วันนี้ข้าพเจ้าเปิดเข้าไปเจอข้อความที่ อ.ดร.นพ.สุธีร์ (Suthee Rattanamongkolgul) โพสต์ไว้ใน R2R's Facilitatorรุ่น1/2555 รู้สึกถึงหัวใจที่ฮึกเหิมขึ้นมาบนเส้นทางที่พยายามสื่อสารให้คนหน้างานได้เกิดความรัก ความเข้าใจในการพัฒนาตนเอง...ในท่ามกลางที่กำลังประคองตนเองไว้ไม่ให้ตกลงไปในกระแสแห่งความเมื่อยล้าและทดท้อ พลันกลับรู้สึกคล้ายคนกำลังเดินทางไปบนทะเลทรายและได้ลิ้มรสน้ำหนึ่งหยดที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล...

อาจารย์สุธีร์เขียนไว้ว่า 

สิ่งหนึ่งที่นักเรียนและผู้สอน R2R ควรได้เรียนรู้ร่วมกันคือหัวใจของการอยากค้นหาความรู้ความจริงเพื่อการพัฒนาหน้างานของตัวเองส่วนผลงานวิจัยถือเป็นดอกผลจากความพยายาม
แต่ปัจจุบันหลายองค์กรมุ่งสร้างผลงานวิจัย R2R มากกว่ากระบวนการคิดเพื่อหาความรู้ความจริงอย่างเป็นระบบ จนทำให้ R2R ขาดความเบิกบานแบบ (อย่าง อ.@Ka Poom ว่าไว้)

ทำให้นึกย้อนไปเมื่อสองวันก่อนที่เรามีการเรียนรู้ R2R ณ เครือข่ายจังหวัดปทุมธานี ...

ช่างเป็นความหาญกล้าของพี่กุ้ง R2R Facilitator ตัวแม่ของจังหวัดปทุมฯ ที่บอกว่า "อาจารย์รอบนี้ขอเรียนรู้วิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างเดียวนะคะ"... ตลุยเรื่องนี้เรื่องเดียว

    

พอคนพื้นที่เปิดทางเช่นนี้ มีหรือที่ อ.กะปุ๋มจะไม่รีบคว้าโอกาส 

เพราะนี่แหละคือ การกล้าทวนกระแสทางวิชาการ ที่มักไปติดกับดักว่า หากทำวิจัยต้องให้เกิดความเชื่อถือ ด้วยตัวเลขทางสถิติ ที่เป็นแบบ sig หรือ ไม่ sig เคยมีพี่พยาบาลท่านหนึ่งถามข้าพเจ้าว่า "sig แล้วมันทำไมล่ะอาจารย์ sig แล้วได้แค่เป็นหลักประกันว่าเรามีสถิติรับรอง แต่เราไม่ได้เกิดการเรียนรู้ในกระบวนการพัฒนางานเราเลย เพราะเรามัวไปมุ่งแต่เก็บข้อมูลทางวิจัย"...

แต่สำหรับ "วิจัยเชิงปฏิบัติการหรือ Action Research" 

ในทัศนะและประสบการณ์ของการเป็นสาวเชียร์ R2R พบว่า ...

สำหรับคนหน้างานเมื่อได้เรียนรู้ที่จะทำ R2R ในรูปแบบของ Action Research  แล้วเขาจะรู้สึกว่านี่คือ ความเป็นจริงของวิจัยที่อยู่ใกล้วิถีชีวิตการทำงานของเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ... เป็นรูปธรรม

เพิ่มกระบวนการที่เป็นระบบ เข้าไป...งานประจำที่เขาพัฒนาขึ้นก็จะมีคุณค่ามีความหมายมากขึ้น

ดั่งเช่น

เพียงแค่เมื่อเขาได้ลงมือศึกษาบริบทและปัญหาหน้างานของตนเอง ...ร่วมกับการ Review Leterature จากนั้นก็ออกแบบหรือพัฒนารูปแบบการทำงานที่มุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาหน้างานนั้น ซึ่งอาจเป็นกระบวนการ PDCA ที่หมุนวนอยู่หลายรอบ จากนั้น...เมื่อระยะเวลาผ่านไป => ก็ลงมือ "วัดและประเมินผล" หรือที่เรียกกันด้วยภาษาง่ายๆ ว่า...เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลดูว่า

หลังจากที่ใช้รูปแบบกระบวนการพัฒนานั้นผ่านไปแล้ว...ส่งผลต่อผลลัพธ์หรือตัวแปรตามนั้นอย่างไร ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างไรบ้าง

ซึ่งวิจัยเชิงปฏิบัติการนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนในตัวเองว่า

ข้าพเจ้าชอบความเห็นของพี่วิ (Rawiwan Panjamanas )...แห่งวัดไร่ขิงที่ว่า

งานวิจัยที่ significant .001 ไหนจะมีค่ามากไปกว่าไม่ Sig.แต่แก้ปัญหาสุขภาพประชาชนทั้งประเทศได้

ทำให้นึกถึงประเด็นที่มีผู้เคยกล่าวทำนองนี้ว่า

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะพากันกล้าก้าวข้ามผ่านมิติที่ผูดยึกกับกฏระเบียบที่ร้อยรัดมากด้วยสถิติ ผลิกพันมาสรรค์สร้างงานวิจัยด้วยศิลปะ อันนำไปสู่มิติแห่งความสุข และความเป็นจริงในชีวิตมากขึ้น

    

สองวันของการเรียนรู้ R2R ผู้เข้าร่วมกว่า ๑๐๐ คนที่ไม่มีหนีหายไปไหน จน พี่กุ้งบอกว่า "เกินความคาดหมายจริงๆ ค่ะอาจารย์" หรือ R2R Facilitator ที่น่าจับตามองอย่างเภสัชกรหญิงอ้อ( สุนทรี กาวิละ ) บอกว่า สนุกสนานกับการเรียนรู้จริงๆค่ะ พบกันอีกครั้งเดือนกรกฎาคมนะคะ

รอยยิ้ม...เสียงหัวเราะ และแววตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังของคนหน้างานจริงๆ ที่ตลอดชีวิตการทำงานของเขาและเธอทุ่มเทให้กับงานสาธารณสุข สะท้อนเข้ามาในใจของข้าพเจ้าว่า... "งานนี้ข้าพเจ้าก็ท้อและถอยไม่ได้เช่นเดียวกัน"...

    

...

R2R ประเทศไทย

ดูภาพเพิ่มเติม

Happiness R2R เครือข่าย จ.ปทุมธานี…Action Research เพียวๆ 

และ

R2R เครือข่ายจังหวัดปทุมธานี