อำมาตย์ไพร่ใครเลวดีกว่ากัน
ความดีงามของคน หรือ กลุ่มบุคคล หาได้อยู่ที่ระดับแห่งชนชั้น
แต่หากอยู่ที่การกระทำของเขา
อำมาตย์ทำดีย่อมดีกว่าไพร่ทำชั่ว
อำมาตย์ทำชั่วย่อมเลวกว่าไพร่ทำดี
สังคมไทยวันนี้
เราต้องการอำมาตย์ดี มีทศพิธราชธรรม
เราต้องการนักวิชาการดี อุทิศตนศึกษาหาความรู้บริสุทธิ์
เราต้องการพระดี มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณได้
เราต้องการนายทุนดี ไม่กดขี่แรงงาน ไม่ติดสินบนเจ้าพนักงาน
เราต้องการข้าราชการดี มีความรู้ รับใช้ประชาชนเต็มที่
เราต้องการนักการเมืองดี มีปัญญา ไม่ซื้อเสียง เล่นพรรคพวก
เราต้องการไพร่ที่ดี มีสัมมาชีพเพื่อสร้างชาติ ไม่แบ่งสีฝักฝ่าย แตกแยกเพียงเพราะถูกคนชั่วจูงจมูก
สำคัญที่สุด คือ เราต้องมีนักปราชญ์ที่ไม่โง่ (และหรือชั่วด้วย)
ข้าฯขอวิงวอนให้ทุกชั้นหันมาละชั่ว ทำดี และทำความบริสุทธิ์ให้บังเกิดในที่สุด
ก่อนอื่นต้องมีสัมมาทิฐิว่า ความดีคืออะไร ความชั่วคืออะไร ความบริสุทธิ์คืออะไร
พระท่านสอนง่ายๆว่า ความชั่วคือการกระทำที่นักปราชญ์ติเตียน ความดีคือการกระทำที่นักปราชญ์ยกย่อง ความบริสุทธิ์คือการไม่ยึดติดแม้ในคำยกย่องของนักปราชญ์
แต่สังคมไทยวันนี้เพี้ยนหนัก เพราะคนที่สังคมยกย่องว่าเป็นปราชญ์ เป็นคนโง่เสียเอง เช่น ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมธ. ถึงกับกล่าวในการอภิปรายที่ มธ. โดยเปรียบ ศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็น “บ้านพักคนชรา” (เพราะเขาไม่พอใจที่ศาลปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามที่เขาอยากให้เป็น) ...ทั้งนี้ท่านจอมปราชญ์หาตระหนักไม่ว่า อารยประเทศใดๆในโลกที่ท่านบูชานั้น ศาลสูงสุดเขาก็ประกอบไปด้วย “คนชรา” ทั้งสิ้น เช่นที่ usa ศาลฏีกา ๗ ท่านล้วนอายุเกิน ๖๕ ทุกคน และไม่มีการหมดวาระ กล่าวคือ อยู่ได้จนตายคาเก้าอี้ ...เรื่องแบบนี้นายชาญวิทย์ อดีต อธิการบดี ม.ดัง ไม่เคยรับรู้หรือไร แบบนี้ น่าถอดปริญญานะ ข้าฯว่า
...คนถางทาง (๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๕)
สังคมใดมีนักปราชญ์โง่ ช่างน่าสงสารยิ่ง
อาจารย์วิเคราะห์-ถากถาง-ให้ข้อคิด.. ได้ตรงใจดีแท้