วันเสาร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

 

กราบสวัสดีค่ะครู

วันนี้เช้าวันเสาร์ตั้งใจไปวัดแต่กว่าหนูจะลุกออกจากที่นอน ระลึกถึงคำสอนครูเมื่อวานจึงตั้งใจทำวัตรเช้า แล้วก็อาบน้ำออกไปวัด ใจยังหมองๆ มัวคิดทั้งเรื่องสมัครทุนเรียนต่อใจต่อต้านค่ะ เหมือนถูกบังคับสมัคร แต่มองเข้าไปจริงๆ ถ้าข้างในไม่อยาก ไม่มีใครบังคับได้อยู่แล้ว เป็นสภาวะจัดการไม่ได้ในตนเอง แม่โทรมาบอกอีกว่ามีทำบุญให้ป้าเช้าวันอาทิตย์ ยอมรับค่ะว่า สะเทือนค่ะครู     ขับรถมาเรื่อยๆ เปิดฟังเทศน์หลวงตาท่านเอ่ยถึง กายกตาสติ ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูก จึงตั้งใจท่องและพิจารณากับตนเองค่ะ ตั้งใจให้ข่มราคะในตนเอง ที่ดันขึ้นมา แต่แค่พออยู่ได้เจ้าค่ะกว่าจะถึงวัดก็แปดโมงเช้า บอกกับตนเองว่า ดีแล้วที่มาถึงสู้กับความต่อต้านในตนเอง พยายามนะ ครูเมตตาแล้ว เราต้องช่วยตนเองให้ได้ เข้าไปกราบครู ใจยังแน่นๆอยู่ค่ะ รับรู้ว่าครูเหนื่อย สบตาครูทีไรใจหนูสะเทือนรับทราบรับรู้ถึงความอดทนที่ครูมีและต่อสู้อยู่ภายใน แม้จะรับรู้แต่ก็รับทราบถึงความเบิกบานเจ้าค่ะ ครูเอ่ยว่า"ไปจัดการตนเอง เราไม่ใช้อะไรหรอก ไปทำให้มันเป็นคน"รับทราบกับตนเองว่า "สติอ่อน จึงพยายามกับตนเอง"ครูเอ่ยไม่ผิด ช่วงนี้ราคะ เยอะมากๆ ศีลด่างพร้อย การดูคอนเสิร์ตทำให้ใจหลงมาก กู่ไม่กลับ เพราะหนูดูถูกกิเลสเล็กๆน้อยๆ ดูมากเข้าก็จะอยากร้องเพลง ศีลข้อ๕ด่างพร้อยซ้ำ ไม่กล้ายอมรับกับตนเองว่าปฏิบัติข้อวัตรไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ จึงละเลยการเขียนบันทึก  "จดหมายถึงครู" เพราะกลัวที่จะเขียนความชั่วค่ะครู วันนี้มาถึงสายจึงตั้งใจให้ตนเองอด แบกกระเป๋าเข้ากุฏิ ตกใจกับสภาพที่เจอต้นไม้ข้างทางจงกรมครูล้ม มีรอยไถ ย่ำข้ามรอยใหญ่ลึก รวมถึงข้างๆ หนูจัดแจงวางกระเป๋าตรงระเบียงกวาดทำความสะอาดกุฏิทั้งของครูและที่หนูจะพัก แล้วหยิบมีดที่เคยเก็บได้ที่แถวดิน สนิมเขรอะ. มานั่งลับเพื่อจะจัดการต้นไม้ที่ล้มจนใบเหี่ยว แสดงว่าคงล้มมาหลายวัน ค่ะครู  สักพักน้องภัสโทรมา จึงบอกให้น้องรีบเข้ามา น้องโทรมาถามด้วยข้อแม้อยากจะออกจากวัด จึงบอกว่า "ยังไงก็เข้ามาก่อน แล้วค่อยว่ากัน" พอเข้ามาก็ช่วยกันทำควาสะอาด หนูนั่งลับมีดไปเรื่อยๆ ครูเมตตาโทรมาแล้วบอกว่า "ไม่มาเอากุญแจและกราบพระอาจารย์เหรอ"หนูรีวางมือแล้วออกไปโดยไม่คิดถึงน้อง เผลอสติมากค่ะครู พอกราบเสร็จครูถามถึงน้องจึงค่อยนึกได้ พาน้องมากราบอีกทีครานี้พระอาจารย์เมตตาให้โอกาสทำความสะอาดชั้น ใจจริงอยากขอโอกาสเคลื่อนชั้นไปข้างๆด้วยนึกถึงครั้งหนึ่งหลวงปู่และครูเคยเอ่ย แต่ก็เบรกตนเองไว้ว่า "อย่าอวดดี" จึงทำไปเรื่อยๆ ทั้งจัดและทำความสะอาด มีน้องภัสช่วยอีกแรง ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นค่ะครู แต่พอใกล้ๆเที่ยงเด็กต้นกล้ามาทานข้าว แต่ยังยืนล้างกันอยู่ จึงรีบๆจัดการแล้วออกมา ใจตั้งสติแล้วเตือนว่า "ระวังราคะตั้งสติ"พอทำเสร็จเรียบร้อยเดินเข้ามาที่กุฏิ นั่งลับมีดต่อ จากสนิมมากๆดูขาวขึ้นแต่จับแล้วไม่คมได้เรียนรู้ว่า ถ้าลับไม่เป็นก็แค่ดูเหมือนจะคมแต่ไม่คม จึงตั้งใจลับแล้วตรวจสอบไปด้วยว่า คมไหม ครานี้ชัดเจนค่ะว่า จากมีดที่ไม่มีใครเอาก็สามารถมาทำหน้่าที่ตัดต้นไม้ ทำประโยชน์ได้ เฉียบคมทีเดียวระหว่างลงมือตัดก็คุยกับน้องว่า "หนูเจออะไรมาบ้างตลอดอาทิตย์ แล้วหลายเรื่องจัดการไม่ได้มีแต่ทนเอา"พอพูดกับน้องก็สะเทือนน้ำตาคลอ แล้วก็บอกน้องว่า "เห็นไหมจากที่เราช่วยกันทำความสะอาดถ้าไม่มีภัส ก็ยังไม่เสร็จเราช่วยกันอย่างนี้ การมาก็ช่วยกันแบบนี้"รู้สึกว่าน้องรับรู้ได้ หนูตัดไม้น้องซ่อมทางจงกรมครู "จริงๆมันมีอะไรมากกว่านี้นะ มากกว่าการทำงานนอกๆ มันเป็นความรู้สึกอยู่ข้างในที่เราเกื้อกูลกัน อย่างการมาของครูทำให้ใครหลายๆคนเบิกบานขึ้น ค้ำชูหลายคน การมาของพี่ก็พอแบ่งเบาท่าน หรือสนับสนุนบางอย่างแต่ถ้าพี่ภาวนาไม่ได้ท่านก็จะหนัก แต่ถ้าช่วยกันก็จะผ่อนแรง ภัสก็เหมือนกันก็ผ่อนแรงกันไป ยิ่งถ้าครูมา พี่หมออ้อมา พี่มา ภัสมาเราก็ผ่อนแรงกันและกันมากถ้าช่วยกันภาวนา"เป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับน้องค่ะครูพอเสร็จงาน น้องภัสนั่งอ่านภาษาไทย หนูนั่งอ่านทฤษฏีการนวดแบบต่างๆตั้งใจเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองในการนวดธาตุขันธ์ครูอ่านไปเช็คเส้นตนเองไปด้วยดูแล้วร่างกายหนูก็เส้นตึงมากทั้งร่างกายค่ะครูประมาณสามโมงครึ่งออกมาว่าจะไปกราบหลวงปู่เดินผ่านเห็นสอนเด็ก แต่พอถึงกุฏิหลวงปู่แล้วมีรองเท้าแต่ไม่มีใครอยู่ข้างนอก จึงชวนกันเข้ามากุฏิก่อนแล้วค่อยไปใหม่ เข้ามากวาดใบไม้แล้วครูเมตตาโทรตาม พอครูเอาข้อความใน FB ให้อ่านทำให้หนูได้นึกย้อนกับตนเอง มันง่ายที่จะเสพอารมณ์ต่อว่าผู้อื่น ยิ่งเคยชินก็ยิ่งง่าย เพราะไม้รู้ แต่ใจหนึ่งก็สะเทือนว่า "ด่าว่าพระอริยะ บาปนะนั่น". เสียนี้ดังขึ้นมาในใจค่ะครู แต่ก็บอกตนเองตั้งสติครูชวนให้หาหม้อแต่ก็ไม่เจอได้โอกาสสารภาพเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น เหมือนหนูเอาภาระมาให้ครู พอได้เอ่ยก็รู้สึกผ่อนคลาย แต่ก็สะท้อนกับหนูว่า "หนูยังทำโจทย์นี้ไม่ผ่าน" "ทุกข์จากการเรียนหนังสือ"ภาวนากับตนเองว่า "อย่าให้ต้องไปใช้กรรมที่ต่างประเทศเลย ขอใช้ที่เมืองไทย"รับรู้ว่ามันยังไม่เสร็จค่ะเรื่องนี้พอเข้ามาทั้งๆที่ครูตั้งใจจะเข้าทางภาวนาแต่พอเจอน้องภัส ครูก็เมตตาสั่งสอน ผ่าตัดใหญ่รับรู้กับตนเองว่า "ครูใช้พลังงานมาก"สภาพของน้องภัสคล้ายกับหนู เห็นน้องก็เหมือนเห็นตนเอง นึกย้อนว่า "การอยู่เงียบๆได้ใคร่ครวญจะทำให้ตั้งสติได้เร็วขึ้น" จึงปล่อยให้น้องจัดการในตนเอง อาบน้ำแล้วก็ไปกราบหลวงปู่ท่านกำลังเปิดประตูออกมาจากกุฏิพอดีค่ะครูเข้าไปกราบแล้วก็กราบเรียนว่าต้องกลับพรุ่งนี้แต่เช้าเพื่อไปร่วมงานทำบุญหาป้าที่เสียไปแล้วแล้วหลวงปู่ก็ถามถึงว่าครูมาไหมจึงตอบท่านว่า "ท่านภาวนาอยู่ข้างในเจ้าค่ะ""เออดีๆ"แล้วหลวงปู่ก็หันไปหาน้องภัสน้องตาบวมน้ำตาไหลพรากหลวงปู่ถามว่า "เป็นอะไรหล่ะ"น้องยังคงร้องไห้หนูจึงตอบว่า "ครูหมอผ่าตัดใหญ่เจ้าค่ะ"หลวงปู่ยิ้มแล้วก็หัวเราะแล้วเอ่ยว่า"เออดีๆ ถากออกแหน่"แล้วหลวงปู่ก็เดินไปเจ้าค่ะตกเย็นครูเมตตาให้ทำวัตรกับเด็กต้นกล้ากลับเข้ามาเตรียมน้ำให้ครูจึงขอโอกาส กราบลาไว้ก่อนเพราะพรุ่งนี้จะออกประมาณตีสี่จึงอาบน้ำ จริงๆก่อนออกไปทำวัตรหนูทำดีท๊อกค่ะ แต่ก็เอาออกบ้างแล้วตอนเข้าห้องน้ำก่อนออกไป รับรู้กับตนเองว่า "ฝึกเอาอดทน เพราะครูเมตตาแล้วก็ทำได้เจ้าค่ะ"ระหว่างทางตอนเดินไปครูบอกว่า "คืนนี้ตั้งใจภาวนานะ"หนูรับคำครูอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ แล้วก็ตั้งใจกับตนเองโอกาสไม่ได้มีมาทุกวัน ต้องทำให้ดีที่สุดกราบขอบพระคุณครูค่ะการอยู่ในวัดรักษาข้อวัตรได้ง่ายแต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะครูกราบขอบพระคุณค่ะปล.ลงไปเดินภาวนาถึงเที่ยงคืน แล้วก็ขึ้นนอนเจ้าค่ะ พอตั้งสติกับตนเองได้บ้าง