เจ้าพ่อการตลาด:ภาพสะท้อนสังคมไทย

                                                                            

เจ้าพ่อการตลาด : ภาพสะท้อนสังคมไทย

ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ผู้รังสรรค์นวนิยายแนวธุรกิจ เรื่องเจ้าพ่อการตลาด โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครเอก(Character) สมชาย สาระสำคัญมีเนื้อหาในแวววงทางธุรกิจ กลุยุทธ์ และแนวคิดทางการตลาด โดยสอดแทรกหลักการและคติธรรมไปโดยตลอดทั้งเรื่อง

เจ้าพ่อการตลาดสะท้อนภาพสังคมในช่วงก่อน ค.ศ.20 หรือประมาณ ค.ศ.1972-1978 ดังข้อความแสดง ที่ว่า                                            “ซัมมิท มีทติ้ง ครั้งที่1 ที่ Bali, Feburary 1976” (ไกรฤทธิ์:4)

“.......................เป็นผลมาจาก ASEAN CCI ตั้งแต่เมื่อปี 72 แล้ว และมี Working group รองรับ เช่น

WGIC และ COIME ที่ประชุมกันเมื่อ June 1978” (ไกรฤทธิ์:5)

“การประชุมซัมมิท ครั้งที่ 2 ที่ KL, August 1977” (ไกรฤทธิ์:6)

                ซึ่งหากจะเปรียบเทียบสภาพสังคมกับโลกตะวันตกในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พบว่า ชาติผู้นำบางชาติ เช่นสหรัฐอเมริกา มีช่วงระยะเวลาที่ตกต่ำมาก่อนหน้านี้แล้ว (ประมาณปี ค.ศ.1930) ทั้งในด้านภาวะทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่ตกต่ำ (อ้างถึงจาก ผู้จัดการ360°) ผลเหล่านี้สะท้อนภาพความล้มเหลวทั้งในทางการบริหาร และการศึกษาอย่างชัดเจน นักการศึกษาสำคัญๆหลายท่านเริ่มเข้ามาสร้างหลักการ และทฤษฎีตามแนวทางการเรียนรู้ต่างๆอย่างมากมาย ทั้งนี้เพื่อหลีกหนีภาวะความตึงเครียดที่ต้องประสบอยู่ อีกทั้งมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาในระยะยาว จึงมุ่งเน้นไปในการพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน เช่น แนวคิดปรัชญาการศึกษาเพื่อปฏิรูปสังคมใหม่ ของ ธีโอดอร์ แบรมเมลด์ หรือ ระบบบูรณาการนิยม (Reconstructionism) แนวคิดแบบหัวรุนแรง ของ Pratte หรือ Radicalism  หากแต่แนวคิดที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายที่สุดเพื่อใช้ในการปฏิรูปการศึกษา นั่นคือแนวความคิดทางมานุษยวิทยา หรือ Anthropology นั่นเอง

                แนวความคิดทางมานุษยวิทยา หรือ Anthropology นั้น เป็นแนวคิดทางปรัชญาการศึกษาโดยมีรากฐานความคิดมาจากปรัชญาปฏิบัตินิยม ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรม และวัฒนธรรมนี้แหละที่จะเป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์สมบูรณ์ ในส่วนของการศึกษานั้น แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กที่เติบโตมาจากต่างวัฒนธรรมจึงมีความแตกต่างกัน  จากข้อความนี้จึงสะท้อนพฤติกรรมของตัวละครจากเรื่องเปรียบเทียบบุคคล 2 คนนั่นก็คือ สมชาย และ ชาร์ลี บอนด์จากเรื่องเจ้าพ่อการตลาด ที่ขอยกมาเป็นตัวอย่างในการอธิบายความดังว่าทั้งสองมีความเหมือนกันในหลายด้าน ทั้งในด้านการศึกษาที่ได้รับการศึกษาจากสถาบันเดียวกัน ความสนใจในงานหรือศาสตร์แขนงเดียวกัน และความทะเยอทะยานทางด้านธุรกิจการพาณิชย์ แต่ทั้งสองกลับแตกต่างกันในด้านความคิดแนวทางปฏิบัติตน ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมมาให้ทั้งสองไม่เหมือนกัน

                ดังที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมมีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมของคน ในส่วนของประเทศไทย นับได้ว่ารูปแบบทางสังคมมีลักษณะแบบพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) เช่นเดียวกับบางชาติทางตะวันตก นั่นเพราะคนไทยเป็นแผ่นดินที่ประกอบไปด้วยชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย ภาษาที่ใช้อยู่ทุกภาคมุมก็มีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ (Dialects) แนวความคิดของกลุ่มมานุษยนิยมวิทยาจึงมีเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตามแนวความคิดนี้เชื่อว่า โรงเรียนจะเป็นแหล่งหลอมรวมผู้เรียนที่มาจากต่างวัฒนธรรมให้ผสมกลมกลืนร่วมกันได้ ไม่ต่างจากแง่มุมในหนังสือเจ้าพ่อการตลาดที่นำเสนอเรื่องราวของโรงเรียนในเมืองลอนดอนประเทศอังกฤษที่สมชายเดินทางเข้าไปศึกษานั้น มีนักศึกษาร่วม 60 คน ทุกคนมาจากต่างชาติต่างภาษา เช่น Simon จากประเทศอังกฤษ Hekmut จาก Zurich Peter จาก Texas Dato แห่งนิวกินี Lee Tan Wan จาก Singapore ฯลฯ (ไกรฤทธิ์:43)

