GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

น้ำหลากท่วมใจ น้ำไปหนูช้ำ

น้ำตาหนูไหลมากกว่าสายน้ำหลาก

ดิฉันเพิ่งกลับจากราชการที่จ.อุตรดิตถ์ เนื่องจากผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นเด็กและวัยรุ่นมีมากจนจิตแพทย์ทางภาคเหนือให้บริการไม่ทัน ดิฉันจึงได้รับมอบหมายให้ขึ้นไปช่วย

    มีเรื่องน่ารู้มาแลกเปลี่ยนกับทุกๆท่านเพื่อให้ขยายความกันต่อ เพื่อความรู้ ทัศนคติ และการช่วยเหลือที่ถูกต้อง

     หลังประสบภัยพิบัติทุกประเภท

     ตั้งแต่ 24-72 ชั่วโมงแรก บางครั้งอาจยาวถึง 5 วัน  เราเรียกว่าระยะเฉียบพลัน สิ่งจำเป็นในขณะนี้คือความต้องการทางกายภาพ เช่น อาหาร นำดื่ม ยารักษาโรคทางกาย ความวุ่นวายอยู่ที่เรื่องทำอย่างไรให้ตัวและครอบครัวปลอดภัย

    ระยะถัดมาคือระยะรู้ตัว คือรู้ตัวแล้วว่ามีความสูญเสียเกิดขึ้นกับตน มีการพรากจากจากสิ่งของ บุคคล สัตว์เลี้ยงที่รัก ระยะนี้แหละที่ความรู้สึกในใจที่ถูกกดไว้ไม่แสดงออกในระยะเฉียบพลันจะปรากฏออกมา ทั้งความโกรธ กลัว หวาดหวั่น ตระหนกตกใจ มีทั้งอาการทางร่างกายที่เกิดจากสมองที่ยังจำเหตุการณ์ร้ายๆได้ทั้งๆที่ เหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว การที่สมองจำได้เหมือนฉายหนังซ้ำ ทำให้บางคน มองเห็นภาพน้ำ ได้ยินเสียงน้ำ มองเห็นดินถล่มทั้งๆที่ไม่มีภาพหรือเสียงนั้นจริงๆ ทำให้ร่างกายรับรู้และตีความว่า จะมีอันตราย จึงเตรียมหนีโดยสั่งให้

    1.ใจเต้นเร็ว

    2.หายใจเร็ว

    3.กล้ามเนื้อหดตัว

    4.ขนลุก

    5.ท้องไส้ปั่นป่วน

    6.ฝันร้าย ฝันซ้ำๆ

    7.การขับถ่ายเปลี่ยน

      ระยะนี้เป็นได้ประมาณ 30 วัน ถือว่าเป็นภาวะตระหนกตกต่นเฉียบพลัน เป็นเรื่องปกติ เป็นกันได้ทุกคน

      ถ้าเกิน 30 วันไปแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องเรียกว่าสมองยังปรับสมดุลย์ไม่ได้  ควรได้รับการช่วยเหลือ เพื่อลดความทุกข์ทรมาน จากภาวะสมองตื่นตระหนกให้เร็วที่สุด

   สิ่งที่ดิฉันบอกทุกท่านก็คืสิ่งที่บอกกับเด็กๆ ผลคือ เด็กๆดีใจที่คุณหมอยืนยันว่าหนูๆไม่ได้เป็นโรคจิต แต่สมองหนูจำความน่ากลัวไว้นานเกินไป หนูจึงควรตัดสินใจว่า จะปล่อยความกลัวไปได้หรือยัง นอกจากนี้ เด็กๆ ยังให้ความร่วมมือในการให้ประวัติดีขึ้น ไม่ปกปิด และ ดีใจที่ได้กินยา สุขใจด้วย

     ลองดูนะคะว่าความรู้ที่นำมาเล่าสู่กันในคราวนี้ เป็นประโยชน์กับท่านที่กำลังทำงานในพื้นที่อยู่หรือไม่ ได้ผลยังไงเขียนมาคุยแลกเปลี่ยนกันบ้างนะคะ

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 49118
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ก็น่าเห็นใจนะเพราะถ้าเราเจอแบบนี้ก็คงไม่ต่างจากเด็กๆๆเหล่านี้แน่คนเราต้องสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรักไปนะ ดีครับที่มีพวกคุณหมอช่วยอีกทาง แต่บางครั้งก็นึกสงสัยนะครับว่าคุณหมอรับฟังปัญหามายจากคนไข้คุณหมอมีวิธียังไงที่จะไม่ให้ตัวเองเครียดตามไปด้วย แนะนำด้วยครับ เพราะส่วนตัวเวลามีคนมาปรึกษาปัญหาหนักๆๆเรายังอดเครียดไปด้วยหลายวันเลย