โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ผู้จัดรายการวิทยุ "รู้ใช้เข้าใจเงิน" FM96.5
โลกยุคโบราณเต็มไปด้วยศึกสงครามและความอดอยาก มนุษย์จึงต้องแสวงหาความมั่นคงให้กับตัวเอง กลยุทธ์หนึ่งที่ใช้กันมาตลอดหลายพันปีก็คือ การสะสมวัตถุที่มีชื่อว่า “ทองคำ” โดยเฉพาะเมื่อเงินเหรียญและเงินกระดาษ ไม่สามารถเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าได้อย่างสนิทใจ
สังคมมนุษย์เริ่มวิวัฒนาการสร้างสมอารยธรรมจนกระทั่งสามารถปฏิวัติ อุตสาหกรรมได้สำเร็จในปลายศตวรรษที่ 18 ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์จึงมีความแน่นอนมากขึ้น ระบบธนาคารและเงินกระดาษได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อมีทองคำเป็นสิ่งหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตร ทำให้ระบบสินเชื่อและการค้าขายแลกเปลี่ยนมีการขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง
อารยธรรมมนุษย์จึงเริ่มมั่งคั่งและเข้าสู่สังคมทุนนิยมเต็มตัวนับจากนั้นเป็นต้นมา
ในปี 1971 เมื่อรัฐบาลนิกสันเลิกผูกติดค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ ประกอบกับตลาดเงินโลกเริ่มเชื่อมต่อกันทั่วโลก ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป จึงนำไปสู่ยุคสมัยที่ทองคำได้กลายเป็นเครื่องมือแห่งการ “เก็งกำไร” มากกว่าจะเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าในยุคข้าวยากหมากแพงเหมือนในอดีตที่ผ่าน มา
นี่จึงเป็นแนวโน้มใหม่แห่งยุคสมัยที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

1. ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นรอบใหญ่ โดยแต่ละรอบจะมีการยกระดับสูงขึ้นเสมอ
ความเชื่อที่ได้ยินกันอย่างแพร่หลายก็คือ “ทองคำ ราคาดี ไม่มีตก” ย่อมเป็นความจริงในบริบทของการลงทุนระยะยาว ซึ่งปัจจัยความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเก็งกำไรขึ้นลงไม่มีผลกระทบเพราะ หักล้างกันไปหมดแล้ว
ปัจจัยพื้นฐานของราคาทองคำในระยะยาวย่อมเป็นสัดส่วนเดียวกับอัตราเงิน เฟ้อ นี่เป็นการสะท้อนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้แม่นยำที่สุด โดยในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าทั้งในโลกเศรษฐกิจจริงและในโลกมายาของเงิน ตรา ราคาทองคำในระยะยาวจึงถูกกำหนดโดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อศูนย์กลางการเงินโลกเกิดความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องมาติดตามกันอีกครั้งว่า ปัจจัยพื้นฐานของราคาทองคำโลกจะเคลื่อนย้ายไปตามเงินเฟ้อของประเทศหรือ ภูมิภาคใด
หากทว่าในระยะสั้น ราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวขึ้นสูงและลงต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐไปเป็น ระยะเวลาที่ยาวนาน จึงทำให้นักลงทุนทั่วไปมองไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับอัตราเงิน เฟ้อ
