หนังไทยเป็นสื่อเผยพร่ประเทศไทย

อินเดียใต้รู้จักประเทศไทยผ่าน “โทนี จา”

            ผู้เขียนพานักศึกษาปริญญาโท อินเดียศึกษาไปออกภาคสนามที่อินเดียใต้มา ได้ประสบการณ์ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ความที่พวกเราหน้าหมวย หน้าตี๋ ผิวขาวกว่าชาย หญิงชาวอินเดียใต้ที่ผิวคล้ำ ผู้หญิงเกือบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ไว้ผมยาว และนิยมใช้พวงมะลิยาวๆ หอมละมุนเหน็บปิดยางมัดผมเป็นเอกลักษณ์ของหญิงอินเดียใต้ หากเป็นที่เกรลาแล้วนิยมใช้นำมันมะพร้าวชะโลมผม ผมเขาจะดำมันเรียบแปร้ ไม่หงอกง่าย และผมดกหนา แต่จะไม่นิยมห้อยพวงดอกมะลิเหมือนหญิงทมิฬ นาฑู ในเมื่อเห็นความแตกต่างเช่นนี้แล้ว เท่าที่ผู้เขียนสังเกตก็ไม่ค่อยมีตี๋หรือหมวยไปเที่ยวในสถานที่ที่เราไปกันนัก ชาวอินเดียใต้ก็ทักพวกเราว่า “หนี ห่าว”  “อริกาโตะ” “Chinese?”  “Japanese?” ”Korean?” จะสังเกตเห็นว่าเขารู้จักแต่ประเทศที่ทรงอิทธิพลของเอเชียทั้งนั้น ส่วนใหญ่เราจะพยายามบอกว่าเรามาจากไทยแลนด์ หลายคนไม่รู้จักไทยแลนด์ หาว่าเป็น  “Taiwan”  เราต้องบอกว่าไม่ใช่ เรามาจาก Bangkok, Thailand ต้องระบุชื่อเมืองหลวงด้วยเพื่อไม่โยนเราไปไต้หวันอีก ถามว่ารู้จักไหม บางคนรู้ หลายคนบอกขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าไทยแลนด์อยู่ไหน ทำไงต้องร่ายความรู้ภูมิศาสตร์ให้ฟังว่าจากอินเดียไปทางตะวันออกถัดไปเป็นเมียนมาร์ ไทยแลนด์ ลงใต้ไปเป็นมาเลเซีย พอถามว่ารู้จักมาเลเซียไหม ส่วนใหญ่รู้จักดีเพราะมีชาวอินเดียจากทมิฬ นาฑูอพยพไปอยู่มาเลเซียเมื่อครั้งประวัติศาสตร์นานมาแล้ว และเขายังไปมาหาสู่กันอยู่ ดังนั้นชาวอินเดียใต้จะรู้จักมาเลเซียมากกว่าไทยแลนด์

