(ศาสนานำการเมือง)

รัฐสภาไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่สัตบุรุษ

 

 ครานั้น  พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ  นิโครธาราม   ระหว่างนั้นมีการประชุมสภาของพวกเจ้าศากยะ  มีการถกเถียงด่าทอกันสนั่น  ทรงต้องการสอนให้ที่ประชุมสภาได้สติจึงเสด็จไปที่สภาแล้วดำเนินผ่ากลางที่ประชุม 

 

พวกเจ้าศากยะไม่พอใจ ต่างตำหนิพระองค์ว่า ไม่มีมารยาท พระองค์จึงทรงตอบกลับไปว่า 

“เนสา สภา ยตฺถ สนฺโต”  แปลว่า ที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่จัดเป็นสภา  


“สัตบุรุษ”  ในที่นี้คือ คนที่กาย วาจา ใจสงบ  โดยเฉพาะเรื่องวาจา  ต้องไม่พูดเท็จ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ  แต่ให้ใช้วจีสุจริต คือ พูดดี  พูดคำจริง  ไพเราะ  สุภาพ  และไม่เพ้อเจ้อ



อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องพระพุทธเจ้าทรงห้ามศึก

เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าศากยะพระญาติของพระพุทธเจ้าอีกนั่นแหละ  คือพวกเจ้ากลุ่มต่างๆ ตั้งอาณาจักรอยู่บริเวณลุ่มน้ำโรหิณี  ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัย   แม่น้ำสายนี้มีความสำคัญในฐานะเป็นแม่น้ำสายเศรษฐกิจของพวกเจ้าศากยะ  เพราะไหลลงมาหล่อเลี้ยงให้ได้กินได้ใช้และทำเกษตรกรรม  ทำให้พวกเจ้าศากยะขัดแย้งกันทะเลาะกัน  บางคราวถึงขนาดยกทัพประจัญหน้ากัน เพราะแย่งน้ำกันทำนา    

 

  ขณะนั้น  พระญาติ ๒ ฝั่งน้ำกำลังยกทัพทำศึกประจัญหน้ากัน    พระองค์จึงเสด็จไปอยู่ระหว่างกลาง แล้วตรัสถามว่า ระหว่างน้ำกับความเป็นกษัตริย์อย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน  จากนั้นจึง ตรัสเตือนสติให้นึกถึงความเป็นญาติพี่น้องกันแล้วแบ่งปันน้ำกัน....

 

ทรงกระทำการห้ามการรบเช่นนี้ถึงสามครั้ง แต่ในครั้งที่สี่ ทรงปลงพระทัยว่าเป็นกรรมเก่าอันแรงกล้าของทั้งสองฝ่าย จึงไม่ทรงแทรกแซงอีกต่อไป

 

.....นิทานชาดกสองเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อถึงคราที่สภาไม่เป็นสัตสภา หรือ สองฝ่ายในประเทศเดียวกันกำลังจะรบราฆ่าฟันกันนั้น พระควรจะต้องออกจากวัดมาให้ปัญญากับสังคม มา "ห้ามญาติ" ไม่ให้ด่าทอกัน และหรือ รบกัน 

 

 

แต่วันนี้น่าผิดหวังที่พระดังๆ ที่คนนิยมยกย่องกราบไหว้กันทั่ว  หากแม้ไม่เข้าข้างฝ่ายใดแบบองค์แอบ ก็ไม่กล้ามาแสดงความเห็นเพื่อให้ปัญญากับสังคม

 

ต่างอ้างว่า ไม่ใช่กิจของสงฆ์  (แท้จริงแล้วคือ ขาดความกล้าหาญทางธรรมเสียมากกว่า)

 

วันนี้..คิดถึงหลวงพ่อเงื่อมแห่งวัดธารน้ำไหล

 

...คนถางทาง (๘ มิย. ๒๕๕๕)