ดังนั้น การที่บอกว่าทองคำราคาดีไม่มีตก จึงถูกต้องในระยะยาวเพราะเงินเฟ้อมีการปรับตัวสูงขึ้นเสมอนับจากโลกได้สร้าง อารยธรรม อย่างไรก็ตาม ในบางระยะเวลาที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อไปมาก ก็ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อชดเชยให้ราคาทองคำเข้าสู่จุดสมดุล
ที่น่าเศร้าก็คือ นับจากปี 2002 ที่ราคาทองคำโลกได้เริ่มขยับขึ้น จนกระทั่งประเทศไทยเกิดอาการตื่นทองในปี 2007 ความเชื่อที่ว่าราคาทองคำไม่มีวันตก ก็เริ่มแพร่สะพัดไป ยิ่งราคาทองคำสูงขึ้นเท่าไร ความเชื่อนี้ก็ยิ่งฝังแน่นในหัว โดยเฉพาะเมื่อหลายคนเคยได้อยู่ในยุคทองคำราคาประมาณ 5000 บาท ก็ยิ่งรู้สึกว่า การลงทุนในทองคำเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกแล้ว
หากทว่า คนไทยกลับไม่เคยใส่ใจเลยว่า ราคาทองคำนั่งแช่อยู่ที่ราคา 5000 บาทนานโขเพียงไร ยังไม่นับเมื่อสมัยราคาทองคำอยู่ที่ 400 บาท ก็เป็นเวลาหลายสิบปีดีดัก หากคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อปีแล้ว ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนสูงที่สุด
หักกลบลบล้างระหว่างช่วงเวลาที่ราคาทองคำขึ้นสูงมหาศาลกับช่วงเวลาที่ ทองคำคงที่ยาวนาน ก็จะได้เป็นอัตราผลตอบแทนเท่ากับเงินเฟ้อพอดีนั่นเอง
ในปี 1971-1980 ราคาทองคำเคลื่อนไหวจากประมาณ 400 บาทไปสู่จุดสูงสุดที่ประมาณ 10000 บาท นับเป็นผลตอบแทนที่สูงมาก แม้จะใช้เวลาถึง 10 ปีในการเคลื่อนไหวก็ตาม หากทว่าเราต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้าที่ราคาจะขึ้นไปนั้น ราคาทองคำได้แช่อยู่ที่ 400 บาทมานานนมเท่าไรแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ข้อตกลงเบรตตัน วูดส์ในปี 1944ที่ให้เงินดอลลาร์มีค่าเทียบเท่ากับทองคำ 35 ออนซ์
ย้อนไปไกลตั้งแต่ปี 1870 ที่เริ่มต้นมาตรฐานทองคำ จนกระทั่งปี 1944 ที่ถูกแช่แข็ง ราคาทองคำแม้จะได้ยืดเส้นยืดสายบ้างเมื่อเศรษฐกิจมีความผันผวนหรือในบางช่วง ที่มีการยกเลิกมาตรฐานทองคำ หากกระนั้นราคาทองคำก็จะมีค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 400 บาท การที่ราคาขึ้นไปได้ถึง 10000 บาท เพื่อชดเชยคืนกับช่วงเวลาที่ต้องแน่นิ่งยาวนาน ก็น่าจะเป็นการสมน้ำสมเนื้ออยู่เหมือนกัน
นอกจากนี้ใครจะไปรู้ได้ว่าการระเบิดใหญ่ของราคาทองคำ จะมาสิ้นสุดลงในปี 1981 หลังจากนั้นราคาทองคำอาจจะขยับกลับขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่เฟื่องฟูเหมือนเดิมอีกแล้ว ราคาทองคำแม้ว่าจะไม่ลงไปถึงที่ 400 บาท แต่ก็ขยับตัวอยู่ที่ประมาณ 5000 บาทเท่านั้น
การมองเห็นแต่ช่วงที่ราคาทองคำสูงขึ้นไปหลายเท่า
จึงเป็นการรับรู้ความจริงที่ไม่รอบด้าน ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายเลย
หากไม่พาตัวเข้าไปซื้อขายทองคำที่ราคาสูงเกินจริง
แล้วต้องติดดอยให้เหน็บหนาวอยู่หลายปี เพราะในยามที่ราคาดิ่งลง
ก็คงไม่มีใครมานั่งป่าวประกาศให้ฟัง
หรือบอกแล้วเราเองก็อาจไม่ยอมเชื่อ
เพราะไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะเข้าไปในสมรภูมิ
