" สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม"

หมู่บ้านช้าง

 

            ผู้เขียนมีโอกาส ไปเที่ยวหมู่บ้านช้าง ๒ ครั้ง ไปครั้งแรกเมื่อ (พ.ศ.๒๕๕๔)  ปีที่ แล้ว ครั้งที่ ๒ ไปเมื่อวันที่  ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕  พาลูกชายไปสมัครครูผู้ช่วย เสร็จธุระ เขาอยากเห็นหมู่บ้านช้าง จึงแวะไปเที่ยวอีกครั้ง

 

                                  ศาลปะกำ

            ที่เก็บเครื่องมือคล้องช้าง(ปะกำ) ต้องทำพิธีก่อนออกไปคล้องช้าง

 

            หมู่บ้านช้าง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๙ และ ๑๓ บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เส้นทางก็ไม่ยาก สะดวกจากตัวเมืองสุรินทร์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ (สุรินทร์-ร้อยเอ็ด) ไปเรื่อย ๆ ถึงทางแยก กิโลเมตรที่ ๓๖จะมีทางแยกเดินทางต่อ ๒๒ กิโลเมตร ทางลาดยาง ก็จะถึงหมู่บ้านช้าง คนในท้องถิ่น ในหมู่บ้านช้างเดิมเป็นหมู่บ้านส่วย หรือกูย หรือพวกกวย ก็เรียก พวกนี้จะมีภาษาของเขาต่างหาก ไม่ใช่ภาษา เขมร ถิ่นสุรินทร์ พวกกูย จะชำนาญในการคล้องช้าง เลี้ยง เลี้ยงช้างมาก จากการสังเกต บริเวณหมู่บ่านเป็นทุ่งนา ป่าโปร่ง เหมาะแก่การเลี้ยงช้าง

           

      อีกเส้นทาง ถ้าใช้เส้นทาง จากอำเภอสตึก ไป เมืองแก ขอร้องนะครับอย่าใช้เส้นทางนี้เด็ดขาด ตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่พัฒนาเลยครับ สภาพอย่างไร ก็อย่างนั้น ยิ่งหน้าฝนแล้ว จอดไม่ต้องแจว ได้ยินมาว่า ระหว่างเส้นทาง ที่ว่า ผ็นำหมู่บ้าน บอกว่าเป็นหมู่บ้านถนนไร้ฝุ่น ดังนั้น หน้าบ้านแต่ละบ้านก็จะใช้น้ำฉีดทุกวัน รถวิ่งนานเข้าก็เป็นหลุม อยากจะตั้งชื่อว่า ถนนพันหลุม คงเหมาะดี

     ทั้ง ๆ ที่รู้ แต่ก็อยากลองว่า เขาคงพัฒนาแล้ว ไม่เลยครับ เป็นเส้นทางที่ไปสถานที่ท่องเที่ยวด้วย  ผู้เขียนคิดว่า ประชากรที่ใช้ คงไม่มาก เปล่าครับยิ่งช่วงที่ผู้เขียนเดินทางกลับเป็นเวลาที่เลิกเรียน ทั้งหลบหลุม ทั้งหลบนักเรียน ผมว่าหลุมอุกาบาตบนพระจันทร์ยังแพ้ถนนเส้นนี้ ตลอดเส้นทาง จนเข้า อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ใช่เข้าเขต อำเภอสตึกนะ ถึงตัวอำเภอสตึกล้อรถเหยียบถนน คอนกรีต นั่นและครับ จึงหมดหลุม

     เขาอยู่ได้อย่างไรผมตั้งคำถามในใจ ในการใช้เส้นทางในชีวิตประจำวัน และนักการเมืองในท้องถิ่น ไม่มีหรือไง หรือได้รับเลือกตั้งแล้วช่างมัน