                ทางด้านทัศนคติในการมองโลกของตัวละครสื่อให้เห็นภาพของสังคมเช่นเดียวกับกลุ่มคนในยุคหลังศตวรรษที่ 19[1] ที่มีแนว ความคิดแบบ Existentialism ที่เน้นความผาสุก เชื่อว่าแต่ละคนมีชีวิตที่ไม่ซ้ำแบบกัน มีทิศทางในการเสพชีวิตที่สมบูรณ์ตามแบบที่ตนปรารถนาได้และเชื่อในความเป็นเอกัตบุคคล ดังที่ว่า (ศรีเรือน:393)  “There are different ways of living rich and  well, and each individual should continue to develop throughout his life in his own unique way” หรือดังข้อความแสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มมีอิสระในการเลือกสินค้าได้หลากหลายมากขึ้นดัง ที่ว่า (ไกรฤทธิ์:61)

         
   
   

“เราเริ่มได้เห็นผู้บริโภคดำเนินชีวิตอย่างมีวิถีทาง     (Way     of Life)...เราจึงได้เห็นลักษณะการซื้อการใช้ หรือพฤติกรรมผู้บริโภค     (Consumer Behavior)…บ้านที่เคยมีแชมพูอยู่ขวดใหญ่     ยี่ห้อเดียวกลายเป็นต่างคนต่างมีตราสินค้าส่วนตัวของตนหลายตราภายในหนึ่งครัวเรือน     วัยรุ่นหลายคนมีของส่วนตัว เช่น รองเท้ายางมากคู่สำหรับนานากิจกรรม”

   

 

   
   

 ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ Erich Fromm[2] กล่าวโดยสรุป ได้ว่า (ศรีเรือน:93)

 

         
   
   

“สังคมในช่วงนี้เป็นสังคมประเภทตลาด (Marketing) ที่มีความนิยมแพร่หลายในลัทธิทุนนิยมสมัยใหม่     ชีวิตดำรงอยู่เพื่อการแลกเปลี่ยนมากกว่าการสร้างผลิตผล “ตรา”     และการโฆษณาเข้ามามีอิทธิพล ซึ่งลักษณะสังคมแบบนี้มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของคน     นั่นคือ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลจะหายไป มีแนวนิยมทางวัตถุนิยมมากขึ้น     ความก้าวกน้าทางอุตสาหกรรมส่งผลให้มนุษย์ห่างไกลกันส่งผลให้เกิดความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางฝูงชนได้     แนวความคิดจะเน้นไปทาง การหว่านพืชเพื่อหวังผล     และนิยมอยู่ร่วมกันแบบตัใครตัวมันมากขึ้น”

   

 

   
   

             

จากแนวความคิดนี้สะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยในช่วงยุคนี้ผ่านนวนิยายเรื่องเจ้าพ่อการตลาดอย่างชัดเจน ดังข้อความที่ว่า

“อะฮ้า ชื่อกวนอูเชยชะมัด เอาไปเก็บไว้ของแบบนี้อยู่ไม่เกิน 6 เดือนหรอก” (ไกรฤทธิ์:32)

“แต่น้ำมันพืชตราพล้านท์ของเรามีส่วนของการตลาดมาเป็นอันดับหนึ่งแล้ว” (ไกรฤทธิ์:32)

“ก็อย่างที่ท่านทราบ ผงซักฟอกของเราถูกตีโดยเจ้าผงกวนอู นิดหน่อย แต่ตราของคู่ปรับเราทำท่าจะไปบ้านเก่าถึง 2 ตรา” (ไกรฤทธิ์:33)

ในส่วนของแนวทางการศึกษาเจ้าพ่อการตลาดสะท้อนภาพของทฤษฎีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง(Connectionism) ของ Edward L. Thorndike[3] ที่ให้หลักการทางการเรียนรู้ที่ว่าการเรียนรู้เกิดจากการลองผิดลองถูก (Trial and Error) หรือ กล่าวง่ายๆว่า ผิดเป็นครู หรือ ที่แล้วมาขอให้เป็นบทเรียน หรือ เจรจากันดีๆไม่ได้ก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม ซึ่งแนวคิดนี้จะเห็นได้ชัดเจนจากเรื่องในหลายฉากหลายตอน เช่น

ในตอนที่รุ่นพี่รำพึงให้รุ่นน้องทางธุรกิจฟังว่า “คนเรามันต้องเจ็บปวดเสียก่นอถึงจะได้ดี..you have suffer to get better” (ไกรฤทธิ์:17)

หรือในตอนที่ปีเตอร์(เพื่อนสนิทของสมชาย)วางแผนแก้ปัญหาน้ำมันที่เหลือจากการสั่งซื้อมาเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร จนสุดท้ายก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ดังข้อความที่ว่า

