ความคิดสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาประเทศ
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ กรุงเทพโพลล์ สำรวจ “ความคิดสร้างสรรค์กับการพัฒนาประเทศ” ประชาชน 98.0% เชื่อความคิดสร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุ มหาวิทยาลัย โรงเรียน และครอบครัว ควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์ให้เห็นเป็นรูปธรรม
จากการสำรวจข้อมูลกลุ่มประชาชนเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ประชาชนจะนึกถึงงานด้านศิลปะ การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ ประชาชนคิดว่าส่วนใหญ่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเกิดจาก การจินตนาการ การสังเกต ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมรอบตัว มีส่วนน้อยที่คิดว่าเป็นคนไม่มีจินตนาการ เนื่องจากไม่อย่าคิด ความเครียด ไม่มีจิตนาการ คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ชอบทำตามผู้อื่น คิดแล้วกลัวทำผิด ประเทศไทยขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ประชาชนร้อยละ 66.2 ระบุว่าขาดแคลน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า คนไทยไม่ชอบคิดนอกกรอบ ชอบเลียนแบบคนอื่น ไม่มีคนสนับสนุนและต่อยอดทางความคิด
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเชื่อว่าตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าวก็ไม่ได้แปลงมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเช่นนี้ เนื่องมาจากความเครียดด้านค่าครองชีพ ด้านสังคม ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐตามลำดับ ประโยชน์ของความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อการพัฒนาประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าจะช่วยให้มองโลกในมุมมองที่กว้างขึ้น จะทำให้มีการคิดค้นและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น รวมถึงมีแนวคิดใหม่ๆ ทำให้คนมีการพัฒนา ทันสมัยทันโลก เป็นผู้นำทางความคิด ทั้งนี้ประชาชนเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นสถาบันที่มีบทบาทมากถึงมากที่สุดในการพัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์ให้เห็นเป็นรูปธรรม (ร้อยละ 81.5) รองลงมาคือ โรงเรียน (ร้อยละ 80.4) และครอบครัว (ร้อยละ 74.3)
จะเห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้กับคนทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย เพียงแต่เราควรให้ความสำคัญกับการนำความคิดสร้างสรรค์ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศไปใช้ให้เกิดการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้สถานบันทางการศึกษาและสถาบันครอบครัว มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างหรือกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ นำไปซึ่งการพัฒนาประเทศชาติต่อไป