จิตวิทยา  :  มีบทบาทช่วยจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้อย่างไร ?

                                                                      .......................

พื้นฐานการจัดการศึกษา  : จิตวิทยา

ก่อนที่จะมีประกาศนโยบายการจัดการศึกษา  หรือประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาออกมา   นักวิชาการด้านการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วนของสังคม  จะมีการประชุมกันหลายรอบ หรือหลายปี  เพื่อมาช่วยกันพิจารณากลั่นกรองอย่างละเอียดรอบคอบว่า  หลักการ  จุดมุ่งหมาย หรือคุณลักษณะต่างๆ ที่ชาติหรือสังคมคาดหวังจะสร้างขึ้นให้กับเยาวชน เพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศชาตินั้น  ควรเป็นอย่างไร  และจะสร้างได้อย่างไร  จึงจะมีโอกาสบรรลุผลดังที่คาดหวัง  

ซึ่งการกำหนดนโยบายทางการศึกษา หรือ การจัดทำหลักสูตรการศึกษาทั่วโลกและไทย  ที่ผ่านมาประเทศต่างๆในอดีตมักใช้แนวคิดจากนักปรัชญา และแนวคิดทางศาสนามากำหนดแนวทาง  หรือตามที่ผู้ปกครองบ้านเมืองในขณะนั้นต้องการคนอย่างไรมาช่วยทำงาน  แต่ในยุคศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา ผลการศึกษาและทดลองทางจิตวิทยา มีอิทธิพลในการกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาทุกขั้นตอนมากขึ้น  ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือทางเทคโนโลยีชั้นสูง ช่วยในการค้นคว้า ทดลองอย่างละเอียด  จนสามารถสรุปผลยืนยันว่าการที่จะพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพ และคุณภาพได้ดีนั้น เกิดจากปัจจัยหรือสาเหตุใดบ้าง และควรอบรม หรือฝึกฝนอย่างไรบ้างตามแนวทางจิตวิทยา จึงจะได้ผลที่คาดหวังไว้ตามเวลาที่กำหนดได้   

.

ความรู้ทางจิตวิทยา  :  บทบาทหลักที่สำคัญยิ่งในการจัดการศึกษา

ความรู้ทางจิตวิทยามีมากมาย  นักวิชาการจึงจำแนกประเภทไว้ ดังนี้ 

๑. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) ความรู้ทางจิตวิทยาด้านนี้ จะช่วยวางกรอบจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาทั้งในแง่สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ สมรรถภาพ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สังคมต้องการว่าควรมีหรือเป็นอย่างไร เพื่อสังคมที่เป็นอยู่ในขณะนี้  และสอดคล้องกับความหวังของนักการศึกษาที่อยากเห็นสังคมอุดมคติเกิดขึ้นตามที่หวังไว้หรือไม่  โดยหวังว่าจะทำให้คนที่ได้รับการศึกษาแนวนี้  จะช่วยพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า สุขสบายขึ้น หรือช่วยพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ให้เข้าไปอยู่ตามสังคมต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น   รวมทั้งช่วยให้นักการศึกษาทราบอิทธิพลของสังคมที่นักเรียนอาศัยอยู่  แล้วนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาเจตคติ  มารยาท หรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวหรืออยู่ร่วมในสังคมโรงเรียน หรือทำกิจกรรมกลุ่มได้เป็นอย่างดี

๒. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) จะช่วยวางกรอบแนวทางถึงการสร้างองค์ความรู้ ทักษะฝีมือ คุณลักษณะที่ีพึงประสงค์ให้กับผู้เรียนในแต่ละวัย แต่ละช่วงปี หรือแต่ละช่วงวัยอย่างไรบ้าง  และต้องใช้เวลาขนาดไหน  จึงจะบรรลุผลตามที่กำหนดไว้  

