การแต่งงาน ดูเหมือนเป็นจุดจบของเทพนิยายอันแสนหวาน หากเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงของคู่รัก แต่เมื่อคู่รักใช้ชีวิตร่วมกันไปสักระยะ ความทุกข์ที่เกิดจากความผันผวนของสิ่งต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อม ปัญหาเศรษฐกิจ พฤตกรรมที่แปรเปลี่ยนไปตามธรรมดาของคนรักเนื่องจากทุกอย่างล้วนตกอยู่ใต้ทุกขลักษณะ (A) หรือการได้พบเห็นเทวฑูตทั้ง ๓ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ อาจกระทบใจคนใดคนหนึ่งอย่างแรงจนทำให้เห็นธรรม ให้เบื่อหน่ายการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร จนถึงกับให้คิดจะเดินทางออกจากการครองเรือน ไม่อยากติดวนอยู่ในกองทุกข์อีกต่อไป บ่ายหน้าไปสู่พระนิพพาน

เนื่องจากทุกข์ เป็นจุดเริ่มต้นของศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้ว คู่รักผู้ศรัทธาจึงศึกษา นำธรรมมาปฏิบัติ และเมื่อนำธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ประพฤติพรหมจรรย์จนก้าวหน้าทางธรรมขึ้นเรื่อยๆ ได้รับความสุข ความสงบจากการปฏิบัติขึ้นเรื่อยๆนั้น ปัญหาก็คือ คู่รักผู้เดินทางธรรม มักคิดว่าการแสดงออกซึ่งความรัก เช่น การเคล้าคลอ การมีความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งอาจรวมไปถึงตัวผู้เป็นคู่ชีวิต ว่าคือสิ่งกีดขวางการเดินทางในทางธรรมของตน จนอาจเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายผู้ไม่รู้ความเป็นไป ผู้ยังไม่ได้นำธรรมมาใช้ในชีวิต ถูกกีดกันออกจากวิถีชีวิตของอีกคน จนเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ทั้งสองฝ่าย

นั่นคือ คู่รักผู้ที่ศึกษาธรรมต้องการประพฤติพรหมจรรย์ จึงอาจคอยระแวดระวังตัว อยู่ห่างจากอีกคน เพื่อหลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์ทางเพศ หรือ ปลีกตัวเพื่อฝึกสมาธิ วิปัสสนาจนเกิดความห่างเหิน ในขณะที่อีกฝ่ายได้แต่สงสัย ไม่เข้าใจ ว่าตนถูกเบื่อหน่ายด้วยเรื่องอะไร หากอีกฝ่ายนั้นยอมรับได้โดยไม่โวยวาย มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ก็จะจมอยู่ในความทุกข์จากความไม่เข้าใจนั้น หรือหากหาทางออกด้วยการชดเชยสิ่งที่ขาดด้วยบุคคลที่สาม ก็อาจกลายเป็นปัญหาครอบครัวขึ้นมา

ปัญหาครอบครัวที่เกิดเพราะคู่ชีวิตคนหนึ่งปฏิบัติธรรมนี้ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ดังที่ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้บรรยายไว้ว่า

คุณๆที่รักเหมือนญาติสนิท เดือนนี้ทั้งเดือนมีญาติทางธรรมมาเยี่ยม ส่วนมากมีเรื่องภายในครอบครัวมาปรึกษาแทบทั้งสิ้น จะมีเรื่องอื่นเพียง ๓ ๔ รายเท่านั้น เรื่องที่ถูกนำมาปรึกษาก็คือ ความไม่ปกติสุขเกิดขึ้น เมื่อคนใดคนหนึ่งในครอบครัวหันมาเรียนสมถะวิปัสสนาอย่างจริงจัง บางคู่แทบจะหย่ากันเลยก็มี เพราะความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน

ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ มาลัยธรรม เล่ม ๑ หน้า ๑๔

และเมื่อเกิดความไม่สงบขึ้นโดยรอบ ตัวผู้ปฏิบัติจะพบความสงบสุข วิถีชีวิตจะเอื้อต่อการฝึกเพื่อพบความสงบไปได้อย่างไร ดังเหตุการณ์ที่ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ได้นำมาเล่าไว้