     การไปครั้งนี้ นับว่าโชคดี เพราะไปพบ สุภาพสตรี ท่านหนึ่ง จากการสังเกต คงจะไปกับสามีชาวต่างชาติ กระเป๋าหนัก เราจึงมีโอกาสได้ชมโชว์ การแสดงของช้างอย่างจุใจ โดยไม่คาดฝันมาก่อน และไม่ต้องเบียดเสียด ผู้คน ต้องขอบคุณท่านสุภาพสตรี และสามีชาวต่างชาติคนนั้น เพราะไม่มีโอกาสได้ชมง่าย ๆ นอกจากมีงานใหญ่ ๆ และคณะทัวร์ใหญ่ ๆ เท่านั้น จาการสังเกต ที่เขาควักเงินจ่าย ค่าอ้อย สำหรับช้าง มัดละ ๒๐ บาท มีอ้อย ๆ สั้น ๆ ๓-๔ ท่อน ผมว่า น่าจะสัก ๑๐ บาทพอดี วันนั้น เขาจ่าย ๒๖๐๐ บาท ผู้เขียน จ่าย ๒๐๐ บาทค่าอ้อย ช้าง

     การแสดงของช้าง มี ช้างเต๊ะฟุตบอล ยิ่งประตู เล่นบาสเก็ตบอล เต้นรำตามจังหวะเพลง สปาช้าง และให้คนนั่งงวง ผู้เขียนไม่กล้า แต่มีเด็กผู้หญิงใจกล้ามาก คงจะเป็นเด็กลูกหลานของ หมู่บ้านช้าง

 

 

  การแสดงโชว์ของช้าง

 

 

   ครั้งแรกไม่ได้ชมการแสดง และไม่ได้เดิน ชมบริเวณหมู่บ้าน เป็นบริเวณกว้า ทั้งหมู่บ้านจะมีช้าง ลักษณะ บ้าน จะเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง เพื่อเป็นคอกช้าง ให้ช้างอาศัย แต่ถ้าบ้านหลังใด มีที่มากก็จะทำโรงช้างต่างหาก หรือก็ต่อเพิงหลังคา จากตัวบ้านให้ช้างอาศัย

       บ้านนี้มีช้างแฝด

 

     แต่ละบ้านจะมีช้าง ๒-๓ เชือก บางบ้านก็มีมากกว่านั้น จึงเรียกหมู่บ้านช้าง ผ้เขียนเดินชม ทุกบ้านจะมีช้างแม่ลูกอ่อนน่ารัก  แถมยังมีช้าง แฝดด้วยครับ บางบ้านก็จะมีเครื่องนั่งบนหลังช้าง สัปคับบนหลังช้าง ตกแต่งอย่างสวยงาม เหมือนช้างศึกในภาพยนตร์ คงเป็นช้างเพื่อที่จะรับจ้างในงานบวช หรือไม่ก็ขบวนสำคัญ ๆ ก็ได้

 

              หลังการแสดงก็จะมารับรางวัลจากนักท่องเที่ยว

 

 

     จาการสังเกต ชาวบ้านในหมู่บ้านช้าง จะมีรายได้จากช้าง เช่น นั่งช้างเที่ยว  ค่าบริการขึ้นอยู่กับเวลา และสำหรับชาวต่างชาติ จะแพงกว่าคนไทย ค่าบริการรอดท้องช้าง (ตามความเชื่อว่าใครรอดท้องช้าง จะโชคดี เด็กจะเลี้ยงง่าย) ผู้เขียนไม่กล้ารอด จะอย่างไรก็ตามแม้จะเชื่อง แสนรู้อย่างไร ผู้เขียนไม่ไว้ใจ สัตว์ทุกประเภทครับ ถ่ายรูปกับช้างใกล้ ค่าบริการอย่างน้อย ก็ ๒๐ บาท สรุปแล้ว ที่หมู่บ้านช้างตากลาง ช้างจะเลี้ยงคน

 

 

        เชิญใช้สปาช้าง

     นอกจากการแสดงของช้างแล้วยังมีการแสดงคนกับงู ในหมู่บ้านช้าง ยังมีสถานที่ ที่นำมูลช้างไปทำกระดาษ ด้วยครับ