๓. จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of Learning) จะช่วยออกแบบแนวทางการจัดการเรียนรู้ ทั้งก่อนการจัดการเรียนรู้  ระหว่างการจัดการเรียนรู้  เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้  การผลิตและใช้สื่อเทคโนโลยี  และหลังการจัดการเรียนรู้จะต้องกำหนดเกณฑ์/วิธีการวัดผลประเมินผลอย่างไร จึงจะตรงตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ   

๔. จิตวิทยาการรู้คิด ความเข้าใจ (Psychology of Thinking or Cognition) จะช่วยให้ทราบขอบเขตธรรมชาติของการเรียนรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องมีสภาพการณ์อย่างไร มีกลไกอะไรบ้าง หรือสิ่งใดจึงทำให้เกิดการเรียนรู้  เพื่อนำไปพัฒนาเนื้อหาสาระวิชาหลักสูตรให้น่าเรียนรู้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนต่อไปอย่างเต็มที่   และยังช่วยให้นักการศึกษาพบว่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนที่ดีตามหลักจิตวิทยานั้น  สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไปได้เป็นเวลานาน  และยังทำให้เกิดความรู้ ความสามารถอีกหลายอย่างตามมา  ยิ่งทำให้รู้ว่าการเรียนรู้ที่สอดคล้องกัน ผสมผสานกัน และเชื่อมโยงกัน  จะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ลึกซึ้ง และทำให้ใช้เวลาในการเรียนรู้น้อยมากไปด้วย 

๕. จิตวิทยาความแตกต่างระหว่างบุคคล (Psychology of Individual Differences) จะช่วยส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การผลิตสื่อ การวัดผลประเมินผลให้สอดคล้อง  หรือสนองตอบต่อธรรมชาติและศักยภาพของผู้เรียน ได้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๖. จิตวิทยาบุคลิกภาพ (Psychology of Personality)  จะช่วยให้เข้าใจ “แรงจูงใจ” ต่อสิ่งที่เป็น “ตัวกระตุ้น” ให้คนหรือผู้เรียนแสดงพฤติกรรมต่างๆ กัน  จนสามารถนำมาสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะกับผู้เรียนในแต่ละวัย หรือระดับการศึกษาได้เป็นอย่างดี

๗. จิตวิทยาด้านประสาทและสมอง  (Neuropsychologist) จิตวิทยาด้านนี้ ปัจจุบันมีบทบาทเป็นอย่างมากในการจัดการศึกษา ยิ่งต้องการพัฒนาสติปัญญา(cognitive function) มากเท่าใด จิตวิทยาด้านนี้ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น  โดยเฉพาะการพัฒนาความสามารถขั้นสูงของสมอง ที่ต้องอาศัยสมาธิ ความจำ ทักษะด้านการบริหารจัดการ (การแก้ไขปัญหา การให้เหตุผล และการวางแผน) มิติสัมพันธ์ ความเข้าใจภาษา การสื่อสารด้วยภาษา รวมถึงเชาวน์ปัญญา ถือว่าเป็นจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุดในขณะนี้  เพราะมุ่งศึกษาและพัฒนาโครงสร้าง หน้าที่ของระบบประสาท และสมอง  โดยเป็นการผสมผสานความรู้หลากหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ชีววิทยา(Biology), วิทยาศาสตร์การแพทย์(Medical science), จิตวิทยา(Psychology) ทำให้จิตวิทยาด้านนี้ สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพมนุษย์มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งด้านความรู้ ความสามารถทักษะฝีมือ สมรรถภาพ และนิสัยจิตใจ  

.  

สรุป ได้ว่าจิตวิทยาทุกสาขาปัจุบัน  เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการศึกษายุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ  ช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามที่คาดหวังไว้   และก็คาดว่าในอนาคตจิตวิทยาจะมีอิทธิพลในการจัดการศึกษาอย่างแท้จริง  เพราะผลการค้นคว้า  วิจัย  ทดลองที่ค้นพบสิ่งใหม่ๆ  จะช่วยการจัดการศึกษา และการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนทุกขั้นตอน  ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกระดับจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในทางจิตวิทยาทุกสาขาอย่างลึกซึ้ง  เพราะจะได้ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพตามธรรมชาติของตน

.