แต่บางครอบครัวไม่น่าขำ กลับน่าสงสารมากกว่า เพราะภรรยาบางคนไปเรียนวิปัสสนาพอญาณขึ้น เกิดความเบื่อหน่ายในครอบครัวถึงกับละทิ้งลูกเต้าเล็กๆไว้ตามลำพัง ปล่อยให้พี่เลี้ยงน้องกันตามเรื่อง ส่วนตัวเองหนีไปบำเพ็ญกิจเฉพาะตัว ทำความลำบากให้กับผู้เป็นพ่อบ้านอย่างหนัก กลับมาจากงานเหนื่อยๆก็ต้องมาเลี้ยงดูลูกและทำงานบ้านแทนภรรยา ถึงแม้จะอ้อนวอนอย่างไรก็ทำความตกลงกันไม่ได้ พ่อบ้านก็เริ่มมีเมียใหม่ คราวนี้ปัญหาเรื่องแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงก็เกิดขึ้น เมื่อลูกไม่มีความสุข แม่ซึ่งตัดใจไปก็ต้องกลับมา มาเผชิญหน้ากับเมียน้อย ทะเลาะกับพ่อบ้าน ร้องไห้ช้ำอกช้ำใจ ที่น่าสงสารก็คือ ลูกๆที่ต้องลำบากไปด้วย

ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ มาลัยธรรม เล่ม ๑ หน้า ๑๕

ปัญหานี้ ทำให้หนึ่งในคู่รักหลายคู่ไม่พึงใจนัก เมื่อเห็นคนรักนำธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ด้วยเกรงว่าจะสูญเสียคนรัก สูญเสียรสสัมผัสของกามสุขไปนั่นเอง เพราะมีความเข้าใจว่า การประพฤติธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ต้องตัดขาดจากเรื่องทางโลก จนอาจถึงกับทำให้เหินห่างจากพระศาสนาไปได้

ทีนี้ บางคนมีความคิดของตนเอง หรือได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่นก็ได้ว่าสิ่งนี้เหลือวิสัย ทำไม่ได้ การที่จะเป็นฆราวาสด้วย แล้วมีการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง คือพระนิพพานด้วยนั้น เขาถือว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และถือว่าทั้งสองอย่างนั้นเป็นข้าศึกแก่กัน พอเอาเข้ามาหากันมันทำลายล้างกันหมด ไม่มีอะไรเหลือ นี้เป็นการเข้าใจผิด เป็นฆราวาสทำหน้าที่ของฆราวาสอยู่ด้วย และให้การกระทำนั้นเป็นการเดินทางไปตามกระแสแห่งธรรมเพื่อบรรลุนิพพานอยู่ในตัวด้วย

พุทธทาสภิกขุ หลักธรรมของผู้ครองเรือน หน้า ๑๘

อันที่จริง หากคู่รักผู้คิดจะเป็น ฆราวาสผู้ออกเดินทาง (B) ได้ทราบความหมายของคำว่า พรหมจรรย์ ของคำว่า สันโดษ และการชักชวนคู่รักให้เห็นถึง ทุกข์ และออกเดินทางไปด้วยกัน ปัญหาต่างๆก็คงไม่เกิด แต่กลับจะค่อยๆบรรลุธรรมไปด้วยกันอย่างมีความสุข การปฏิบัติค่อยๆเป็นไปโดยปราศจากความทุกข์ ทำให้มรรคมีองค์แปดค่อยๆหมุนวน สุกรอบขึ้นเรื่อยๆ จึงมีความสุขในขณะที่ปฏิบัติเพื่อเข้าสู่เป้าหมายคือบรมสุข เนื่องจาก

จุดสูงสุดของพระพุทธศาสนา ที่เป็นบรมสุขหรือโพธินั้น ก็พึงบรรลุได้ด้วยความสุข หรือด้วยข้อปฏิบัติที่มีความสุข มิใช่บรรลุด้วยทุกข์ หรือข้อปฏิบัติที่เป็นทุกข์

(พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย หน้า ๑๐๒๓)

ซึ่งคำว่า พรหมจรรย์ นั้น มีอรรถกถาอธิบายไว้ว่า

พรหมจรรย์ หมายถึงความประพฤติประเสริฐ มีนัย ๑๐ ประการ คือ ทาน (การให้) ไวยาวัจจะ (การขวนขวายช่วยเหลือ) ปัญจสีละ (ศีลห้า) อัปปมัญญา (การประพฤติพรหมวิหารอย่างไม่มีขอบเขต) เมถุนวิรัติ (การงดเว้นการเสพเมถุน) สทารสันโดษ (ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน) วิริยะ (ความเพียร) อุโปสถังคะ(องค์อุโบสถ) อริยมรรค (ทางอันประเสริฐ) และ ศาสนา(พระพุทธศาสนา)

