Biological Clock นาฬิกาชีวิต  

  • ดิฉันได้รับการแบ่งปัน หนังสือดีๆ มาจากกัลยาณมิตรที่แสนดี ชื่อนาฬิกาชีวิต ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมจากที่ท่านอาจารย์ สุทธวัสส์ คำภา  ไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ค่ะ
  • เป็นหนังสือที่ดีมากค่ะ ดิฉันคัดลอกมาเพียงส่วนหนึ่งค่ะ
  • น่าทึ่งนะคะ ที่ธรรมชาติมีเหตุและผลในการออกแบบร่างกายของเรามา หากเราเข้าใจร่างกาย และดูแลให้ถูกต้อง ชีวิตจะสดใสค่ะ
  • เป็นกำลังใจให้ทุกคน มีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์นะคะ
  • เข็มนาฬิกาไม่สมบูรณ์ ขาดไป 1 จุด ขอให้เพื่อนๆ ช่วยเติมในใจให้เต็มนะคะ

ช่วงเวลา ระบบที่เกี่ยวข้อง ข้อควรปฎิบัติ
01-00-03.00 ตับ นอนหลับพักผ่อนให้สนิท
03.00-05.0 ปอด ตื่นนอน สูดอากาศบริสุทธิ์
05.00-07.00 ลำไส้ใหญ่ ขับถ่ายอุจจาระ
07-00-09.00 กระเพาะอาหาร กินอาหารเช้า
09.00-11.00 ม้าม พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ
11.00-13.00 หัวใจ หลีกเลี่ยงความเครียดทั้งปวง
13.00-15.00 ลำไส้เล็ก งดกินอาหารทุกประเภท
15.00-17.00 กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เหงื่อออก ออกกำลังกาย
17.0-19.00 ไต ทำให้สดชื่นไม่ง่วงเหงาหาวนอน
19.00-21.00 เยื่อหุ้มหัวใจ ทำสมาธิ  หรือสวดมนต์
21.00-23.00 ระบบความร้อนของร่างกาย ห้ามอาบน้ำเย็น ห้ามตากลม ทำร่างกายให้อบอุ่น
23.00-01.00 ถุงน้ำดี ดื่มน้ำก่อนเข้านอน

  *    การแพทย์ตะวันออกถือว่า  กลางวันและกลางคืนมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์ อย่างแยกไม่ออก  โดยมองลึกลงไปอีกว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผ่านอวัยวะภายในของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย อวัยวะตันและวัยวะกลวง  

อวัยวะตัน  หมายถึง  หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปวด ม้าม ตับ ไต

อวัยวะกลวง   หมายถึง  กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ระบบความร้อนของร่างกาย (ชานเจียว)  

*    การไหลเวียนของพลังชีวิต  (ลมปราณ)  ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้น จะใช้เวลาสองชั่วโมง ทั้งหมด  12 อวัยวะ  รวม 24 ชั่วโมง คือ หนึ่งวัน เรียกว่า นาฬิกาชีวิต1ีัยวะนั้น จะใช้เวลาสองชั่วโมองล  

*    ตัวอย่างเช่น การไหลเวียนของเส้นลมปราณปอด จะมีพลังไหลเวียนเริ่มต้นที่เวลา 03.00 น. และสูงสุดในช่วงประมาณ 04.00 น.  จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง และออกจากเส้นลมปราณปอดไปยังเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ เวลา 05.00 น.  การรักษาโรคของเส้นลมปราณปอดที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรอยู่ระหว่างเวลา 03.00 05.00 น.  ได้มีการวิจัยพบว่า ผลของการใช้ยาตะวันตก คือ ยาดิติตาลิสในการักษาโรคหัวใจล้มเหลว (มีการคั่งของน้ำในปอด)  การให้ยาในช่วงเวลา 04.00 น จะให้ผลออกฤทธิ์ประมาณสี่สิบเท่าของการให้เวลาอื่น เป็นต้น  การเคลื่อนไหวของพลังงานชีวิตของอวัยวะภายในมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนและสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเวลา (นาฬิกาชีวิต)  ร่างกายเราจึงมีกลไกการปรับตัว มีการสร้างสารคัดหลั่งฮอร์โมน การทำงานของระบบต่างๆ ฯลฯ เป็นไปตามสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

*    การดำเนินชีวิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานของการมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืน ปราศจากโรค โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้  

01.00 – 03.00 น.   เป็นช่วงเวลาของตับ : ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน ( meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย  นอกจากร่างกายจะหลังสารนี้เป็นประจำแล้ว  ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endorphin) ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับ คือ ขจัดสารพิษในร่างกาย  ส่วนหน้าที่รอง คือ 1) ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บ จะไม่สวย  2) ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อยๆ จะทำให้ตบทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ  