ความรู้ทางจิตวิทยาที่ผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา ควรรู้และทำความเข้าใจให้มากที่สุด ดังนี้

๑. พัฒนาการทางร่างกาย หรือ คุณลักษณะตามวัย   สิ่งแรกที่ผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษา และการเรียนการสอน ควรศึกษาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ คือ คุณลักษณะของเด็กตามวัยต่างๆ ว่ามีพัฒนาการทางร่างกาย กล้ามเนื้อ  อารมณ์ จิตใจ สติปัญญาอย่างไร   ต้องตระหนักและยอมรับว่าเด็กแต่ละวัย  มีพัฒนาการต่างกัน  และไม่เท่ากันเพราะสังคม การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว  หน้าที่ต่อมาของผู้บริหารและครู คือ ทำอย่างไรให้พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างสมดุลทุกด้าน  และตามเกณฑ์ที่หวังไว้

แต่….การที่จะทำอย่างไรให้พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างสมดุลทุกด้าน  และตามเกณฑ์ที่หวังไว้นั้น  ความรู้ทางทางจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการเรียนรู้ ยืนยันว่า…มนุษย์จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด  ก็ต่อเมื่อผู้นั้นมีความ “พร้อม”  ซึ่งความพร้อมของมนุษย์  ล้วนเกิดจากร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม มีพัฒนาการที่สมดุลกัน (มีวุฒิภาวะ), หรือได้รับการฝึกฝน หรือการเตรียมตัวที่ดีจากครอบครัว ผู้ปกครอง, หรือเกิดจากแรงจูงใจ ใฝ่รู้ของตัวผู้เรียน

การสร้างความ “พร้อม” ให้เกิดขึ้นได้นั้น ทางจิตวิทยามี 2 ทฤษฎีใหญ่ คือ

๑) กลุ่ม “รอ" ให้พร้อม (มาสโลว์, ดิวอี้, ฮิลการ์ด, กีเซล) กลุ่มนี้เชื่อว่า  ความพร้อมเป็นเรื่องของธรรมชาติ  ควรค่อยเป็นค่อยไปตามพัฒนาการทางร่างกาย  อารมณ์ สังคม จิตใจของเด็ก  การจะรู้ว่าพร้อมหรือไม่พร้อม  ก็วัดเด็กตามพัฒนาการแต่ละวัยตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

๒) กลุ่ม “เร่ง" ให้พร้อม (ฟรอยด์, ธอร์นไดค์, สกินเนอร์, บลูม, บรุนเนอร์ฯ, ลอเรนซ์, เรเน่ สปิตซ์, เฮิร์บ, ฮันท์ ) กลุ่มนี้เชื่อว่า ความพร้อมสามารถเร่งได้  หรือช่วยกระตุ้นได้  ถ้าผู้ใหญ่พา หรือฝึก หรือหัด หรือให้พบประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือสิ่งรอบตัวของเด็กบ่อยๆ  หรือจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กๆ 

.   

๒. พัฒนาการด้านการคิด ความเข้าใจ (Psychology of Thinking or Cognition)  เมื่อหลังจากเด็กมี “ความพร้อม” ที่จะเรียนรู้แล้ว สิ่งที่ผู้บริหารและครู  ต้องรู้ และเข้าใจต่อไป คือ การพัฒนาความสามารถทางการคิด  ความรู้  ความจำ และการทำกิจกรรมให้สูงขึ้น  จิตวิทยาสาขานี้เชื่อว่า การเรียนรู้ของมนุษย์สามารถเกิดได้ 6 ทาง คือ จากการรู้จัก  สังเกต, จำ, เลียนแบบ, ลอง, ฝึก, และความเข้าใจ   มนุษย์นั้นโดยธรรมชาติจะรู้จักการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมและปัญหาชีวิตที่พบอยู่แล้ว  ซึ่งการที่มนุษย์จะรู้จักปรับตัวได้ก็เพราะสังเกต, จำ, เลียนแบบ, ลองผิดลองถูกนั่นเอง ต่อมาเมื่อทำบ่อยๆ กลายเป็นการกระตุ้นให้มนุษย์มีพัฒนาการทางด้านความคิด และบางคนก็พัฒนาจนถึงการคิดชั้นสูงได้ (Cognitive) รายละเอียดหาอ่านจากทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญา ของเปียเจต์(Piaget)   

