แม้ว่าแต่ละคนจะมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร แต่สิ่งที่พวกเรามีและรู้สึกเหมือนกันคือ “พวกเราจะมาเล่นกัน”

แรงบันดาลใจ

                กิจกรรมละครสร้างสรรค์และบำบัดที่จัดขึ้นในโรงเรียนเพลินพัฒนาครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ฉันมีความตื่นเต้นมากทีเดียว ประการแรกคือ ได้กลับไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับละครสร้างสรรค์ที่เป็นความฝันเมื่อครั้งเรียนจบการละครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ฉันได้เพียรพยายามที่จะนำกระบวนการละครมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย แต่หนทางแสนยากเข็ญเพราะกระแสของศิลปศาสตร์การละครยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าทุกวันนี้ ประการที่สองได้กลับมาทำงานให้กับเด็กๆในโรงเรียนทางเลือกที่ตัวเองร่วมเป็นผู้บุกเบิกงานการศึกษามาตั้งแต่ยังไม่ลงหลักปักเสาเข็ม จนทุกวันนี้โรงเรียนเป็นที่รู้จักของผู้คนในสังคมมากพอสมควร...โรงเรียนเพลินพัฒนา ประการที่สามได้มีโอกาสนำละครสร้างสรรค์มาช่วยเด็กๆกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์ มีจินตนาการ ความเป็นไปได้มากมายและได้ปลดปล่อยศักยภาพที่แฝงเร้นออกมา ร่วมกับครูการศึกษาพิเศษให้ได้สัมผัสประสบการณ์การละครสร้างสรรค์และบำบัด ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลเด็กๆกลุ่มนี้ และประการสุดท้ายหลังจากไปฝึกฝนทักษะแห่งชีวิต งานกระบวนกรที่สถาบันขวัญเมือง เชียงรายกับอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ครูที่ชวนใครต่อใครออกมามองมิติแห่งชีวิตที่กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานการศึกษาด้วยแล้ว สิ่งที่ฉันฝึกฝนคือการถอดถอนมาดครู และฝึกลองสวมแว่นตาแห่งโลกทัศน์ ชีวทัศน์ของการเรียนรู้ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในคุณค่าและศักยภาพแฝงเร้นของมนุษย์ เรียนรู้ที่จะผสานความเป็นธรรมชาติของมนุษย์และปัญญาปฏิบัติ ...เรา เป็น ได้ มาก กว่า ที่ เรา คุ้นเคย

                ครูผู้สนับสนุนการเรียนรู้

                เด็กๆทยอยเข้ามาในห้องพร้อมกับการรอต้อนรับของครูการศึกษาพิเศษที่รับดูแลเด็กหนึ่งคนต่อครูหนึ่งคน กลุ่มของเด็กๆในครั้งนี้จะมีทั้งกลุ่มดาวน์ซินโดรม ออทิสติก สมาธิสั้น เป็นต้น ดังนั้นในการจัดกิจกรรมละครสร้างสรรค์และบำบัดสำหรับเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษจึงจำเป็นต้องมีทีมงานเป็นครูพี่เลี้ยง หรือเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กๆได้ทำกิจกรรรม ครูผู้สนับสนุนจะเป็นคนช่วยทำให้เด็กๆดูเป็นตัวอย่าง การช่วยเหลือในการสื่อสาร หรือแม้แต่การช่วยดูแลการเข้าร่วม เนื่องจากว่าเด็กๆเหล่านี้ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด หากครูผู้สนับสนุนได้เข้าใจ หรือเคยผ่านกิจกรรมของละครสร้างสรรค์และบำบัดมาก่อนจะช่วยให้กิจกรรมมีความลื่นไหลและลงลึกได้มากขึ้น ส่วนครูการละครสร้างสรรค์และบำบัดจะเป็นผู้จัดกระบวนการ ประเมินสถานการณ์และเลือกสรรว่าจะเริ่ม  หยุด ทำซ้ำ หรืออื่นๆ ตามวาระของเด็กๆ แม้ว่าแต่ละคนจะมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร แต่สิ่งที่พวกเรามีและรู้สึกเหมือนกันคือ “พวกเราจะมาเล่นกัน”