ที.สี.อ.๑๙๐/๑๖๐-๑๖๒

จากอรรถาธิบายนี้ แสดงว่าในขณะที่เรายังเป็นฆราวาส แม้ว่าจะมีการนำธรรมมาใช้ในชีวิต เดินตามทางคือ อริยมรรคมีองค์แปด เราก็ยังสามารถเสพกาม เสวยรสจากกามสุขได้ ตราบใดที่ไม่มีการประพฤตผิดพรหมจรรย์ นั่นคือ มีความพอใจเพียงในคู่ของตน การเสพกามนั้น ในเบื้องต้นยังไม่เป็นข้อห้าม เพราะผู้เป็นอริยบุคคลสองระดับต้นคือ พระโสดาบัน และ พระสกทาคามียังสามารถเสพกามได้ เนื่องจากยังไม่สามารถตัดกามราคะได้โดยเด็ดขาด (ดังเช่นนางวิสาขาที่บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุได้ ๗ ขวบ ยังแต่งงาน จนมีบุตรหลานมากถึงร้อยกว่าคน) คงมีพระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น ที่สามารถละกามราคะได้อย่างสิ้นเชิง เพียงแต่

ปฏิบัติเว้นเสียจากกามทั้งหลายไปตามขั้นตอน อันใดที่ควรจะเว้นก็ต้องเว้น อันใดที่ยังต้องการก็รับ ในเมื่อยังไม่สามารถจะละได้หมด โดยปฏิบัติตามศีลตามภูมิชั้นของตน เช่น ศีล ๕ เป็นต้น ดังศีลข้อ ๓ เว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย อันหมายความว่าเมื่อประพฤติถูกก็ใช้ได้ ไม่ผิดศีลข้อนี้ แค่ว่า ถ้าประพฤติผิด จึงจะผิดศีลข้อนี้ สำหรับผู้ที่ยังครองเรือนและสำหรับผู้ที่ปฏิบัติสูงขึ้นไปกว่านี้ ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนที่สูงขึ้นไป จนถึงปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตามพุธศาสนา ก็เป็นการสำรวมในกามทั้งหลายไปโดยลำดับจนถึงละได้หมด ทั้งนี้ก็เป็นการปฏิบัติขัดเกลาตัณหา ความดิ้นรนทะยายอยากให้น้อยลงไป จนถึงละได้ทั้งหมดในที่สุด

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) โสฬสปัญญา หน้า ๖๒ ๖๓

แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรหลงใหลแต่ในกามสุข ควรมองกามสุขในแง่ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง คือ นอกจากจะนำมาซึ่งความสุขแล้ว ยังมีทุกข์เจือปนอยู่ด้วย ควรทราบว่ายังมีสุขอื่นที่เลิศยิ่งกว่า เช่น สุขในฌาน สุขจากการพิจารณาธรรมแล้วเกิดความเข้าใจ (ปลาบปลื้มอิงอรรถ) นิพพานสุข เป็นต้น และเพียรเพื่อให้ได้สุขที่เลิศกว่านั้น ซึ่งเมื่อพบสุขอันเลิศกว่าด้วยแล้ว ฆราวาสผู้พบความสุขทุกแบบนี้ จะมีความสุขทั้งที่เป็นกามสุข และสุขที่เลิศกว่าคลอคู่กันไป นึกอยากจะเสพสุขแบบไหนก็สามารถทำได้ทั้งนั้น (C1,C2)

และเมื่อหมั่นพิจารณาธรรมต่างๆ เช่น ภัยของอบาย โทษของกาม (D) ความไม่เที่ยงของสังขาร เป็นต้น พร้อมกันไปด้วย เมื่อจิตเห็นโทษและความไม่งามของสิ่งที่พิจารณาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความยึดมั่นหรืออุปาทานก็ไม่ก่อตัวพอกพูน หากกลับค่อยๆคลายความยึดมั่นในกามสุข เริ่มเบื่อหน่ายในความสุขที่ได้รับจากรสสัมผัส จึงทำให้ไม่ตริตรึก หรือ ระงับความตริตรึกถึงเรื่องทางเพศที่เกิดขึ้นอันนำไปสู่ความต้องการทางเพศลงบ้าง หรือเมื่อเกิดความต้องการทางเพศขึ้นมาแล้ว ก็มีการปฏิบัติเพื่อระงับความต้องการลง ไม่ปล่อยให้มีการสนองความต้องการอันเป็นตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง ตลอดจนงดเว้นการเสพกามในวันอุโบสถบ้าง เป็นต้น