การเรียนรู้ จึงเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลจะเรียนรู้ ได้จากการดู ฟัง ตรึกตรอง แล้วลองทำตาม หรือเรียนรู้ได้จากความผิดพลาด ความสำเร็จ หรือจากการคิดพิจารณา การซักถาม เป็นต้น   ดังนั้น การเรียนรู้หนึ่งๆ อาจเกิดขึ้นได้ทางใดทางหนึ่ง หรือหลายทาง หลายพฤติกรรมมารวมกัน และสิ่งที่จะช่วยให้มนุษย์เรียนรู้ได้ดีที่สุด  คือ การทำกิจกรรมต่างๆ ตามภารกิจที่มีการ “วางเงื่อนไข” ที่ยาก แต่ท้าทายความสามารถเอาไว้

การเรียนรู้ จึงไม่ได้หมายถึงแต่เพียงการได้มาซึ่งความรู้ หรือการเสริมสร้างฝีกปรือเท่านั้น  ซึ่งการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนหรือในโรงเรียนเท่านั้น แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกเวลา ทุกวงการ ทุกสังคม ฯลฯ แม้นิสัยเฉพาะตัวและพฤติกรรมในสังคมของบุคคล ก็ได้มาจากกระบวนการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

ความรู้ทางจิตวิทยา ที่นักการศึกษายอมรับความถูกต้องแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง ในปัจจุบัน มี ๓ ทฤษฎีหลัก ดังนี้

1) ทฤษฎีตอบสนอง – สิ่งเร้า (S-R Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง กับสิ่งตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง (Stimulus – Response)  การเรียนรู้ในลักษณะเช่นนี้  เป็นกระบวนการที่เฉพาะเจาะจงมาก ต้องมีการสร้างกรณีีตัวอย่างไว้อย่างหลากหลาย  เพื่อการพัฒนาตามจุดประสงค์ที่วางไว้ (Thorndike Theory)

2) ทฤษฎีความเข้าใจ (Cognitive Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการทั่วไป แล้วได้รับการฝึกจากการเผชิญปัญหาต่างๆ แล้ว เขาจะสามารถนำหลักการนั้นไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ หรือเผชิญกับปัญหาใหม่ได้ดียิ่งขึ้น (Piaget, Judd & Freeman)

3) ทฤษฎีมนุษยนิยม (Humanistic Education) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การเรียนรู้ที่ดีต้องเป็นการเรียนรู้จากปัญหา  แต่ในขณะเดียวกันจะเน้นความสำคัญของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียน และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นด้วย

.

๓. พัฒนาการทางด้านทัศนคติ ค่านิยม จิตใจ และสังคม   สิ่งที่ผู้บริหารและครู  ควรศึกษาเป็นลำดับต่อมา คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก จิตใจของมนุษย์  และความสัมพันธ์กับผู้อื่น   เพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวหรือดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และรู้จักร่วมมือกันพัฒนาตนเอง  เพื่อนฝูง ครอบครัว และสังคมให้ดีขึ้นต่อไป   รายละเอียดพัฒนาการด้านนี้  นักศึกษาควรไปศึกษาจากทฤษฎีจิตวิทยาของ อีริคสัน, ทฤษฎีของโคลเบิร์ก, ทฤษฎีการวางเงื่อนไขฯ เป็นหลัก  และควรหาอ่านงานวิจัยด้านนี้เพิ่มขึ้น

.

 ๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา หรือเชาวน์ปัญญา  สิ่งที่ผู้บริหารและครู  ควรศึกษาเป็นลำดับต่อมาอีก  คือ การรู้จักและเข้าใจพัฒนาการด้านสติปัญญา เชาวน์ปัญญา  หรือที่เราเรียกว่า IQ  เพื่อช่วยผู้เรียนพัฒนาความสามารถด้านการคิดชั้นสูง  ความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถศึกษาในสิ่งที่สูงขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้   รายละเอียดพัฒนาการด้านนี้  นักศึกษาควรไปศึกษาจากทฤษฎีจิตวิทยาของสเปียร์แมน, เธอร์สโตน, กิลฟอร์ด, การ์ดเนอร์, สเติร์นเบอร์ก, บรุนเนอร์ ฯ เป็นต้น  และควรหาอ่านงานวิจัยด้านนี้เพิ่มขึ้น

.

๕. พัฒนาการความแตกต่างระหว่างบุคคล  สิ่งที่ผู้บริหารและครู  ควรศึกษาเป็นลำดับต่อมาอีก ก็คือ “สไตล์การเรียน” (Learning style) การรู้จักและเข้าใจความแตกต่างในการเรียนรู้  ในการคิด ระหว่างบุคคล  เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตามธรรมชาติและศักยภาพของตัวเอง  เช่น บางคนจะเรียนรู้ได้ดีจากการฟัง  บางคนจะเรียนรู้ได้ดีจากการอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียว  บางคนจะเรียนรู้ได้ดีจากการเห็น  บางคนจะเรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัสของจริง   บางคนจะเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือทำ ซึ่งถ้าผู้บริหารและครูจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับเด็กแต่ละคนในการศึกษาเรียนรู้  ถือว่าครูได้ทำบุญต่อเด็ก ต่อสังคมอย่างมหาศาล  อย่างหาบุญกุศลอื่นของชาวโลกเปรียบได้ยาก  รายละเอียดพัฒนาการด้านนี้  นักศึกษาควรไปศึกษาจากทฤษฎีจิตวิทยาเด็มโบ, คาแกน, เด็นน์, คอล์บ,ฯ เป็นต้น  และควรหาอ่านงานวิจัยด้านนี้เพิ่มขึ้น

.

๖. พัฒนาการด้านการเรียนรู้    จิตวิทยาด้านนี้ในปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษาของประเทศไทย  เพราะไม่ว่าจะเป็นนโยบายการศึกษาระดับชาติ  หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ล้วนมีหลักการ  จุดมุ่งหมายการจัดการศึกษา  และสาระสำคัญโดยอิงอยู่บนพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้อย่างเต็มที่  ดังนั้น  ผู้บริหารและครู  จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการเรียนรู้ให้ถ่องแท้ ลึกซึ้ง จนสามารถนำไปจัดการศึกษา หรือจัดการเรียนการสอนตามขั้นตอนกระบวนการของทฤษฎีต่างๆ ของจิตวิทยาสาขานี้  เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้วางเงื่อนไข,   ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม, ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม เป็นต้น  ส่วนรายละเอียดจิตวิทยาการเรียนรู้ด้านนี้  นักศึกษาควรไปศึกษาจากทฤษฎีจิตวิทยาของพาลอฟ, วัตสัน, ธอร์นไดค์, สกินเนอร์, ทฤษฎีกลุ่มเกสตัลท์, กาเย่, ทฤษฎีของแบนดูรา, ออซุเบล, ครอสไมเออร์, เฟรเยอร์, วิก็อทสกี้, บุนเนอร์, การ์ดเนอร์  เป็นต้น  โดยเฉพาะทฤษฎีพหุปัญญาฯควรศึกษาให้เข้าใจให้ได้  และควรหาอ่านงานวิจัยด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง   แต่ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ใด  ล้วนต้องมีกระบวนการเรียนรู้ตาม “ลำดับขั้นตอน (basic sequence) และ รูปแบบ (basic pattern)  4  ประการ ดังนี้

