ช่วงนี้รู้สึกดีที่ได้ออกกำลังกาย (ตีลูกขนไก่) โดยหลังเลิกงานคือ ๑๗.๐๐ น. หากไม่ไปติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ผมก็จะให้เวลากับการออกกำลังกาย โดยนำชุดกีฬาที่ใส่ตะกร้าหน้ารถมาตอนเช้า แล้วเปลี่ยนชุดทำงานออก กลายเป็น"นักกีฬาเพื่อรีดเหงื่อ" เราจะนัดกันที่หน้าคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 

   เมื่อวานนี้หลังเลิกเล่นกีฬา ผมทำกิจเหมือนเดิมคือปั่นจักรยานกลับหอพัก แวะซื้อข้าวสวย ๕ บาท (ห้ามหุงข้าวทำกับข้าวบนหอพัก) และปลาทู ๑ ตัว ๑๕-๒๐ บาท หากจะพิเศษหน่อยก็เลือกเอาตามที่เงินในกระเป๋าจะมีซื้อ สิ่งที่ไม่มีขายในตลาดโรงเกลือคือ "แกงใต้"

  ก่อนถึงที่หมายคือแหล่งขายอาหาร ผมมองเห็นคนยืนล้อมเป็นวงกลมวงใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจ เพราะคงเป็นเรื่องเดียวที่เคยเห็นและเคยเก็บภาพไว้ แต่วันนี้คนบางตา หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์จะหนาตาและวงแน่นมาก ต้องชื่นชมเจ้าของงานคือพิธีกรที่สามารถพูดได้อย่างน่าฟัง จูงใจได้ดี มีความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวบังคับให้คนกลัว ดูเหมือนคงทั้งหลายยังมีความกลัวอยู่ไม่ต่างจากสมัยดึกดำบรรพ์ที่มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับความเชื่อ ผมหยุดปั่นจักรยานและนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เป็น sony ericsson xperia เคลื่องเล็กบาง การซื้อเครื่องนี้มาเพราะ ๑) ผมต้องการกล้องถ่ายภาพ ๒) พกพาสะดวก ๓) หากต้องใ้ช้ internet บ้าง ก็พอจะทำได้อยู่ แต่โดยรวมคือโทรศัพท์ถึงกัน ผมเก็บภาพไว้ ๒ ภาพ 

   ในภาพนั้นนอกจากคนมุงดูแล้ว ยังเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ ทางพิธีกรได้พูดถึงสรรพคุณของพระเครื่อง ที่ช่วยป้องกันอันตราย ซึ่งเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล แต่สำหรับผม ผมอาจจะเชื่อบางอย่าง และไม่เชื่อบางอย่าง สิ่งที่น่าแปลกใจคือ หลังจากไปเรียนงานทางปรัชญา มันจะมีความคิดว่า "ไม่จริง" (ปฏิเสธ) ผุดขึ้นมาหักล้างความเชื่อก่อนเสมอ หลายคนที่บ้านจึงมองว่าผม "กางหลาง" ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ในเมื่อมันเป็นอย่างที่เป็น ผมก็ต้องเป็นอย่างที่มันเป็น เพราะทุกคนต้องเป็นอย่างที่ทุกคนต้องเป็น หลายคนอาจจะเป็นอย่างที่เราเป็น แต่ผมไม่เชื่อว่าเราจะเป็นอย่างที่คนอื่นเป็นอย่างสมบูรณ์ ผมสงสัยว่า ทำไมลายนิ้วมือของคนจึงไม่เหมือนกัน ประหลาดดีแท้ เป็นไปได้ไหมที่มีคนที่มีลายนิ้วมือเหมือนกัน 

   อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยังเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยเสมอมา เพราะเรายังมีความหวาดกลัว และเรายังมีความต้องการสิ่งที่เกินกว่ากำลังของเราจะทำได้ เราจึงต้องใช้ระบบการพึ่งพิง โดยเฉพาะอำนาจแห่งความศักดิ์สิทธิ์ บางครั้งผมคิดว่า อำนาจแห่งความศักดิ์สิทธิ์จริงๆคือจิตใจของบุคคลนั้นต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นี้คือกรณีเอาประสบการณ์ประสาทสัมผัสมาตีความ

  ในการตีลูกขนไก่ วันไหนที่เราไร้ข้อกังขาในใจ วันนั้นจะตีได้แบบลูกไหนลูกนั้น แต่วันใดมีเรื่องราวอะไรกระทบ ไม่มั่นใจ หวั่นใจ วันนั้นจะสะเปะสะปะ มาถึงชีวิตของคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเราไร้ข้อกังขา สิ่งศักดิ์สิทธิื์จะบันดาลให้สมใจปรารถนา ซึ่งอันที่จริง เราต่างหากที่บันดาลสิ่งดังกล่าวให้ตัวเรา เพราะต่อให้ใครนำของสิ่งหนึ่งมาให้เรา ถ้าเราไม่เปิดประตูรับ เราก็คงไม่ได้รับสิ่งดังกล่าวนั้น หมายถึงความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ แต่จะไม่มีอยู่กับเราถ้าเราไม่รับ หรือสายสัญญาณส่งกันต่างช่องสัญญาณ อีกอย่างหนึ่งกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ แต่จะไ่ม่มีสำหรับเราเพราะเราไม่ต้องการพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะหายไปทันที

  แต่ที่แน่ๆคือ หลายคนอาศัยสิ่งที่คนทั้งหลายเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์นี้เอง มาเป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแปรสภาพเป็น อาหาร รถยนตร์ ทรัพย์สินต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างนี้จะไม่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร และขณะที่บางคนอยู่อย่างเร้นแค้น ชีวิตที่มีแต่ระทมทุกข์ แต่ก็ได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่แหละช่วยให้ต่อสู้กับความเร้นแค้น และสบายใจได้ในระดับหนึ่ง

  ขอให้ทุกคนมีความสุขกับสิ่งที่เป็น...ในระดับวิญญาณนั้นๆ

หมายเหตุ ภาพแรกคือภาพปัจจุบัน และภาพต่อไปนี้เป็นอีกภาพหนึ่งของ อับดุลเอย เมื่อวันก่อน (ลงเพิ่มเติม)