เมื่อความต้องการระงับไปคราวหนึ่ง ก็สงบ เย็น ครั้งหนึ่ง เมื่อสงบ เย็น ก็คือได้พบนิพพานครั้งหนึ่งแล้วนั่นเอง ซึ่งนิพพานที่ได้พบนี้ จัดเป็นนิพพานชั่วคราวที่เรียกว่า สันทิฏฐิกนิพพาน (E) นิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบันนี้ ซึ่งนิพพานชนิดนี้ เราพบได้ในการปฏิบัติสำหรับทุกข์เหตุการณ์ เช่น เมื่อโกรธใครขึ้นมา นำเหตุปัจจัยที่ทำให้โกรธขึ้นมาพิจารณาจนวางใจเป็นกลางกับทั้งคนที่ทำให้โกรธได้ กับเรื่องที่ทำให้โกรธได้ ก็พบนิพพานแล้วครั้งหนึ่ง แต่หากได้พบนิพพานชั่วคราวนี้บ่อยขึ้น ก็จะพบนิพพานที่ถาวรได้เองในที่สุด พบได้โดยที่ไม่ต้องอยาก เพราะนิพพานไม่สามารถบรรลุได้ด้วยความอยาก (F) เนื่องจากความอยากอันไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติจัดเป็นตัณหา เมื่อมีตัณหา ย่อมนำไปสู่การการยึดมั่น เมื่อมีการยึดมั่น ย่อมไม่พบนิพพานที่แท้จริง (G)

เมื่อพอใจในสิ่งที่มี พอใจกับผลการปฏิบัติ (สันโดษ) ไม่หวังในสิ่งที่เกินกำลัง การประพฤติพรหมจรรย์ จึงเป็นการเดินทางออกจากโลกอย่างมีความสุข คู่รักที่มีความเห็นตรงกันในเรื่องการเดินทางออกจากโลก จึงค่อยๆพบนิพพานไปทีละเรื่องๆ มีความสุขเพิ่มขึ้นตามเรื่องต่างๆที่ละได้ ประกอบกับการที่ได้พบสุขที่ประณีตขึ้น ในที่สุด ก็จะไม่เวียนกลับมาหากามสุขอีก

และไม่ควรกังวล หากจะละเรื่องเพศได้เป็นเรื่องท้ายๆเนื่องจากสัมผัสระหว่างหญิงชายนั้น ละได้ยากที่สุดในบรรดาสัมผัสทั้งมวล หรือหากละไม่ได้ การที่มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์อย่างไม่หวั่นไหว การได้นำธรรมมาปฏิบัติด้วยตน ไม่รอผลจากการบันดาลของใคร ตลอดจนการที่ได้พบสันทิฏฐิกนิพพานแล้ว ย่อมหมายถึงการแน่วในกระแส แม้ต้องมีชาติภพใหม่ ก็ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ตกไปในอบาย

การประพฤติธรรม จึงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อชีวิตคู่ หรือ ชีวิตคู่ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแก่การประพฤติธรรมด้วยทำนองที่กล่าวมานี้ เพราะการปฏิบัติจนกระทั่งถึงจุดที่ไม่เวียนกลับมาหาหามอีก บางที ในชีวิตนี้เราอาจยังไม่สามารถพบภาวะนั้นได้ ได้แต่สร้างบารมีเพื่อชาติภพต่อไป

.....................

อ้างอิง

Tiny_watambba

A ทุกขลักษณะ

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสอนวิธีกำหนดให้รู้จักทุกข์ไว้ ๓ อย่าง

ข้อหนึ่ง ก็คือ ทุกขทุกขะ ให้รุ้จักทุกข์ว่าเป็นตัวทุกข์

ข้อสอง สังขารทุกขะ ให้รุ้จักว่าทุกข์ก็คือสังขาร สิ่งที่ปรุงแต่งทั้งหมด

ข้อสาม วิปริณามทุกขะ ให้รู้จักวิปริณามทุกข์ ทุกข์คือความแปรปรวน เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เกิดขึ้นถึงดับ มีเกิดเบื้องต้น มีดับเป็นที่สุด

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฒฺฑโน) สัมมาทิฏฐิ (พิมพ์ครั้งที่ ๗) หน้า ๒๙

Tiny_watambba

B ฆราวาสผู้ออกเดินทาง

"ทีนี้ประเภทที่สอง คือ ไม่จมปลักแต่ว่าเดินทาง เป็นฆราวาสที่เดินทางแล้ว ก็เป็นเรื่องของจิตใจอีกนั่นแหละ แม้ว่าร่างกายเป็นอยู่ภายนอกจะเหมือนๆคนทั่วๆไป หรือเหมือนพวกจมปลัก แต่จิตใจภายในนั้น ไม่เป็นอย่างนั้น เป็นการเดินทาง คือ ให้มีจิตใจสูงขึ้นไปตามลำดับ เพราะเขารู้สึกว่าชีวิตมันพัฒนาได้ หรือ มันมีวิวัฒนาการชนิดที่สูงขึ้นไปได้ แล้วมันก็มีธรรมชาติอย่างนั้น ด้วยการเกิดมาเป็á