อายุจะ 3x แล้วทำไมเรายังไม่เจอคนที่ใช่ จากคนอายุ 3x ปลายๆสุดๆจะบอกให้ครับนะ
ทำไมหญิงวัยทำงานต้องรอจนถึงอายุ 30 ปี ชายบางคนโน่น 45 ถึงจะแต่งงาน นี่อาจเป็นสาเหตุอย่างนึงมั้งครับ
.........ผมได้เคยอ่านหนังสือของท่านหลวงวิจิตรวาทการ ท่านได้แบ่ง บุคคลิกลักษณะของมนุษย์เป็น 5 รูปแบบโดยเปรียบเทียบเป็นแม่น้ำ 5 สาย 5 บุคคลิก ซึ่งท่านเชื่อว่าสิ่งเร้าที่ต่างกันตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้บุคคลมีวิธีคิดและความถนัดที่ต่างกันในวัยทำงาน ทฤษฎีคือพ่อแม่และสื่งแวดล้อมในอดีตที่เราพบเจอนั้น เป็นตัวกำหนดวิธีคิด ความถนัด การเรียนรู้จนถึงการประกอบอาชีพเราในปัจจุบัน นั่นเอง มีประเด็นที่สำคัญคือ สิ่งเร้า ที่มีผลกระทบต่อเรา
...
มีองค์ประกอบย่อย 5 องค์ประกอบได้แก่
1. การมอบความรักความอบอุ่นของพ่อแม่ที่มีต่อเรา
2.ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่เได้รับจากพ่อแม่
3. การแสดงความขัดแย้งทะเลาะกันของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกสับสนในใจ
4. การแสดงออกเพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจในทางบวก
5.การแสดงออกเพื่อระบายสิ่งที่คับข้องใจในทางลบ
...
............สิ่งเร้า 5 องค์ประกอบที่ว่ามาซึ่งเป็นตัวกำหนด ความใคร่อยากรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกต่างกัน 5 แบบ หรือเป็นที่เข้าใจว่า "พื้นฐานทางครอบครัว" หลายคนมองว่าคือความรวยความจนซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นความรักความอบอุ่นความเข้าใจ ต่างหากที่เปลี่ยนบุคคลิกลักษณะเรา ในแต่ละคน งั้นแสดงว่าคนเราจะทำความคิดใดๆ วิธีการใดๆ ด้วยแรงบันดาลใจในวัยเด็กตรงกับทฤษฎี่ที่ ว่าเราจะทำตามความรู้สึกมากกว่าเหตุผล นักบินถึงได้ไม่ค่อยเปลี่ยนแบบเครื่อง ในการบินบ่อยๆ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน พบว่านักบินจะกระทำการต่างๆในแบบที่ตนทำบ่อยทำครั้งสุดท้ายได้ดีได้ไวกว่าแบบอื่นๆ เช่นเราขับรถญี่ปุ่นใช้มือขวายกเลี้ยว พอต้องมาขับรถยุโรปเพียงชั่วครั้งชั่วคราว โอกาสในการยกเลี้ยวโดยใช้มือขวายกก้านไฟสูงบ่อยกว่า ซึ่งรถยุโรปก้านเลี้ยวอยู่ที่มือซ้าย เพราะเรามักจะทำตามความเคยชิน ก่อนนั่นเอง นักบินถึงได้ถูกเคี่ยวเข็ญให้ไม่ทำตามความเคยชิน ให้คิดก่อนทำโดยพูดความคิดออกมาเรยให้นักบินผู้ช่วยได้ยินและตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าทำดีไหม ควรทำไหม นั่นคือการ Cross Check จากนักบินผู้ช่วยนั่นเอง
...