ยุทธศาสตร์การลงทุนในทองคำ จึงไม่ใช่การถือยาวตลอดชีวิต เพราะแม้จะมีช่วงที่กำไรหลายเท่าตัว แต่ก็จะมีช่วงเวลาคงที่ยาวนาน ซึ่งหักกลบลบล้างก็จะได้ประมาณอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น ซึ่งหากนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ตัวอื่น อาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้
การลงทุนในทองคำ จึงต้องเลือกซื้อและขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม แน่นอนว่าคงไม่มีใครสามารถซื้อและขายที่จุดสูงสุดได้ แต่กระนั้นก็สามารถกำหนดช่วงเวลาได้ระดับหนึ่ง
สำหรับนักลงทุนทองคำแบบระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ก็ไม่ควรเข้าเล่นในปี 2012 เพราะราคาทองคำได้ขึ้นมาสูงมากแล้ว แม้ว่าราคาอาจสูงขึ้นไปได้อีกในปีนี้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าราคาได้ทะยานขึ้นมาตั้งแต่ปี 2002 ดังนั้นจึงอาจจะใกล้มากแล้วที่ราคาทองคำจะขยับลงเพื่อกลับสู่จุดสมดุล จึงควรรอให้ถึงเวลานั้นแล้วค่อยลงทุนก็จะได้ราคาที่ถูกกว่ามาก
ราคาทองคำระยะยาวย่อมเพิ่มขึ้นตลอดตามอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น ราคาทองคำที่ควรจะเป็นจึงน่าจะสูงขึ้นกว่าสมดุลเก่าซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5000 บาท โดยสมดุลใหม่น่าจะอยู่ระหว่าง 10000-15000 บาท
การลงทุนทองคำมีข้อเสียสำคัญคือ เมื่อราคาไม่ขยับเคลื่อนไหว ก็ไม่มีดอกเบี้ยให้เหมือนการฝากธนาคาร ไม่มีเงินปันผลเหมือนการลงทุนในหุ้น ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวจึงควรนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อรับดอกเบี้ยก่อน แล้วจึงค่อยรอเวลาให้ทองคำกลับมาขึ้นอีกครั้งจึงเข้าลงทุนก็ยังไม่สาย
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อทองหมดรอบนี้แล้ว จะแช่นานเพียงไร แล้วจะกลับมาซู่ซ่าอีกครั้งเมื่อใด ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวจึงมีทางเลือก 2 ทางคือ ลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนรายปี แล้วค่อยรอให้ราคาทองคำขึ้นมาระดับหนึ่ง อาจจะเป็น 20 % กระทั่งมั่นใจว่าเป็นขาขึ้น แล้วจึงซื้อเข้าไปให้เต็มเหนี่ยว ก็จะช่วยย่นระยะเวลาที่เงินจะต้องแช่ยาวนานโดยไม่เกิดประโยชน์อันใด
อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ พักเงินไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าถือทองคำในช่วงขาลง ที่อาจจะขาดทุนส่วนต่างแถมยังไม่ได้ดอกเบี้ย หลังจากนั้น เมื่อทองคำหมดรอบขึ้นใหญ่แล้ว ก็จะดิ่งเหวลงมาเข้าสู่พื้นฐานความเป็นจริง จึงค่อยหาจังหวะเข้าไปซื้อของถูก ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีจังหวะดีที่ราคาทองคำจะลงมาต่ำกว่า 10000 บาท จึงควรรีบฉกฉวยถอนเงินฝากออมทรัพย์ไปซื้อทองคำไว้ให้ทันท่วงที เพราะโอกาสเช่นนี้จะมีไม่บ่อยครั้งนัก
หลังจากนั้นก็จะถือทองคำยาว แม้ว่าราคาจะเกือบคงที่จนกว่าจะถึงรอบใหญ่ครั้งใหม่ ซึ่งอาจยาวนานเป็น 10 ปี แต่ก็ถือว่ามีความได้เปรียบที่สามารถซื้อได้ที่ราคาต่ำกว่า 10000 บาท แม้ว่าจะไม่ได้ดอกเบี้ยเงินฝากอีกต่อไป แต่ก็อาจคุ้มกว่าไปรอซื้อเมื่อเวลาขาขึ้นครั้งใหม่ที่ราคาอาจเริ่มขึ้นไปถึง 15000 บาทแล้ว