“ขณะนี้กันเร่งสูบออกขายตามต่างจังหวัดทั้งวันทั้งคืน ถ้าไม่ทันจริงๆเห็นทีจะต้องใช้มาตรการสุดท้าย...กันจะเอาน้ำไล่น้ำมันออกจากคลังใต้ถนนสีลมและสาธร เห็นทีปีนี้น้ำจะต้องท่วมย่านนี้ไม่แพ้ย่านหัวหมากเสียแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” (ไกรฤทธิ์:89)

ในส่วนของแง่มุมทางจิตวิทยาพบว่าเจ้าพ่อการตลาดมีแนวคิดสอดคล้องกับกลุ่มหน้าที่นิยม (Functionalism) ที่เชื่อว่า มนุษย์แต่ละคนประกอบไปด้วยกายกับจิตที่สัมพันธ์กันพร้อมมุ่งศึกษาสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์ปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมหรือแก้ปัญหาได้ดีและเน้นการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ด้วย ผู้นำสำคัญของนักจิตวิทยากลุ่มหน้าที่นิยม ได้แก่ จอห์น ดิวอี้[4] และวิลเลี่ยม เจมส์[5] ทั้งสองมีความเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีอันได้แก่ประสบการณ์ (experience) เขาเห็นว่า "การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการกระทำ" (Learning by doing) ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับเจ้าพ่อการตลาดที่แสดงให้เห็นว่าสมชายเรียนรู้ทั้งด้านการศึกษา และวิถีชีวิต การทำงานจากประสบการณ์เป็นสำคัญ แม้ในช่วงปลายของชีวิต “ประสบการณ์” ของสมชายยังชี้นำหนทางในเบื้องปลายสู่ร่มกาสาวพัสตร์

โดยสรุป นวนิยายเรื่องเจ้าพ่อการตลาดเป็นเรื่องราวที่สะท้อนมุมมองทางธุรกิจ เรื่องราวแนวความคิดผ่านตัวละครในมุมมองด้านต่างๆ คือ   1. ด้านปรัชญามีแนวความคิดในทางมานุษยวิทยา (Anthropology)   2. ลักษณะทางสังคมสะท้อนภาพสังคมไทยแบบพหุวัฒนธรรม(Multiculturalism)3. แนวทางทางการศึกษาเน้นทฤษฎีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง(Connectionism)และ4.แนวคิดทางจิตวิทยาสอดคล้องกับกลุ่มหน้าที่นิยม(Functionalism)  
                อย่างไรก็ดีผู้อ่านขอตั้งข้อสังเกตว่านวนิยายเรื่องเจ้าพ่อการตลาดยังคงมีข้อบกพร่องทางด้านการเขียนบางประการ ได้แก่ การเขียนสะกดคำ พบว่ามีหลายคำที่สะกดผิดอยู่เช่น เจตนารมย์ (หน้าประวัติผู้เขียน)  รอมมะร่อ (หน้า 11)  น๊ะ (หน้า 22)  เกมส์ (หน้า 26)  กงกรรมกงเกวียน (หน้า 48)  โชว์ห่วย (หน้า 51)  ตลุย (หน้า 52)  กฏเกณฑ์ (หน้า 62) พิศมัย (หน้า 110)  พึมพัม (หน้า 129) ฯลฯ ซึ่งอาจพิจารณาได้ว่าอาจมีสาเหตเนื่องมาจากผู้เขียนมีความคุ้นชินกับภาษาอังกฤษมากกว่า หรืออาจเป็นต้นฉบับที่ยังไม่ได้ตรวจพิสูจน์อักษร หรือ อาจมีการแก้ไขแล้วในฉบับพิมพ์ครั้งหลังฉบับที่ผู้อ่านถืออยู่ก็เป็นได้ ทั้งนี้ประโยชน์แห่งวรรณกรรม (Literature) ชิ้นนี้นับได้ว่าเสนอมุมมองแนวคิดทางธุรกิจได้อย่างคมคาย และน่าสนใจมากทีเดียว

....................................................................................

เอกสารอ้างอิง

ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ. เจ้าพ่อการตลาด. กรุงเทพฯ: สารมวลชน, 2532.

ข้อมูลออนไลน์. เข้าถึงได้จาก: http://www.nana-bio.com.

ผู้จัดการ 360°. ข้อมูลออนไลน์.เข้าถึงได้จาก.http://www.boybdream.com/manager-news-content.php?newid=138498.

มาลินี จุฑะรพ. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: อักษราพิพัฒน์, 2539.

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.ม.ป.ป.

ศรีเรือน แก้วกังวาล.ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ.พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน, 2539.

 

 

 

 



[1]  ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป

[2] นักจิตวิทยาสาขาจิตวิทยา และสังคมวิทยา มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา คศ.1900 - ปัจจุบัน

[3] นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน

[4] John Dewey  นักจิตวิทยากลุ่มหน้าที่นิยม มีอายุอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1859-1952

[5] Willi am James นักจิตวิทยากลุ่มหน้าที่นิยม มีอายุอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1742-1910