.............เพื่อเพิ่มความเข้าใจของท่านผู้อ่าน จะได้ยกตัวอย่างบุคคลิก 1 ใน 5 แบบให้เห็นชัดเจนมากขึ้น เช่น เมื่อวัยเด็กคนที่ได้รับความอุ่น ความเข้าใจต่อการรักที่มีต่อเขาได้ดี การสอนแบบมีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าให้กลัว แต่ให้ระมัดระวังสิ่งต่างๆ โดยทำให้เข้าใจว่าถ้าทำอย่างนั้นผลไม่ดีจะเกิดอย่างไร อันตรายจะเกิดอย่างไร เขาใจก็จะเย็น เป็นคนมีเหตุมีผล มีเวลาพินิจพิเคราะห์สิ่งใดๆได้อย่างไม่รีบร้อน มีความคิดเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีการตัดสินใจในพื้นฐานแห่งความเป็นจริง เพราะเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้ และมีความรักซึ่งเกิดจากความเข้าใจ จึงพยายามทำความเข้าใจโจทย์ ที่ตนเองเจอ ลองสู้ด้วยตัวเองก่อน อย่างนี้ ทำให้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีวิธีคิดเป็นเหตุเป็นผล เชื่อมั่นในตนเอง ในความรู้ที่ตนมี โตขึ้นก็มักจะถนัดหรือได้ทำงานในวงการวิชาการ วงการราชการ ทหาร ตำรวจ นิติกร ทนายความ แพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ อะไรประมาณนี้ซึ่งท่านหลวงวิจิตรฯได้ทำคำถามเป็นร้อยๆข้อให้แต่ละท่านตอบ แล้วจัดคำถาม ที่เกี่ยวของกันไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งเมื่อท่านตอบคำถามในท้ายที่สุดแล้ว คำถามจะนำท่านไปจัดให้เข้าหมวดหมู่ ในทั้งหมด 5 แบบนั่นเอง
....
.......แล้วเราต่างกัน 5 แบบมาร่วมใช้ชีวิต ชอบพอแต่งงานกันแล้วจะทำความเข้าใจกันอย่างไร ของท่านหลวงเมื่อคนสองคนมาปฏิสัมพันธ์กันเริ่มมีการติดต่อสื่อสาร เริ่มมีการวิเคราะห์ในสิ่งเดียวกัน จึงสามารถวิเคราะห์หรือมองกันได้แตกต่างกัน พูดง่ายๆคนที่จบการศึกษามีวิธีคิดแบบวิศวกร กับคนที่จบสถาปนิก ล้วนมองอรรถประโยชน์ในสิ่งต่างๆได้แตกต่างกัน วิศวกรมองความคงทนเสถียรภาพในการใช้งานยาวนาน สถาปนิกมองถึงความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก ซึ่งต้องค่อยๆพบกันครึ่งทาง ให้ได้ดีที่สุดในทั้งสองด้าน หรือไม่เอียงไปทางหนึ่งทางใด นี่คือตัวอย่างง่ายๆว่า แต่ละบุคคลจะมีวิธีคิดอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ตัวเองถนัด แต่เอามาผสมกลมกลืนกันไปได้ อย่างนี้ชีวิตมีรสชาด และมีสีสรร ลงเอยด้วยความเข้าใจ การอยู่ร่วมกันก็มีรสชาดไม่จืดชืดดีเหมือนกันนะครับ
..
...........ยกตัวอย่างอีกสักแบบแพทย์อยู่กับแพทย์มีวิธีคิดคล้ายๆกัน มีการตัดสินใจอยู่ในพื้นฐานเดียวกัน อย่างที่ Tune กันตรงได้ง่าย อย่าลืมว่าถ้าเฉพาะทางก็ต้องฟังเค้าก่อนเพราะเรารู้แต่ก็ไม่ได้ลึกแบบ Expert Level เชี่ยวชาญ หรือทรงคุณวุฒิ ศาสตราจารย์ ก็ต้อง Tune กันเล็กๆน้อยๆ ปรับกันไปอย่างนี้ครองชีวิตร่วมกันได้อยู่แล้ว แต่อาจจะขาดสีสรรหน่อยตรงที่ ไม่ค่อยมีอะไรแตกต่าง หวือหวา เข้ามาผัสสะเพราะทั้งคู่เจอมาเห็นมา ด้วยประสบการณ์ที่คล้ายกันไปหมดครับ
...
