนสุวรรณภูมินั้น ท่านที่เคยเรียนประวัติศาสตร์มาแล้วคงจะพอนึกออก แต่การสอนนั้นได้เน้นเมืองศูนย์กลางมากเกินไป จนทำให้เราเข้าใจว่ามีเมืองต่างๆอยู่เท่านั้น แล้วก็ย้ายไปย้ายมาแบบโรงลิเก ที่คนกลุ่มเดิมย้ายไปตั้งหลักแหล่งที่นั่นที่นี่
แต่ในความเป็นจริง น่ามีคนหลายกลุ่ม หลายเผ่า ตั้งถิ่นฐานอยู่กันคนละที่
อาจจะมีอิทธิพลถึงกันบ้างในเชิงเศรษฐกิจ และการปกครอง ที่อาจจะมีผลถึงการนับถือศาสนาและวัฒนธรรม
ดังนั้นคำว่ายุคสมัยน่าจะหมายถึงอิทธิพลและความรุ่งเรืองของแต่ละเมืองมากกว่า
และเมืองที่มีอายุยาวนานมาก่อนประวัติศาสตร์อย่างเช่น บ้านเชียง และเมืองอื่นๆในดินแดนสุวรรณภฺมิก็ดูเหมือนจะไร้ความหมายในมิติของประวัติศาสตร์ กลายเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ไป
แต่ ในยุคประวัติศาสตร์ เช่น ในยุคสมัยฟูนัน ประมาณ 1600 ปีที่แล้ว ที่คาดว่ามีศูนย์กลางอยู่แถบตอนบนของภาคกลาง ก็มีการกระจายตัวของชุมชนไปทั่วดินแดนสุวรรณภูมิ มีการพบเหรียญและวัตถุโบราณศิลปะยุคฟูนันโดยทั่วไป แล้วก็มากลืนเข้ากันกับยุคทวาราวดีในระยะต่อๆมา

พระกรุนาดูน ศิลปะคุปตะ ยุคทวาราวดี
และในยุคทวาราวดี ประมาณ 1400 ปีมาแล้ว (พ.ศ. 1150)ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐม ก็พบแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยมากมายทั่วดินแดนสุวรรณภูมิ ที่อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ได้บันทึกและแจงไว้ในหนังสือของท่านในหลายวาระ ยุคดังกล่าวก็ค่อยๆเกิดและมาเลือนหายไปจากหลักฐานทางโบราณคดีสมัยอาณาจักรสุโขทัย
และในขณะเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มียุคศรีวิชัย เกิดขึ้นมาทางเกาะสุมาตรา แผ่อิทธิพลมาถึงภาคใต้ของไทย ตั้งแต่สมัย พ.ศ. 1100 แล้วก็มากลืนกันเข้ากับสมัยทวาราวดีของดินแดนตอนบนและหายไปสมัยอาณาจักรสุโขทัยประมาณ พ. ศ. 1800 เช่นกัน
พระหูยานลพบุรี
ปลายๆของยุคทวาราวดี ประมาณ พ.ศ. 1600 ก็มีอิทธิพลของขอม ที่มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองลพบุรี ค่อยๆคืบคลานเข้ามามีอิทธิพลทางการปกครอง และสังคม ที่มีอิทธิพลอยู่ได้ประมาณ 200 ปี ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ตะวันตก และตะว้นออก มีเมืองใหญ่ๆ ลงไปถึงรอบๆ ทะเลสาบเขมรในปัจจุบัน แต่ยุคขอมก็สิ้นสุดลงในสมัย สุโขทัย เช่นกัน

พระรอดมหาวัน ศิลปะลำพูน ตอนปลายของยุคลพบุรี
ในยุคปลายๆของขอม ก็มียุคย่อยๆ ที่พบอิทธิพลเฉพาะเขต เกิดขึ้นทางเหนือมีศูนย์กลางที่ลำพูน เชียงแสน และทางภาคกลาง มีศูนย์กลางที่อู่ทอง ที่พัฒนามาก่อนสุโขทัย แต่มารุ่งเรืองในสมัยปลายๆสุโขทัย จนเป็นที่มาของการตั้งกรุงศรีอยุธยาในระยะต่อมา

พระผงสุพรรณศิลปะอู่ทอง
สำหรับยุคสุโขทัยประมาณ 90 กว่าปี ระหว่าง พ.ศ. 1800-1894 ก็มีการพัฒนาทางสังคมโดยทั่วไป ที่ยังมีความหลากหลายของชนเผ่า และวัฒนธรรม และมีการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจมากพอสมควร เมืองทุกเมืองร่วมสมัยจะค่อนข้างมีอิสระในการพัฒนาของตนเอง ไม่ค่อยพบอิทธิพลครอบงำเหมือนในสมัยที่ผ่านมาจากฟูนันจนถึงลพบุรี