     หลังจากนั้นผู้เขียนได้ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ของช้าง ก็จะมีการจัดป้ายนิเทศ ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับช้างให้ศึกษา และมีห้องสำหรับพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่เคยเสด็จที่หมู่บ้านช้างตากลาง ที่เคยประทับห้องนี้

  

                      ฟันช้าง

 

      พิพิธภัณฑ์นี้น่าเข้าไปศึกษา เพราะจะได้ความรู้ เกี่ยวกับช้างมาก โดยมากไม่ค่อย มีผู้คนเข้าชม มากนัก มีเครื่องมือสำหรับคล้องช้าง หรือจับช้างป่า เช่นหนังประกำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ภาพ วาด ซึ่งแสดง ส่วนต่าง ๆ เป็นคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียน อวัยวะต่าง ๆ ของช้าง ให้ได้รับความรู้อีกด้วย

 

      ศัพท์ที่เรียกส่วนต่าง ๆ ของช้าง

 

 

     แต่บริเวณหมู่บ้านช้าง กลิ่นไม่ค่อย โสภาเท่าไร เพราะได้กลิ่นของ มูลช้าง กลิ่นแรง หรืออาจเป็นเพราะเราไม่เคยชินกับกลิ่นนี้ อีกประการ ห้องน้ำไม่ค่อยสะอาด แต่ก็ได้เขียนลงในข้อเสนอแนะแล้ว เพราะไป ๒ ครั้งก็ยังเหมือนเดิม ห้องน้ำถ้าไม่สะอาดไม่ว่าที่ใด คนก็ไม่อยากไปใช้บริการ เช่น ปั๊มน้ำมัน ปั๊มใดไม่สะอาด โอกาสเดียวเท่านั้น รับรองครั้งที่ สองจะไม่มี สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็เช่นกัน

     เสร็จจาการชมนิทรรศการ ก็เดินชมสินค้าที่ระลึก ก็จะเหมือน ๆ ที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ โดยทั่วไป จะมีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ก็พวกเครื่อง ประดับ เช่นสร้อย แหวน พระ ที่ทำจากงาช้าง ก็ไม่แน่ใจ เพราะดูไม่ออกว่า แท้หรือเปล่า มีไม้ตะขอ ที่ใช้สำหรับควาญช้าง ใช้บังคับ ช้าง จากการสังเกต ด้ามจะบิดเป็นเกลียว ทั้งเวียน ขวา และเวียนซ้าย ไม่ได้ถาม ผู้ขายว่าต่างกันอย่างไร หรือสื่อสารอย่างไร ที่เหมือนกันกับทุกที่ ที่ไป ก็คือเสื้อ แต่จะพิมพ์ลายเป็นของสถานที่ ที่นั้นที่หน้าอก

      นอกจากนี้ยังมีโฮมสเต สำหรับผู้ที่ต้องการจะไปศึกษาวิถีชีวิต ในหมู่บ้านช้าง และ สปา อันนี้ต้องติดต่อที่ ศูนย์คชศึกษาโดยตรงที่อยู่ในบริเวณหมู่บ้านช้าง ด้านหน้า ครับ

    ผู้เขียนสังเกต ที่ขายอาหาร จะไม่มี ให้เลือกเท่าไร ดังนั้นก่อน จะไปเที่ยวหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ควร หาที่ให้อิ่มท้องไว้ก่อน และร้านขายของที่ระลึกรายทาง จะแพงมากครับ ไม่จำเป็นอย่าแวะซื้อ เพราะจากการลงไปสอบถามราคา ของอย่างเดียวกัน กับที่อื่น ที่ จังหวัดสุรินทร์ จะแพงกว่า

   " สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม"การขับรถ ในตัวเมืองสุรินทร์ จะขับยาก เพราะถนนแคบ รถจักรยานยนต์ มาก และผู้ขับขี่จะไม่ค่อย มีวินัยในการขับขี่เท่าที่ควร ดังนั้นต้องระมัดระวังให้มาก ๆ ครับ