.........ทุกแบบล้วนมีจุดสำคัญร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ กาละเทศะ รู้อารมณ์ รู้พูด รู้ฟัง รู้อ่านใจ เคยมั้ยเวลาอยู่กับคนๆหนึ่งแล้วบางทีไม่ต้องพูดอะไรกันมาก มองตาก็รู้ใจ ยังไม่ทันจะเอ่ยปากสิ่งที่ต้องการก็เอามาให้อยู่จะฉกหน้าแล้ว นี่อะไรที่กล่าวมาก็สู้รูปแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะทฤษฎีความคิดมันอยู่ในหัว แต่การกระทำเป็นการแสดงให้เกิดความรู้สึกมากกว่า อย่างเราเคยโกรธใครมากๆ พอเขารู้ตัวมาขอโทษ หรือทำดีกับเรานานๆ เวลาก็ช่วยทำให้ใจอ่อน แต่ไม่ใช่อ่อนแอยอม แต่เป็นการนิ่งมีสติ คิดไตร่ตรองเรื่องที่เกิดแล้วเปิดใจยอมรับ เรามักจะยกโทษให้เขา เพราะขนาดเราทะเลาะกันเค้ายังหายโกรธนำสิ่งดีๆมาให้ มีเมตตา ปรารถนาอันดีต่อเรา สักพัก ทิฐิ ความอวดดี ความแข็งกร้าว แม้กระทั่งความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไปก็กลับคลายลง กลายเป็นความเมตตาตอบแทนเขา เราก็ทำใจ ให้อภัย พยายามเข้าใจในความแตกต่าง ถึงตอนนี้มันไม่มีอารมณ์โกรธ มันถึงยอมรับในความแตกต่างได้ง่าย รับรู้เหตุและผลการขัดแย้งชัดขึ้นมา
...
.....ซึ่งบางอย่างอาจต้องใช้เวลา เรียกว่าผูกใจเจ็บ ก็อาจจะต้องมีเวลาเยียวยา ความรู้สึกสักพัก จริงแล้วไม่ใช่รอเวลา เวลามันไม่หยุดมันก้าวไปเรื่อยๆ แต่เราถ้าไม่ตัดมันออกไปมัวแต่ไปนึก มันเป็นทุกข์ เราจึงไม่อยากนึกถึงมันอีก พอนานๆเข้าเราก็แน่วแน่ที่จะไม่นึกถึงให้เป็นกังวล และให้จิตใจเราไม่สบายใจเอง ถึงตอนนี้ในเวลานี้ เราก็สบายใจ ในใจก็ภาวนาว่าช่างมัน ต่อไปเราก็พยายามเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าวให้มากที่สุด ก็ถือว่าเรายอมรับปัญหาเดิม และหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเสี่ยงทะเลาะกันอีก มันก็เป็นระบบ แต่เป็นระบบที่เราเห็นแจ้งซึ่งสาเหตุแห่งทุกข์นั้น เราก็สบายใจ
..
....เ พราะว่าตัวเองรู้สึกตอบสนองต่อวิธีคิดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ละบุคคลจึงมีวิธีการคิดที่ต่างกัน สรุปว่าทุกแบบใช้วิธี Tune ปรับตัวปรับวิธีคิด ลองเอาวิธีคิดของเค้ามาคิดต่อ อ้อก็เข้าท่านี่นา เพราะมันช่วยให้......แบบนี้ ทำให้ เข้าใจ ว่า หัวใจ เค้า คิดอะไร อย่างนี้เป็นการปรับที่ลงตัวและสมเหตุสมผลครับ เหมือนเพลงคาราบาวที่ร้องว่า เอาดวงใจของเขาใส่ดวงใจของเรา แล้วจะรู้ว่าเขา คิดกับเรายังไง นั่นเองครับ
..
....ท้าวความถึงทฤษฎีของท่านของหลวงวิจิตรวาทการ ที่กล่าวไปแล้วนิดนึงครับ ทฤษฎีคือพ่อแม่และสื่งแวดล้อมในอดีตที่เราพบเจอนั้น เป็นตัวกำหนดวิธีคิด ความถนัด การเรียนรู้จนถึงการประกอบอาชีพเราในปัจจุบัน
สมมุติให้ A เป็นผู้ชาย มี 5 คน แต่ละคนมีบุคลิกลักษณะวิธีคิด หรือมีองค์ประกอบไม่เหมือนกันเลยสักคน ได้แก่ A1 A2 A3 A4 A5 และ B เป็นผู้หญิง มีองค์ประกอบ 5 แบบไม่เหมือนกัน ได้แก่ B1 B2 B3 B4 B5
...