1. การได้รับรู้จุดมุ่งหมาย และข้อมูลอย่างเพียงพอ ก่อนที่จะทำ (Information)

2. กิจกรรมที่ทำมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นระบบ หรือมีขั้นตอนกระบวนการชัดเจน (activity)

3. มีแรงจูงใจเพียงพอ (motivation)

4. มีการวางเงื่อนไขผลสำเร็จที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม (มีเกณฑ์ /ตัวชี้วัด) (Success)

ถ้าครูวางแผนการสอน ตามปัจจัยทั้ง 4 ประการนี้  เชื่อได้ว่าจะส่งผลให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จผลในการเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน   

.

๗. จิตวิทยาและการวัดผลประเมินผล  หลักสูตรปัจจุบันสามารถวัดผลประเมินผลโดยไม่ต้องอาศัยทฤษฎีทางจิตวิทยา เพราะต้องวัดผลประเมินผลตามตัวชี้วัดของหลักสูตร ตามสภาพจริงของกิจกรรมและจุดมุ่งหมายที่ต้องการพัฒนา (Authentic Assessment) แต่การกำหนดเกณฑ์การวัดผลประเมินผลให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ  ก็ต้องอาศัยความรู้ทางจิตวิทยาการเรียนรู้ และจิตวิทยาพัฒนาการตามวัยอยู่ดี

.

๘. จิตวิทยาการสร้างแรงจูงใจ และพัฒนาบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เรื่องนี้แทบไม่ต้องขยายความหรือชี้แนะแต่อย่างใด  เพราะ “แรงจูงใจ” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องสร้างขึ้นในชั้นเรียน  ในสถาบันการศึกษา  และในตัวผู้เรียนให้ได้  ยิ่งถ้าผู้บริหารและครู สามารถสร้างบรรยากาศความกระตือรือร้นการเรียนรู้ในห้องเรียน หรือ พยายามจัดทำให้โรงเรียนร่มรื่น สวยงาม สะอาด มีสื่อการเรียนรู้อย่างครบถ้วน   ครูมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส  เป็นมิตร และมีใจที่เมตตา ปรารถนาดีต่อผู้เรียน  อยากช่วยเหลือนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้จริงๆ  ก็ย่อมทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่  แต่...ถ้าผู้บริหารและครูทำลาย “แรงจูงใจ” ต่อผู้เรียน  หรือ สร้างแรงจูงใจให้เกิดกับผู้เรียนไม่ได้  ก็ถือว่าท่าน คือ “ฆาตกร หรือ อาชญากร” ที่สร้าง/ทำลายอนาคตชีวิตเด็กให้ล้มเหลว และอาจทำให้เด็กด้อยค่าตัวเองไปตลอดชีวิต 

.

๙. รายละเอียดความรู้ ทฤษฎีต่างๆทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษามีมากมาย นักศึกษาหรือผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษา  ควรแสวงหาอ่านจากหนังสือตำราทางจิตวิทยาที่มีอย่างหลากหลาย  ซึ่งหนังสือจิตวิทยาภาคภาษาไทยที่อ่านง่าย ทำให้เข้าใจเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ได้ชัดเจนได้ดีที่สุดในทัศนะผม  ได้แก่

  • หนังสือชุดจิตวิทยาของ อ.ประมวญ ดิกคินสัน
  • จิตวิทยาการเรียนการสอน ของ รศ.ดร.พรรณี ช.เจนจิต
  • จิตวิทยาการศึกษา ของ อ.สุรางค์ โค้วตระกูล
  • จิตวิทยาประจำวัน ของ อ.พงศ์อินทร์ ศุขขจร

