ติดต่อ

  ติดต่อ

System Theory ภาค2

  System Theory  

คุณสมบัติของระบบ
1. ความเป็นองค์รวม Holistic หรือ Wholeness

จะต้องมองในลักษณะขององค์รวม  จะมีลักษณะเป็นเอกภาพเดียวกัน (universal) ซึ่งความเป็นเอกภาพประกอบด้วย เนื้อที่(space) เวลา(time) สาระ(element) การเคลื่อนที่(movement) ความเป็นเหตุเป็นผล(causality) มีความเป็นระบบ(system)
2. ความเป็นลำดับชั้น Hierarchy

ระบบย่อยมีความสัมพันธ์กันกับส่วนประกอบของระบบ  แต่ละชั้นของระบบย่อยมีความสัมพันธ์กัน
3. ขอบเขตของระบบ
Boundary

เป็นเครื่องแสดงเขตแดนว่าระบบหนึ่งๆครอบคลุมด้วยอะไรบ้าง  อะไรบ้างที่อยู่นอกขอบเขต บางครั้งก็มีการซ้อนทับกับระบบอื่นๆ
ระบบที่พิจรณาได้ยาก   เช่น  นามธรรม  ธรรมชาติ  ระบบที่มีการซ้อนทับ  ระบบครอบครัว
ระบบที่พิจรณาได้ง่าย   เช่น   ร่างกาย (มีขอบเขต คือ เนื้อเยื่อ)
4. แบบแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ
Pattern
คือลักษณะที่คงที่แน่นอนขอบระบบ  แบบแผนของระบบจะถูกกำกับโดยกฎเกณฑ์หน้าที่  เพื่อเป็นการประกันการทำงานว่าจะไม่เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายของระบบโดยรวม
5. โครงสร้างของระบบ
คือ ชิ้นส่วนต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นระบบ  ซึ่งจะทำหน้าที่สัมพันธ์กัน  อาจจะมีรูปร่าง  แบบแผน  เหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ 
6. ระบบต้องมีปฎิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม(interchange With Environment)
ระบบต้องมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม  ซึ่งจะมีการ  รับเข้า ป้อนออก  และระบบจะผลิตผลลัพธ์ที่ได้ออกมาให้กับสภาพแวดล้อม
7. มีการปรับตัวกับสภาพความเปลี่ยนแปลง (Adaptation)
ในความเป็นจริงที่ระบบต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา  เพราะสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด  และระบบที่มีความซับซ้อนจะต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง  และจัดระเบียบตัวเองใหม่ บนพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
8. มีการจัดระบบภายในตัวเองและคงทนตัวเองไว้
เนื่องจากระบบมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่มีความเปลี่ยนแปลง  เพราะฉะนั้นระบบต้องมีความสามารถในการปรับตัว  และคงสภาวะสมดุลของระบบไว้ให้ได้
9. การควบคุมการปฎิบัติหน้าที่ภายในระบบโดยผ่านทางกฎและการสื่อสาร

ระบบต้องมีการควบคุมตนเองเพื่อนำระบบของตนให้บรรลุไปสู่เป้าหมายได้




แนวทางวิเคราะห์ระบบมีดังนี้ ...

1. อะไรคือปัญหาของระบบ
2. ปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร  (ใช้แนวคิดเชิงระบบในการมองปัญหา)
3. ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบถึงใคร  และส่งผลกระทบอย่างไร
4. แนวทางแก้ไขปัญหานั้น





การวิเคราะห์ระบบแบ่งเป็น  7  ขั้นตอนดังนี้คือ ...

1. การกำหนดปัญหา (Problem Definition)  วิเคราะห์ให้ได้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นในองค์กรหรือในระบบนั้น    นิยามปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบนั้น
2.การวิเคราะห์ (Analysis)
จะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ระบบเก่ามาสู่ระบบใหม่เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนการปฎิบัติงานปัจจุบัน  แล้วทำการสร้างแบบจำลองเชิงตรรกะ
3. การออกแบบ (Design)
คือการเอากระบวนการออกแบบเชิงตรรกะมาออกแบบเพื่อให้อยู่ในรูปแบบที่ปฎิบัติงานได้จริง
4. การพัฒนา (Development)
เป็นการพัฒนาโปรแกรมด้วยการสร้างชุดคำสั่ง 
5. การทดสอบ(Testing)
ก่อนนำมาใช้งาน  เราควรที่จะตรวจสอบ  ทดสอบ  ระบบว่ามีความพร้อมเพียงใดที่จะนำไปใช้งาน  หาข้อผิดพลาดและหาข้อแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำมาใช้จริง
6. การติดตั้ง
หลังจากทดสอบแล้วก็ทำการติดตั้งระบบให้มีความถูกต้องตรงกับความต้องการของผู้ใช้
7.การบำรุงรักษา
หลังจากใช้งานไปอาจจะเกิดปัญหาต่างๆที่นอกเหนือจากปัญหาที่พบในการตรวจสอบ   เราจึงต้องทำการแก้ไข  โปรแกรมที่มีความผิดพลาด  เกิดBug ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้

 

 

 

 

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ "การจัดการสารสนเทศเบื้องต้น"
เขียนโดย  ผศ.ดร. ชัชวาลย์  วงค์ประเสริฐ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 49112, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก

  คำสำคัญ (keywords): systemtheory

ความเห็น (2)

เดี๋ยวมีต่อนะ ไปซักผ้าก่อน ^^"

 *************************************

เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า

 

**************************************