สำหรับนักลงทุนทองคำระยะสั้นและกลาง ก็จะต้องเล่นแบบเก็งกำไรเข้าเร็วออกเร็ว จะสลับเป็นถือยาวหลายเดือนในบางครั้ง เหมือนช่วงเริ่มต้นขาขึ้นเมื่อหลายปีก่อนย่อมไม่ดีนัก เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกทุบลงมาได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญ เมื่อลงมาต่ำกว่า 10% ควรตัดขาดทุนไปเลย เพราะเราไม่รู้ว่ารอบใหญ่นี้จะสิ้นสุดเมื่อไร ซึ่งถ้าหมดรอบแล้วอาจต้องถือยาวไปหลายสิบปีทีเดียว แถมยังถือไว้ที่ราคาสูงมากอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น
ในช่วงราคาทองคำซบเซาระหว่างปี 1981-2000 จะเห็นว่าราคามีการดีดกลับขึ้นมาเป็นระยะ ซึ่งอาจจะเป็นขนมหวานของนักเก็งกำไร หากทว่า ก็จะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำเหมือนในช่วงขาขึ้นใหญ่ในปี 1971-1980 แถมเมื่อเข้าซื้อผิดรอบก็อาจขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้น จึงน่าคิดว่าเมื่อตลาดทองคำอยู่ในช่วงขาลงหรือคงที่ ก็อาจต้องหาการลงทุนอื่นที่ดีกว่า
2. ราคาทองคำเป็นเพียง “ทางเลือก” หนึ่งในการลงทุนเท่านั้น
เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยต่ำ และสงคราม อาจเป็นจุดสังเกตหนึ่งในการเข้าลงทุนทองคำ หากทว่าก็ยังไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเสมอไป เพราะหลายครั้งการเคลื่อนไหวของทองคำก็ยังคงสงบนิ่ง
โดยเฉพาะเมื่อราคาทองคำที่ระดับราคา 24000-27000 บาท ในช่วงที่ผ่านมา เราอาจตีความว่า ได้ซึมซับข่าวดีที่มีผลต่อการสูงขึ้นของราคาไปเกือบหมดแล้ว โอกาสที่ราคาจะสูงขึ้นไปอีกก็พอมีบ้าง แต่ไม่แน่นักว่าจะมากพอและคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะถูกทุบราคาลงมาหรือไม่
ข่าวดีที่มีผลต่อราคาทองคำ อาจจะมีเข้ามาอีกได้ แต่ก็ไม่จำเป็นสมอไปว่า ราคาจะต้องขึ้นไปตอบสนอง
ตัวอย่างเช่น
ในปี 1987-1992 เศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ แถมยังมีสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ตัวเลขหนี้มหาศาล แต่ราคาทองคำกลับลดลง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพังทลาย ระบบการเงินของยุโรปมีปัญหา คนจึงแสวงหาที่ปลอดภัยในการลงทุน นั่นคือ กลับมาถือครองเงินดอลลาร์ ซึ่งคนยุคนั้นยังมีความเชื่อถืออยู่มาก
ศตวรรษที่ 21 แม้คนจะไม่ค่อยเชื่อถือในเงินดอลลาร์แล้ว แต่ก็ยังหาเงินสกุลอื่นมาทดแทนไม่ได้ หากกระนั้น คนก็กลับมีทางเลือกในการลงทุนที่มากมายกว่าในอดีต โดยเฉพาะตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่กลายเป็นโลกาภิวัตน์ไปแล้ว ดังนั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปจะเซื่องซึม แต่ก็ยังมีตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน ให้เลือกอีกมาก โดยการลงทุนมีความสะดวกรวดเร็วกว่าในอดีตยิ่งนัก