....... ความน่าจะเป็นที่นาย A จะมีวิธีคิดเหมือนนาย B หรือ A1 พบ B1 นั้นมีได้น้อยมากเชื่อไหมครับ ลองดูนะครับ ....โอกาสที่คนที่มีบุคคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน 5 แบบ(สมมติ A1-A5 , B1-B5) มาเจอกัน 2 คน(นายAนางฺB) นั้น วิธีการที่คนสองคนจะคิดตรงกัน นั้นเป็นไปได้ทั้งหมด .......
( นั่นคือ 1+ n^ r = 1+5^ยกกำลัง2 = 1+25 =)
..... 26 เหตุการณ์ ที่เป็นไปได้ที่จะแตกต่างกันครับ เมื่อเป็นไปได้
26 เหตุการณ์ถ้าอย่างนั้น โอกาสที่จะเจอคนที่คิดเหมือนกันมีแค่ A1B1 A2B2 A3B3 A4B4 A5B5 5 เหตุการณ์ในทั้งหมด 26 เหตุการณ์คิดเป็นแค่ 5/26 = 19 % เองครับ
...
........... รู้แบบนี้ เราก็ไม่ต้องไปหา ใครที่จะต้องสนองตอบความรักความเข้าใจ เราทั้งหมดทั้งใจสิแล้วครับนะ เพราะลองนึกดูว่า ถ้าช่วงที่ผ่านมาเราเจอคนที่ใช่ ลองคบไปสักพักแล้วก็ไม่ใช่ ต้องอกหักตั้ง 4 ครั้งกว่าจะได้เจอ คนที่ใช่จริงๆ 1 ครั้ง ลองถามตัวเองว่าในช่วงชีวิตนึงกว่าจะเจอคนที่ใช่ ลองคบหาจนครบ 4 คนน่ะ มันนานแค่ไหน บางทีปีสองปียังไม่เจอ เรยก็มี ทำงานขำขำไปนะครับ แล้วกว่าจะเจอมันคงต้องเป็นสิบปี คนทำงานใหม่ก้อเรยเลขสามพอดี จริงมั้ยครับ ซึ่งประเด็นสำคัญของทั้งเรื่อง ที่ผมได้เล่าความมายืดยาว อยู่ที่นี่ตรงนี้เองครับ "การกระทำวิธีคิดของเราทั้งหมดเกิดเพื่อตอบสนองความอยากของเรา ในอดีตนั่นเอง" อีกทั้งนอกจากบุคคลิกแล้ว "สิ่งเร้าสิ่งเดียวกัน กระทบคนๆเดียวกัน ในสถาณการ์ณต่างกัน ก็เกิดความคิดอ่านที่แตกต่างออกไปอีก" อันหลังนี้เกิดจากประสบการณ์ในวัยผู้ใหญ่ที่ปรุงแต่งได้ตามความรู้แจ้ง ซึ่งบริบทหลากหลายเป็นตัวแปรที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งจะไม่กล่าวมากไปกว่านี้ แต่จะอ่านได้จากเรื่อง "จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกตลอดจนการรับรู้อย่างมีสติ" เป็นอีกบทความที่ผมเรียบเรียงจากประสบการณ์ตนเองครับ
....
ข้อตกลง:คัดลอกได้ไม่ต้องขออนุญาต แต่ช่วยให้เครดิตผู้เขียนด้วยนะครับ
วาวๆแจ๋วเสียจนน่าจีบจริงอ่ะน่ะ พี่ก็คนนึงแหละที่ยังเกาะคานไว้อย่างเหนียวหนึบ อิ อิ 4X แล้วจ่ะ สาวเทื้อคนหละปูน(ลำพูน)เจ้า แวะมาทักทายและหาความรู้เพิ่มเติมค่ะขอบคุณสำหรับสาระดีๆนะคะ
มีอะไรแบ่งปันกันได้ทุกเรื่องครับ ดีใจมากเรยครับที่ชอบ ผมอ่านเจอนานมากกว่า25ปีแล้วครับ ตอนนี้ก็มักคิดถึงแนวทางการคิดของท่านหลวงฯมาทำให้กำลังใจดีขึ้นในบางเวลาที่เราเหงาได้ครับ