การประชุมเศรษฐกิจโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่เพิ่งผ่านไปนี้ ถ้าเราโฟกัสเฉพาะสุภาพสตรีชั้นนำของสองประเทศในกลุ่มอาเซียนเท่านั้นแล้ว จะเห็นว่า อองซาน ซูจี ครอบครองซีนและสื่อได้มากกว่านายกรัฐมนตรีของประเทศเจ้าภาพอย่างชัดเจน ทั้งๆที่ซูจี ไม่สาว ไม่สวย แถมยังแต่งตัวสไตล์เดิมๆเหมือนเมื่อสิบปียี่สิบปีก่อน โดยไม่รับรู้เรื่องแฟช่งแฟชั่นอะไรเลย
ที่เป็นเช่นนี้ เกิดจากบารมีที่เธอสร้างสมมาเอง อย่างอดทน อย่างสันติและอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนาน โดยไม่ต้องพึ่งบุญบารมีบุคคลใดหรือพึ่งปัจจัยอื่นๆ อีกหลายๆอย่าง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ติดตามจับผิดนายกหญิงของเรา คงจะผิดหวังจากงานนี้พอสมควร เพราะท่านปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษ(ตามสคริปต์ อันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วไม่มีใครว่ากันหรอก) ได้ดีขึ้น (ถึงแม้จะมีสำเนียง ทิงลิช บ้างก็ไม่ควรเหมาว่าเป็นความผิดที่อภัยไม่ได้) แสดงว่า การกันท่านออกจากเรื่องบู๊ในสภาให้ได้เหมือนที่ทำมาครั้งก่อนๆ (โดยบังเอิญตามแผน) นั้น ทำให้มีเวลาฝึกซ้อมมากขึ้น และเพียงพอที่จะช่วยสร้างหน้าตาของรัฐบาลให้ดูดีขึ้นได้ในห้องรับแขกระดับโลกของประเทศในคราวนี้
ก็สมควรแล้วละครับที่จะต้องทำให้ได้ มิฉะนั้น จะโดนฝ่ายตรงข้ามดูแคลน อยู่ตลอดเวลา
ส่วนอองซาน ซูจี นั้น เมื่ออยู่นอกเวทีประชุม คือแม่เหล็กดึงดูดสื่อนานาชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด ซูจีไปไหน ไปทำอะไร สื่อจะตามไปด้วย ซูจีทำให้เจ้าของประเทศจำนวนไม่น้อย เพิ่งทราบหรือนึกขึ้นได้ว่า ผู้คนจากประเทศพม่าไม่ได้มาอยู่ในประเทศไทยเพื่อเป็นแรงงานเท่านั้น แต่อยู่ในฐานะผู้อพยพลี้ภัยด้วยอีกไม่น้อยเลย ซูจีกลับบ้านพร้อมด้วยโจทย์ข้อที่แก้ได้ยากและต้องใช้เวลายาวนานข้อหนึ่ง คือ ทำอย่างไรเพื่อนร่วมชาติของเธอจึงจะกลับไปมีงานทำในประเทศบ้านเกิดของตนได้
น่าเสียดาย (ไม่ทราบว่าเพราะไม่มีเวลา หรือไม่ได้ใส่ใจจริงจัง หรือไม่มีใครสนใจจะเชิญชวน) ที่ซูจีไม่มีการสวมชุดไทยถ่ายภาพเผยแพร่รวมอยู่ในภารกิจด้วย มิฉะนั้น เรตติ้ง อาจพุ่งกระฉูดจนทำให้เต็ง เส่ง เป็นลมตกเก้าอี้เองเลยก็ได้