ทุกครั้งที่มีวิกฤต เงินจึงไม่จำเป็นต้องไหลเข้าซื้อทองคำเสมอไป โดยเฉพาะในยุคที่มีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายและมากมายเช่นนี้
ที่สำคัญ ราคาทองคำได้ขึ้นมาสูงมากแล้ว หากนักลงทุนรายใหญ่ไม่ทะยอยขายออกไป เมื่อนักลงทุนรายย่อยเห็นราคาไม่เคลื่อนไหวทันใจเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ก็อาจชิงลงมือขายก่อน นักลงทุนรายใหญ่ก็อาจขึ้นไปสูดอากาศเหน็บหนาวบนดอยได้ โดยเฉพาะเมื่อตัวเองมีเงินลงทุนในทองมากกว่าคนอื่น โอกาสจะขายแล้วทำให้ราคาต่ำลงก็มีมาก ดังนั้น หากไม่รีบชิงลงมือขายในเวลาที่คนยังเห่อทองอยู่ มีความเชื่อว่าราคาทองจะลงเพื่อขึ้นต่อ เพราะเห็นมาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่รู้จะหาโอกาสดีอย่างนี้ได้อีกเมื่อใด
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ที่มีวินัยในการตัดขาดทุนที่ 10 % ก็อาจยังเข้าสู้ได้บ้าง เพราะการปล่อยของที่รายใหญ่กระทำ จะสิ้นสุดในครั้งเดียวไม่ได้ ต้องมีการซื้อกลับและดันราคาขึ้นไปอีกหลายครั้ง เพื่อทำให้รายย่อยยังคงมั่นใจและตายใจเข้ามาซื้อตาม นี่จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนทองคำระยะสั้น
โดยเฉพาะเมื่อยังอาจมีข่าวดีให้เล่นได้บ้าง แม้จะน้อยเต็มที่ ทั้งความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่แม้จะรับรู้ในราคาทองคำไปมากแล้ว แต่ข่าวลือเรื่องสงครามก็อาจจุดชนวนราคาทองคำได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญ ปัญหาหนี้สินของกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังเรื้อรัง ก็อาจเป็นข่าวดีของราคาทองคำได้ แต่เนื่องจากปัญหาไม่ได้เกิดที่สหรัฐอเมริกาโดยตรง จึงอาจไม่มีผลกระทบต่อราคาทองคำมากนัก ยกเว้นจะมีข่าวใหม่ที่ส่งผลรุนแรงเชื่อมโยงไปที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำช่วงนี้จึงรุนแรงกว่าในตลาดหุ้น เนื่องจากทองคำไม่มีเงินปันผล การติดดอยย่อมหมายถึงเงินก้อนนี้จะไม่เกิดรายได้เป็นเวลาหลายปี ดังนั้น เมื่อซื้อไว้แล้วราคาไม่เคลื่อนไหวไปตามที่คาดหวัง นักลงทุนจึงมีแนวโน้มจะขายทิ้งสูงกว่าถือไว้ เพื่อรอให้ราคากลับขึ้นมา
กลยุทธ์คือ รอให้เกิดข่าวดี ราคาขยับขึ้นมา 3 % หรือจนกระทั่งมั่นใจว่าขึ้นชัวร์ แล้วจึงค่อยซื้อตาม แต่ก็ต้องรีบขายทำกำไรให้เร็วที่สุด เพราะราคาทองคำได้ขึ้นมาจนเกือบจะสุดรอบใหญ่แล้ว
จุดที่ต้องระวังคือ ราคาลงแล้ว อย่าเข้าไปรับ เพราะอาจลงต่อได้อีก เนื่องจากอยู่ในช่วงที่รายใหญ่กำลังอาศัยความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพื่อขาย ของ ดังนั้น จึงควรรอให้ราคาที่ลงลึกแล้วดีดกลับ จึงค่อยซื้อตามจะปลอดภัยกว่า โดยยึดหลักเข้าเร็ว ออกเร็วเป็นความประเสริฐสูงสุด
ทองคำในปี 2012 ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ไม่ดีหรือไร้ค่า หากทว่า ราคาได้ขึ้นมาสูงมากแล้ว นักลงทุนรายใหญ่จึงอาจต้องเบนความสนใจไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดอื่น ที่กำลังจะกลายเป็นแนวโน้มขาขึ้นบ้าง เพื่อทำให้ผลตอบแทนดีกว่าถือทองคำต่อไป นักลงทุนรายย่อยจึงต้องระมัดระวังในการเข้าไปรับของที่รายใหญ่คายทิ้งมา
