เมื่อตอนไปเข้ารับการอบรมที่สถาบันภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี ที่อุนจุงดง-ซองนามซี นั้น สมาชิกจากหลายชาติหลายทวีปจะต้องไปรับประทานอาหารทุกมื้อด้วยกันหมดที่โรงอาหารของสถาบัน โดยเลือกนั่งกันตามอัธยาศัย กลุ่มที่ผมนั่งอยู่เป็นกลุ่มหนึ่งที่ยังพูดภาษาเกาหลีได้แย่มากๆ จึงต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก สมาชิกขาประจำรุ่นแรก(หัวอกเดียวกัน)ที่เป็นชาติอื่นมีหนุ่มอินเดียคนหนึ่ง กับนักศึกษาชาวเวียตนามจากโฮจิมินห์ซิตีอีกคนหนึ่ง ต่อมาหลายวันก็มีสมาชิกประจำเพิ่มอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นชาวเกาหลีเอง วันแรกที่เขามาหานั้น เขาขออนุญาตร่วมโต๊ะอย่างสุภาพ เมื่อนั่งแล้ว เขาอธิบายว่า เขาสังเกตดูกลุ่มเรามาสองสามวันแล้ว ได้ยินเราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ และเป็นกลุ่มที่คุยสนุกด้วย เขาจึงอยากขอนั่งด้วยในระหว่างมื้อกลางวันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อเขาจะได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น เขาบอกด้วยว่าปกติธรรมดาแล้ว เขาแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกและได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย ที่เราไม่ปฏิเสธเขานี้เท่ากับเราให้โอกาสที่ดีมากๆแก่เขาเลยทีเดียว
หลายปีต่อมา ณ เวลาเย็นที่ริมทะเลสาบคืนดาบในกรุงฮานอย เรามีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนจะเข้าชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำอันเลื่องชื่อ มัคคุเทศก์ชวนผมนั่งรถสามล้อตระเวนรอบทะเลสาบ โดยเลี้ยวเข้าไปผ่านย่านเมืองเก่าทางตะวันตกของทะเลสาบด้วย เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ครบรอบ มัคคุเทศก์ขอแยกตัวไปเตรียมอะไรหลายอย่างตามภาระหน้าที่ของเธอ ส่วนผมเดินไปทางเหนือของทะเลสาบแล้วเลี้ยวไปตามถนนสายเล็กๆอีกไม่ไกลก็พบร้านจำหน่ายซีดี (ตามคำบอกของมัคคุเทศก์) เจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มวัยราวๆสามสิบ พูดอังกฤษได้ช้าๆ กระท่อนกระแท่น เมื่อผมเลือกแผ่นได้แล้ว เขาขอให้ผมรออยู่ในร้านราวสิบนาที (เพื่อออกไปไรต์แผ่นเหมือนในบ้านเราเลย)
เขากลับมาเมื่อผ่านไปราวสิบสองนาที เขาถามผมว่า ผมจะต้องไปที่ไหนต่ออีก เมื่อผมบอกเขา เขาดูเวลาแล้วพูดว่า ”จากที่นี่ไปโรงละครไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร เดินเดี๋ยวเดียวถึง ผมขอเวลาคุณสักสิบนาทีได้ไหม ขออยู่คุยกับผมที่นี่แค่สิบนาทีเท่านั้น” ผมตอบตกลงและนั่งคนละฟากโต๊ะกับเขา เขายกน้ำชามารินให้และบอกว่า วันนั้นทั้งวัน ผมคือชาวต่างประเทศคนแรกที่เข้าร้านเขา และทำให้เขาได้ใช้ภาษาอังกฤษ เขาบอกว่าภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดี เขาอยากมีโอกาสฝึกบ่อยๆ และผมอาจจะเป็นคนเดียวในวันนั้นก็ได้ที่ทำให้เขามีโอกาสที่ดีมาก แม้ว่าจะมีได้เพียงสิบนาทีเท่านั้นก็ตาม
สิบนาทีในเย็นวันนั้น คือโอกาสดีที่เขารอคอยมาทั้งวัน
ทั้งสองโอกาสนั้น ต้องถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผมด้วยเช่นกัน(ไม่งั้นผมคงลืมไปแล้ว)
สองเรื่องนี้ทำให้ผมมิอาจไม่นึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง พนักงานขายของหน้าร้านจำหน่ายผ้าไหมจากอำเภอที่สำคัญมากของจังหวัดเชียงใหม่อำเภอหนึ่งต้องไปเรียนพูดภาษาอังกฤษตอนเย็นตามคำสั่งของเจ้าของกิจการ ไม่นานนักการเรียนการสอนก็ต้องปิดลงกลางคัน เพราะ(ตามคำให้การของผู้สอน) ผู้เรียนแทบจะไม่ยอมพูดอะไรเลย แม้แต่ตอนฝึกพูดตามครูก็เหมือนพึมพำกับตัวเอง ผู้สอนเห็นว่า ขืนปล่อยไปเช่นนี้ ผู้สอนและสถาบันจะเสียยี่ห้อ ส่วนผู้เรียนจะสูญเปล่าทั้งเวลาและสตางค์
“ผมว่าเด็กๆที่ไปกวดวิชาตอนเลิกเรียนก็คงคล้ายๆกัน คือถูกพ่อแม่บังคับให้ไป ส่วนพวกที่เรียน ป.โท ป.เอก ก็ถูกหลักสูตรบังคับให้สอบภาษาอังกฤษให้ผ่าน ไม่งั้นไม่จบ ประเทศไทยคงเป็นอย่างนี้ครึ่งค่อนประเทศ ถึงได้...” เขาค้างไว้อย่างนั้น ผมรอฟังนานกว่านาทีก็ไม่ได้ยินเขาว่าอะไรอีก เห็นเขาได้แต่ส่ายหน้า
สองกรณีแรก คนที่ต้องการและตั้งใจฝึกเองเรียนเองจริงๆ ย่อมหาหรือสร้างโอกาสให้แก่ตัวเองได้เสมอโดยไม่ต้องเสียสตางค์ก็ได้ ต่างกับคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องมีคนอื่นคิดให้ สั่งให้ทำหรือออกกติกาบังคับให้ทำ แล้วตัวเองก็ต้องเสียเงินเป็นค่าฝืนใจทำอีกด้วย
คงไม่มีอะไรน่าแปลกใจ ถ้าวันนี้คนไทยในสถานศึกษาจำนวนหนึ่งพากันลืมเรื่องพูดอังกฤษสัปดาห์ละวันไปหมดแล้ว หวังว่าคนเหล่านี้จะไม่รอให้ตัวเองได้เป็นใหญ่เป็นโตเสียก่อนแล้วค่อยหัด เพราะคนประเภทนี้นอกจากมีจำนวนจำกัดอย่างยิ่งแล้ว ยังต้องมีปัจจัยอื่นๆ เป็นใจอีกด้วย เช่น นามสกุล ทุน เพศ ประเทศ ประชาชน หรือแฟนคลับ เป็นต้น