                              ฯลฯ

บทสรุป  เมื่อท่านมีโอกาสรับผิดชอบการจัดการศึกษา  ควรตั้งคำถามถามตัวเองว่า  ทำไมการเป็นผู้บริหารการศึกษาที่จะมีคุณภาพและประสิทธิภาพ จึงต้องเรียนรู้วิชาปรัชญา สังคมวิทยา และจิตวิทยา ก่อนวิชาอื่นๆ เพราะเหตุใด ?  และยิ่งถ้านักการศึกษา ผู้บริหาร ครู ได้พยายามตอบอย่างจริงจังจากคำถาม 4 ประการต่อไปนี้  ก็เชื่อว่าจะช่วยให้นักการศึกษา ผู้บริหาร ครูมองเห็นภาพรวมในการจัดการศึกษา หรือ การจัดการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน และเห็นภาพการปฏิบัติจริงได้ตั้งแต่ต้นจนจบภารกิจ    

1. จุดมุ่งหมายทางการศึกษา (Educational Purpose) หรือจุดประสงค์ที่ท่านอยากให้สถาบันการศึกษาของท่านทำ หรือ สังคมต้องการให้ท่านทำมีอะไรบ้าง  (ความรู้ทางปรัชญาการศึกษาจะช่วยวางกรอบหรือกำหนดแนวคิดในการจัดการศึกษา เช่น ท่านควรนิยามให้ได้ว่า การศึกษาในทัศนะของท่าน คือ อะไร/สิ่งใด, หลักสูตร คืออะไร/จะเป็นเช่นใด, โรงเรียน คือ สิ่งใด, ครู คือ ใคร, นักเรียน คือใคร ฯลฯ )

2. การที่จะให้บรรลุตามความมุ่งประสงค์ที่ตั้งไว้นั้น จะต้องให้นักเรียนเรียนรู้ หรือทำอะไรบ้าง (คำถามข้อนี้จะต้องใช้ความรู้ทางจิตวิทยา และสังคมวิทยามาช่วยตอบคำถาม  เพราะความรู้ด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยาจะช่วยการออกแบบหลักสูตร, การกำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด, การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน,  การจัดทำเนื้อหาสาระหลักสูตรว่าต้องมีอะไรบ้างในแต่ละระดับ แต่ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านนิยามไว้ตามข้อ ๑)

3. จะดำเนินการ/ต้องทำอย่างไรบ้าง จึงจะทำให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพตามที่วางแผนไว้ (จะต้องใช้ความรู้ทางจิตวิทยา+สังคมวิทยา = มาสร้างแนวปฏิบัติ จัดกิจกรรมการเรียนรู้อะไรบ้าง อย่างไร)

4. เราจะทราบได้อย่างไรว่า  เราได้บรรลุตามความมุ่งประสงค์นั้นๆ แล้ว (เราจะใช้อะไรวัดผลในคำถามข้อที่ 3 ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เที่ยงตรง สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้  และเมื่อวัดผลเสร็จแล้ว  เราจะนำผลการวัดไปประเมินกับอะไร มีเกณฑ์อย่างไร  เราจึงจะถือว่ามีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ บรรลุผลสำเร็จตามที่คาดหวัง

                                                                     ………………………..

ถ้านักการศึกษา ผู้บริหาร  ครูตอบคำถามทั้ง 4 ประการนี้ได้อย่างชัดเจน  และมองเห็นความเชื่อมโยงทั้ง 4 คำถาม  ก็แสดงว่าท่านเข้าใจแล้วว่า วิชาปรัชญา สังคมวิทยา และจิตวิทยามีอิทธิพลในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพได้อย่างไรแล้วแน่นอน  ซึ่งผมหวังว่า ทุกท่านจะนำความรู้ ความเข้าใจที่ได้รับรู้ตามแนวทางทั้ง 4 ประเด็นนี้   ไปพัฒนาปรับปรุงการจัดการศึกษาที่ทุกท่านรับผิดชอบจนประสบความสำเร็จ   บรรลุตามจุดมุ่งหมายการศึกษาที่วางไว้ทุกคน