ข่าวดีก็คือ หากในอนาคตต้องติดดอย
เพราะในช่วงนี้ยังเก็งกำไรไม่เลิกรา
ก็ยังไม่น่าวิตกเหมือนหุ้นปั่นบางตัว เพราะราคาทองคำไม่น่าจะลงต่ำกว่า
10000 บาท หรือหากลงไปก็จะดีดกลับขึ้นมา นี่คือ ปัจจัยพื้นฐานของทองคำ
ซึ่งช่วยรับประกันไม่ให้การขาดทุนย่ำแย่เกินไป
แต่ก็คงไม่น่าพิสมัยนักหากซื้อทองที่ราคา 24000 และต้องขาดทุนถึง 60 %
ยาวนานหลายปี กว่าจะกลับขึ้นไปรอบใหม่ได้
3. ลงทุนซื้อทองคำที่ราคาต่ำกว่า 10000 บาท
เพื่อเป็นแหล่งเงินฉุกเฉินในโลกศตวรรษที่ 21
ซึ่งเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ
การลงทุนทองคำ ไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือไม่ดีโดยตัวมันเอง แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของมัน จึงจะกำหนดกลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้
จุดแข็งของทองคำ คือ มูลค่าขั้นต่ำที่แข็งแกร่ง ไม่เสื่อมค่าไปตามกาลเวลา หากมีมูลค่าพื้นฐานที่สูงขึ้นในระยะยาว อย่างน้อยก็เท่ากับอัตราเงินเฟ้อ จึงเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด
จุดอ่อนคือ การถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตอบแทน จึงต้องรอเวลาที่ยาวนานให้ราคาขยับขึ้นไปตามเงินเฟ้อ แม้จะมีช่วงที่ราคาทองสูงขึ้นไปหลายเท่า แต่ก็จะมีช่วงที่ตกลงมาเท่าเงินเฟ้อ ดังนั้น แม้จะเป็นการลงทุนที่มั่นคง แต่ก็ให้ผลตอบแทนไม่สูงมากนักในระยะยาว
ยิ่งถ้าไปซื้อที่ราคาสูงในช่วงขาขึ้นแล้วติดดอย ก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ควรได้มีขนาดลดลงไปอีก
เมื่อประมูลข้อดีข้อเสียของทองคำแล้ว ก็สามารถสรุปเป็นสูตรสำเร็จที่น่าสนใจ คือ ควรจะซื้อต่ำกว่าราคาพื้นฐานในช่วงเวลาขาลง เพราะมีความมั่นใจว่าจะลงต่อไปจากนี้ได้ไม่มากนัก ทำให้โอกาสขาดทุนจากส่วนต่างราคาแทบจะเข้าใกล้ศูนย์ แล้วจึงอดทนรอคอยไปขายในช่วงขาขึ้นให้ได้กำไรอย่างน้อย 3 เท่าขึ้นไปเพื่อคุ้มกับที่ไม่ได้รับดอกเบี้ยในรอบหลายปีระหว่างรอ
อย่างไรก็ตาม ราคาพื้นฐานของแต่ละรอบจะไม่เท่ากัน เนื่องจาก 1 รอบใหญ่อาจกินเวลาหลายสิบปี อัตราเงินเฟ้อทบต้นก็จะทำให้ราคาพื้นฐานของรอบใหม่มีระดับที่สูงกว่ารอบเดิม
ในรอบที่แล้วราคาอยู่ที่ประมาณ 5000 บาท หากทว่ารอบหน้าที่จะซื้อเก็บราคาอาจไม่มีวันลงมาถึง 5000 บาทได้อีกแล้ว นักลงทุนระยะยาวจึงควรปรับตัวเพื่อไปซื้อที่ราคา 10000-15000 บาท ถ้าใจร้อน แต่หากใจเย็นก็จะรอให้ต่ำกว่า 10000 บาท ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก จึงต้องจับตาให้ดี
แต่คงไม่ใช่ช่วงสั้นนี้ เพราะราคายังเฉิดฉายอยู่ที่ประมาณ 24000 บาท ยังต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะหลุดลงมา
อาจจะเป็น 2 ปี 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แต่นั่นเป็นการทดสอบความอดทนของมนุษย์ในการรอคอย เพื่อจะได้เสพรสความหวานของชัยชนะ