        ผู้เขียนตั้งคำถามในใจว่าทำไมคนอินเดียใต้ไม่ค่อยรู้จักคนไทย ประเทศไทย ไม่ทราบจะโทษฝ่ายอินเดียที่ไม่ได้สอนภูมิศาสตร์ให้คนของเขารู้จักที่ตั้งของประเทศเพื่อนบ้านเช่นไทยแลนด์ว่าอยู่ห่างจากเขาเพียงแค่บินสามชั่วโมงครึ่ง หรือฝ่ายไทยที่ยังไม่สามารถประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางพอ ซึ่งจะส่งผลต่อการค้า การลงทุน ความร่วมมือต่างๆ เพราะไม่รู้จักกันนี่นา บางคนพอเราบอกว่าเรามาจากไทยแลนด์ เขาก็บอกเลยว่าโทนี่ จา (จา พนม) จากภาพยนต์เรื่ององค์บาก กับต้มยำกุ้งที่ได้รับการฉายและพากย์เป็นภาษาทมิฬ บนจอทีวีของชาวทมิฬ นาฑู (และอาจฉายซ้ำหลายครั้ง) จึงทำให้ชาวอินเดียใต้รู้จักไทยแลนด์ เราจึงได้คำสำคัญ (โทนี จา) ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองไทยในโอกาสต่อไปซึ่งทำให้คนที่เราพูดคุยด้วยถึงบ้างอ้อว่า อ๋อ! ไทยแลนด์  รู้แล้วจ้า ซึ่งเสียงตอบรับจากแฟนชาวอินเดียใต้ที่ผู้เขียนสัมผัสมาค่อนข้างดี  บางคนทำท่าทำทางประกอบด้วย  เขาชื่นชอบพระเอกมาก จึงอยากเรียนให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องทราบเป็นข้อมูลเบื้องต้นว่าการเผยแพร่ประเทศไทยด้วยภาพยนต์ไทยที่คัดสรร (ให้ถูกรสนิยมผู้ชม) เพื่อนำไปฉายทางทีวีในประเทศต่างๆ นั้นเป็นทูตวัฒนธรรมที่หลายชาติทั้งในเอเชีย และตะวันตกใช้ได้ผลมาอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งทุกวันนี้ ประเทศไทยสามารถผลิตภาพยนต์ดีๆ มีคุณภาพมากมาย น่าจะเลือกนำไปฉายในประเทศต่างๆ เพื่อทำให้คนของประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทยผ่านภาพยนต์ซึ่งทำได้กว้างขวาง รวดเร็ว และจดจำได้นาน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยที่ไปเที่ยวยังที่ต่างๆ โดยเฉพาะในอินเดียที่คนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้จักประเทศไทยน่าจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนประเทศไทยช่วยกันเผยแพร่ ให้ความรู้กับชาวอินเดียที่ไม่รู้จักได้ฟังคร่าวๆ ว่าประเทศไทยอยู่ไหน มีอะไรเด่น เหมือนและต่างจากอินเดียอย่างไร (หากมีโอกาสได้พูด) หากเราร่วมด้วยช่วยกันก็จะทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่เราสัมผัสมากขึ้น

            เมื่อนักท่องเที่ยวชาวอินเดียมาเที่ยวประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกือบล้านคนแล้ว ส่วนใหญ่มาพักผ่อนกับครอบครัวเพราะฉะนั้นแต่ละครอบครัวมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจำนวนไม่น้อย  ด่านแรกที่จะทำให้ประทับใจหรือไม่อยู่ที่ทุกภาคส่วนของสนามบิน โดยเฉพาะตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. สนามบินสุวรรณภูมินั่นเอง ผู้เขียนเคยรับฟังเสียงบ่นจากชาวอินเดียว่าเจ้าหน้าที่ตม. ตรวจลงตราเสร็จโยนพาสปอร์ตคืนให้ชาวอินเดียเชิงดูถูก ไม่ให้เกียรติ ไม่ใช่ผู้รับไม่รู้สึก เพียงแต่เขาไม่โต้ตอบเท่านั้น แล้วอย่างนี้จะสร้างความประทับใจได้อย่างไร การท่องเที่ยวอยากให้คนมาเที่ยวมากๆ  หน้าบ้านก็ต้องแสดงมิตรภาพไมตรีจิตให้น่าประทับใจมากกว่านี้ การพูดคุยทักทายนิดๆ หน่อยๆ เป็นเสน่ห์ที่สร้างความประทับใจได้ ศุลกากรที่สุ่มตรวจตรงทางออกก็ควรจะพูดจาด้วยความสุภาพในการขอให้ตรวจกระเป๋า กล่อง สัมภาระอะไรก็แล้วแต่ด้วยการสแกนก่อนออกมาด้านนอกสนามบิน  อย่าลืมว่าคนไทยเคยได้ชื่อว่า “ยิ้มสยาม” มีจิตใจดี เอื้ออารี มีน้ำใจ อยากเห็นทุกภาคส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ และแม้แต่กับคนไทยเองก็ตามควรแสดงไมตรีดังกล่าวต่อกันให้มากๆ “จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา” “อยากให้คนอื่นทำกับเราอย่างไรก็จงทำเช่นนั้นต่อเขา” อย่าตัดสินคนอื่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกโดยเฉพาะกับคนอินเดีย เพราะคุณอาจจะมองผิดอย่างคาดไม่ถึงก็ได้ เคยมีเศรษฐีชาวอินเดีย (ที่คนไทยดูไม่ออกหรอกว่าเป็นเศรษฐี) ถูกคนไทยที่ขายของในสนามบินพูดจาดูถูกแกฉีกดอลลาร์ทิ้งต่อหน้าเลย ไม่ซื้อแล้วและเกิดความไม่ประทับใจ และไม่อยากมาประเทศไทยอีก!!!!