03.00 – 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด :  จึงควรตื่นนอน ลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์ และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนในช่วงนี้เป็นประจำ ปอดจะดี ผิวดีขึ่น และจะเป็นคนที่มีอำนาจในตัว

  05-00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่  :  ควรขับถ่ายอุจจาระทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า  ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว  ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว หรือยืนตรง หายใจเข้าแล้วก้มลงพร้อมทั้งหายใจออก เอามือท้าวเข่า แข่มวท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง  

07.00 – 09.00 น.  ช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร : กระเพาะอาหารจะทำงาน หากกินอาหารเช้าในช่วงนี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง  ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้ตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย

  09.00 – 11.00 น.  เป็นช่วงเวลาของม้าม  ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย  มีหน้าที่ควบคุมเลือด  สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน  คนที่ปวดศรีษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครง สาเหตุมาจากม้ามกับตับ                                

                                 - ม้ามโต จะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย                            

                                 - ม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไป จะแปรสภาพเป็นไขมัน จึงทำให้อ้วนง่าย ผู้ที่มักจะนอนหลับในช่วงเวลา 09.00 11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอ นอกจากนี้ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก  ผู้ที่พูดบ่อยๆ หรือ พูดเก่งๆ ม้ามจะชื้น จึงควรพูดน้อย กินน้อย ม้ามจึงแข็งแรง  

11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ :  หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้นหรืออาการตกใจให้ได้  

13.00 – 15.00 น.  เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก :  จึงควรงดการกินอาหารทุกประเภท เพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ทำงาน  ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่น วิตามินซี บี โปรตีน เพ่อสร้างกรดอะมิโน สร้างเซลล์สมอง  ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง  ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ผู้หญิงมีลำไส้ยาวกว่าผู้ชาย 11 ฟุต  เพื่อให้การดูดซึมได้นานกว่า  เนื่องจากต้องใช้กรดอะมิโนมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีลำไส้ยาวกว่า จึงมีกระดูกซี่โครงมากกว่าผู้ชายข้างละ 1 ซี่

  15.00 – 17.00 น.  เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ   : แนวพลังของกระเพาะปัสสาวะเริ่มจาก หัวตา ผ่านหน้าผาก ศรีษะ ท้ายทอย แผ่นหลังทั้งแผ่น สะโพก ด้านหลังขา หัวเข่า น่อง ส้นเท้า นิ้วก้อย  กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด                                 -  ช่วงนี้จึงควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง  ข้อควรระวัง  ถ้าเหงื่อมีโซเดียมปนออกมามาก ไตจะวาย  ถ้ามีโปตัสเซียมออกมามาก หัวใจจะวาย แก้ไขเรื่องหัวใจวาย ให้ดื่มน้ำมะนาว หรือน้ำส้ม เพื่อเติมโปตัสเซี่ยม  / การอั้นปัสสาวะบ่อยๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ

  17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต  จึงควรทำให้ไตสดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้  ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้  แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม  ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาการหนักมาก                                 - ไตซ้ายจะควบคุมสมองด้านขวา  ซึ่งควบคุมความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงาม  ชอบแต่งตัว  ถ้าไตซ้ายมีปัญหา อารมณ์รัก สวยรักงามจะหมดไป  กลายเป็นคนปล่อยเนื่อปล่อยตัว ขี้ร้อน                                 - ไตขวาจะควบคุมสมองด้านซ้าย   ซึ่งควบคุมด้านความจำ  ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขึ้หนาว  ผู้ที่ไตแข็งแรง จะเป็นคนมีอายุยืน เป็นคนกล้า                                 - ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก  อาหารที่อยู่ในรูปสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต ผู้เป็นโรคไต เป็นหวัดง่าย สมองเสื่อม ปวดหลัง มีเสลดในคอ                                 - การดูแล คือ ตอนเช้าอาบน้ำเย็น ตอนเย็นอาบน้ำอุ่น  กรณีอาบน้ำไม่ได้ให้แช่เท้า แต่น้ำควรใส่สมุนไพรที่ถูกโฉลกกับคนป่วย เช่น ขิง ข่า กระชาย ฯลฯ 

  19.00 – 21.00 น.   เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ   ช่วงเวลานี้ควรสวดมนต์  ทำสมาธิ  ปัญหาเกี่ยวกับเยือหุ้มหัวใจ คือ หัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวัง เรื่องตื่นเต้น ดีใจ การหัวเราะ กรณีเส้นเลือดขอด  ต้องดูแลเยื่อหุ้มหัวใจให้แข็งแรง ควรใส่เสื่อผ้าชุดดำ  เท่า เอาเท้าแช่น้ำ แช่เท้าในน้ำอุ่น  

21.00 – 23.00   เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น  จึงห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงนี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ

    23.00 -01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี   (ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ)  อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น  เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะจาม (ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด)   จะปวดศรีษะข้างเดียว หรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