"จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง" อาจไม่ได้หมายความว่าเราเรียนรู้ "จิต" ตัวเองไม่ได้ หากแต่เป็นเรื่องที่ "ท้าทาย" มากกว่าว่า "หากเราหยั่งถึง" แล้วจะเจออะไร คำตอบของทุกสิ่งอาจอยู่ในนั้นครับ

เทพ Iapetus เป็นพี่น้องกับ เทพ Cronus ผู้เป็นบิดาแห่งเทพ Zeus เจ้าแห่งทวยเทพของเหล่าเทพตามความเชื่อของกรีก (ไม่ขอเขียนชื่อเป็นภาษาไทยนะครับ เพราะเห็นมีการออกเสียงแตกต่างกันในหลายๆ แหล่งข้อมูล) เทพ Iapetus มีบุตรคนหนึ่งที่สำคัญคือเทพ Prometheus สรุปว่า เทพ Prometheus ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเทพ Zeus นั่นเอง 

ด้วยความที่เทพ Prometheus ช่วยเหลือเทพ Zeus ในการล้มล้าง เทพ Cronus ผู้เป็นบิดา (เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า "อำนาจ" เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้ มาแต่โบราณ เพราะตำนานเทพแห่งกรีกก็มีมาหลายพันปีแล้ว) จึงได้รับความไว้วางใจจากเทพ Zeus หลายเรื่อง โดยเฉพาะการสร้างสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ สัตว์ต่างๆ ถูกเทพ Prometheus ปั้นขึ้นจากดินเหนียว (คงปั้นแบบเทพแหละครับ เพราะสัตว์ในโลกมีมากมาย หากปั้นแบบคนธรรมดาคงใช้เวลากันหลายล้านปี) พร้อมกับให้พรกับสัตว์ต่างเหล่านั้น เช่น ให้กระต่ายวิ่งเร็ว ปลาว่ายน้ำได้ นกบินได้ เป็นต้น สัตว์ตัวสุดท้ายที่เทพ Prometheus สร้าง ก็คือ "มนุษย์" และพรที่จะให้ดันหมดพอดี (ช่างบังเอิญแท้) มนุษย์จึงไม่มีความสามารถพิเศษแบบสัตว์ เทพี Aathena จึงลงมาประทาน "ความคิด" ให้กับมนุษย์แทน (ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด)

ชื่อของเทพ Prometheus ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อยานอวกาศ ในภาพยนตร์เรื่อง Prometheus ซึ่งกำลังฉายกันอยู่ขณะนี้ เพราะเป็นยานอวกาศที่มุ่งหวังค้นหา "ต้นกำเนิด" ของสิ่งมีชีวิตบนโลก (รวมทั้งมนุษย์ด้วย) แนวคิดหนังแสดงให้เห็นถึง "ความอยากรู้อยากเห็น" ของมนุษย์ ที่มีอยู่ในแทบทุกคน และก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาทางด้านวัตถุหลายเรื่องก็มาจาก "ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์" นี่แหละ คนสร้างหนังก็ใช้สิ่งนี้เช่นกันในการดึงดูดคนให้เข้าชม โดยบอกว่า "ความลับ" จะถูกเปิดเผย ไม่เว้นแม่แต่ผมก็ถูกดึงดูดให้เข้าไปด้วย

ถึงผลงานจะดีแต่สุดท้ายเทพ Prometheus ก็ถูกเทพ Zeus ลงโทษเพราะดันไปขโมยไฟไปให้มนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดอารยธรรมขึ้นมา แต่ท่านเทพ Zeus ไม่ค่อยพอใจ (เพราะอาจกลัวมนุษย์จะฉลาดขึ้น เหมือนๆ กับไม่ค่อยให้ความสำคัญในการพัฒนาเรื่องการศึกษา เพราะกลัวประชาชนจะฉลาดขึ้น) และก็เหมือนกับในภาพยนต์ที่ตอนจบ "ความอยากรู้อยากเห็น" ก็อาจนำหายนะมาให้ก็ได้

มนุษย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะ "อยากรู้ยากเห็น" ในสิ่งที่อยู่ "นอกกาย" (อาจรวมไปถึงเรื่องของคนอื่น) เราอาจเดินทางไปไกลได้ถึง "ดาวอังคาร" หรือไกลกว่านั้นในอนาคต แต่เราไม่ค่อย "อยากรู้อยากเห็น" สิ่งที่อยู่ภายในกายหรือในตัวกันสักเท่าไหร่ พระพุทธองค์จึงสอนให้เรา "ค้นหา" สิ่งที่อยู่ภายในกายคือ "จิต" ของตัวเองให้เจอ เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะหากเรารู้จัก "จิต" ของตัวเองดี เราก็อาจไม่จำเป็นต้องไปขวนขวายหาสิ่งที่อยู่นอกตัวเราให้เสียเวลา โบราณว่า "จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง" อาจไม่ได้หมายความว่าเราเรียนรู้ "จิต" ตัวเองไม่ได้ หากแต่เป็นเรื่องที่ "ท้าทาย" มากกว่าว่า "หากเราหยั่งถึง" แล้วจะเจออะไร คำตอบของทุกสิ่งอาจอยู่ในนั้น