หากทว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เนื่องจากโลกในศตวรรษที่ 21 มีความผันผวนซับซ้อน แม้จะดูเหมือนปลอดภัยกว่าในยุคโบราณที่เต็มไปด้วยสงครามและความอดอยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้จะไม่กลับคืนมาอีก และเมื่อถึงเวลานั้น ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าสุงยิ่ง โดยบางทีอาจไม่สามารถขายได้ในตลาดหลักทรัพย์หรือร้านทองเพราะว่าปิดทำการใน ภาวะวิกฤต แต่ก็สามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ ซึ่งเชื่อได้ว่าจะมีคนยินดีรับซื้อ หรือยอมให้แลกเปลี่ยนกับอาหาร น้ำดื่ม และที่พักอย่างแน่นอน
โลกยุคนี้ดูมีความมั่นคงมากขึ้นในทุกด้าน แต่ก็มีความซับซ้อนและอ่อนไหวยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ดังนั้น วิกฤตจึงอาจมาเยือนเราได้เสมอ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นกว่าในอดีต แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่เราต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ เพื่อกลับมามีชีวิตที่เป็นสุขอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ
ทองคำ จึงยังไม่หมดหน้าที่ในการเป็นแหล่งของความมั่งคงที่ช่วยให้มนุษย์เอาชีวิต รอดได้ในภาวะวิกฤต แต่ก็ต้องใช้ปัญญาในการซื้อหาทองคำมาเก็บไว้ในราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ โดยเฉพาะทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.9 % ที่น่าจะมีความเชื่อถือและราคาดีที่สุดในภาวะวิกฤต ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีระบบเก็บรักษาดูแลที่ดีไม่ให้ถูกขโมยไปก่อนที่ จะได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงให้ชีวิต
“สติปัญญา” ที่จะเลือกจังหวะเวลาในการซื้อหาทองคำ เก็บรักษา และใช้ประโยชน์ในช่วงวิกฤต จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แม้ว่าโลกจะเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเงินกระดาษ ตราสารอนุพันธ์ และมิตรภาพลวงตาใน Facebook กำลังยึดครองโลกอยู่ทุกลมหายใจ
ตอนทำงานวิจัยในปี 2003 -2005 ปริมใช้สารที่มีส่วนประกอบของทองคำเยอะมาก ทุกๆ วัน เพื่อหาตัวยารักษาโรคมะเร็ง โชคดีงานวิจัยเสร็จก่อนช่วงตื่นทอง ไม่อย่างนั้นเรียนไม่จบเพราะอาจารย์งบหมดแน่ๆ เลยค่ะ ตอนนั้น Oz ละประมาณ USD400 ตอนนี้เกือบสี่เท่าในเวลาไม่ถึงสิบปี คงจะมี correction แน่นอนค่ะในเร็วๆ นี้
ขอบคุณความรู้ดีดีค่ะ
...หวังว่า.."สติ..ปัญญา..เสริม..ด้วย..สมาธิ"..จะเป็นเครื่องช่วย..คลำทาง..ให้มนุษย์..พ้นจาก..พันธนาการ.."จอมปลอม"..ที่..ช่วยสร้างๆกันมา..ใน..ยุคนี้...ให้..พบกับคำว่า.."ลมหายใจคือ..กัลยาณมิตร"..ที่ทำให้ชีวิต..รอดอยู่ทุกวี่ทุกวัน..ไม่ใช่เงินทอง..ของนอกกาย..อ้ะะะๆ..(ยายธี)...
ประเทศไทยมียิ่งกว่า "ทองคำ" นะครับ นั่นคือ Platinum มีวางขายอยู่แถวประตูน้ำนะครับ
ขอให้สิ่งที่คุณปริมตั้งใจไว้ ประสบความสำเร็จดังหวังครับ
สิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดคือ ลมหายใจ และการมีสติ ถือว่าล้ำลึกมากครับคุณยายธี ผมขอนำไปประยุกต์ใช้นะคร้าบ