พระชินราชใบเสมา ศิลปะร่วมอู่ทองและพิษณุโลก
พอเข้ายุค 400 ปีของ อยุธยา พ.ศ. 1894-2310 สังคมเริ่มเปิดกว้างและใหญ่โตมากขึ้น มีการพัฒนาอย่างเป็นอิสระทางศิลปะของท้องถิ่น พอกล่าวถึงศิลปะอยุธยาเลยเน้นไปที่เขตรอบๆเมืองอยุธยาเดิมเสียมากว่า

พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์เล็ก ศิลปะสุโขทัย ปรับเป็นศิลปะกำแพง
แต่ในสมัยนั้น ก็จะยังมี ศิลปะกำแพง ศิลปะสุโขทัย ศิลปะพิษณุโลก ศิลปะพิจิตร ศิลปะอู่ทอง ศิลปะล้านนา และศิลปะลำพูน อยู่ด้วย ในแบบเฉพาะเขต เฉพาะพื้นที่

พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ศิลปะเชียงแสนผสมสุโขทัย
กลายเป็นศิลปะกำแพง
ฉะนั้น เมื่อพิจารณาศิลปะ ต้องประกอบด้วยอายุและความเก่าของพระจึงจะเข้าใจว่า "ถึงยุค" หรือไม่
หลังจากนั้น ก็เข้ามาในยุครัตนโกสินทร์ ที่มาถึงยุคพระสมเด็จเป็นส่วนใหญ่
ที่เริ่มจริงๆประมาณ พ.ศ. 2390-2400 ที่ถือว่าเป็นพระสมเด็จยุคแรก ที่มีเนื้อและพิมพ์แบบโบราณ แกะพิมพ์โดยช่างทองรอบๆวัด

พระสมเด็จยุคต้น
ปี พ.ศ. 2409-2415 เป็นยุคปลาย โดยเน้นที่ศิลปะของหลวงวิจารณ์เจียรนัย ที่ใช้ในการสร้างสมเด็จสามวัด คือ วัดระฆัง วัดเกศไชโย และวัดอมตรส (บางขุนพรหม) ตามลำดับ

พระสมเด็จวัดระฆังยุคปลาย
ดังนั้นระหว่าง 2400-2409 จึงเป็นพระสมเด็จยุคกลางที่แกะพิมพ์โดย หลวงวิจิตรนฤมล และหลวงสิทธิ์โยธารักษ์

พระสมเด็จวัดระฆังยุคกลาง
ที่มีเอกลักษณ์ของพิมพ์แตกต่างกัน
หลังจากสิ้นท่านสมเด็จพุฒาจารย์โต ปี พ.ศ. 2415 ก็บรรจุกรุพระสมเด็จบางขุนพรหม ปี พ.ศ. 2416

พระสมเด็จบางขุนพรหม
ด้วยความนิยมพระสมเด็จ จึงเริ่มมีพระสมเด็จเก๊ระบาดมาตั้งแต่นั้นมา
สำหรับรุ่นลูกศิษย์ท่านสมเด็จพุฒาจารย์โต ก็ได้สร้างพระสมเด็จต่อมา แต่ใช้พิมพ์ที่แกะใหม่ ไม่เหมือนเดิม และเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ที่จำแนกได้โดยง่าย เช่น หลวงปู่นาค หลวงปู่หิน หลวงปูภู หลวงปู่ลำพู ฯลฯ เป็นต้น

พระสมเด็จหลวงปู่ภู
ในระยะต่อมา ก็มีการสร้างเหรียญ พระปิดตา พระผงยา กันมาเรื่อยๆ
หลังจากการเปิดกรุบางขุนพรหมอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี พ.ศ. 2500 ก็มีการสร้างพระสมเด็จรุ่นหลังๆ โดยใช้มวลสารและต้นแบบทั้งของวัดระฆัง และบางขุนพรหม มาอีกหลายรุ่น และโดยเกจิอาจารย์อีกหลายสิบวัด ที่สามารถติดตามได้ในแต่ละท้องถิ่น เพราะยังเป็นพระที่นิยมกันในระดับท้องถิ่นมากกว่า
ดังนั้น การศึกษาพิมพ์ และศิลปะในพระเครื่อง จะทำให้เราเข้าใจที่มาและพัฒนาการของชนเผ่า ชุมชน ศิลปะ และวัฒนธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่เป็นที่มาของพระกรุและพระเครื่องในดินแดนสุวรรณภูมิของไทย จากอดีตเกือบสองพันปี จนถึงปัจจุบัน ได้ดีกว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ชาตินิยมเพียงอย่างเดียว
ผมไม่ผิดหวังจริงๆ อาจารย์ทำเป็น หนังสือด้วยครับ เอาแบบมีเนื้อเรื่อง ของใช้หรือพระเครื่องแต่ละยุค พร้อมหลักฐาน เหมือนจิตร ภูมิศักดิ์ ที่อ้างหลักศิลาจาลึกอะครับ ผมอ่านหนังสือท่านจืตรเล่มหนึ่ง เขียนเป็นผหญาบ้านเฮา ท้าวยักกุมพันก็คือทศกัณ ส่วนสังสินชัยก็น่าจะเป็นพระราม 55 ถูกหรือผิดแต่ผมคิดไปแล้วครับ ขอบคุณสำหรับคามรู้ครับ