            บรรยากาศการเรียนรู้ที่หลายคนไม่ได้มอง

                ก่อนจะเริ่มกิจกรรมสิ่งที่ครูละครสร้างสรรค์และบำบัดต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ การสร้างสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและจิตใจ ในทางกายภาพเราต้องใส่ใจเรื่องของอุณหภูมิ แสง เสียง เพราะเด็กบางคนอาจจะไวต่อประสามสัมผัส จัดเก็บข้าวของที่ไม่จำเป็นออกก่อน เปิดโอกาสให้เด็กๆได้เดินสำรวจที่ทางต่างๆ ให้แนะนำตัวเองและทักทายกับเพื่อนๆด้วยท่าทางเฉพาะตัว ทดลองหาที่นั่ง(กับพื้น) ของตัวเองคือนั่งแล้วสบายใจ พูดคุยถึงข้อควรระวังในการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น การไม่ถูกตัวเพื่อนด้วยความรุนแรง สัญญาณระฆังทำให้ทุกคนหยุดและกลับมาดูลมหายใจ การจัดการกับกายภาพช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและปลอดภัยในจิตใจ หากเรามองในประเด็นเรื่องสมองกับการเรียนรู้แล้ว บรรยากาศผ่อนคลาย คลื่นสมองอยู่ในคลื่นอัลฟ่า และมีความปลอดภัยจะเอื้อให้เกิดความพร้อมและการตื่นตัวในการเรียนรู้ นอกจากนี้ครูต้องพร้อมที่จะเชื่อมโยงกับเด็กๆ และกิจกรรม ตัวครูเองต้องเปิดใจและยอมรับในสิ่งที่เด็กๆเป็น เห็นคุณค่าและความพิเศษอันแสนวิเศษในตัวเด็กๆ ท่าทีของครูที่เปิดกว้าง พร้อมรับฟัง วางใจ ใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยกับเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่ครูการศึกษาพิเศษของโรงเรียนเพลินพัฒนามีความใกล้ชิดและสนิทสนมกับเด็กๆค่อนข้างมาก เรื่องการเปิดใจจึงไม่เป็นปัญหา ส่วนตัวฉันเองก็ต้องทำเช่นเดียวกัน และที่สำคัญ คือ เอาเด็กน้อยในตัวเองออกมาพูดคุยและให้ความสนิทสนมกับพวกเขา แม้เด็กบางคนจะเขินอาย ซึ่งตัวครูเองต้องรอคอยและส่งสารไปที่เขาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแววตา ท่าทาง น้ำเสียง สัมผัส ความรู้สึกในจิตใจ แน่นอนเพียงเวลาไม่นาน เราจะกลายเป็นเพื่อนเล่นกัน ครูคนไหนที่หลงลืมสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งเคยละทิ้งเด็กน้อยในตัวเองอาจจะต้องฉุกคิดและกลับไปหาเด็กน้อยคนนั้นในตัวเราอีกครั้งก็คงดีไม่น้อย

          เกมละครสะท้อนสภาวะชีวิต

                เกมละครเป็นทางเข้าที่สำคัญก่อนจะมีการเริ่มกระบวนการทางละคร เกมละครเป็นเหมือนแบบฝึกให้กับเด็กๆได้ทดลองเล่นในรูปแบบต่างๆ ฝึกฝนทักษะทั้งฐานกาย เช่น กิจกรรมกระจกเงาเพื่อฝึกฝนการเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ด้วยดนตรี ความสัมพันธ์ของแขนขา และฝึกสมาธิได้ดีเยี่ยม เป็นกิจกรรมยอดฮิตติดอันดับที่ทรงพลังทุกครั้ง ทุกที่กับทุกกลุ่มของเด็ก การพัฒนาระบบประสาทสัมผัสด้วยกิจกรรม ลูกบอลยักษ์ กิจกรรมรถไฟผจญภัยที่ต้องกระโดด ลอด ข้าม วิ่ง หยุดแวะรับเพื่อนๆ กิจกรรมโยคะเจ้าผีเสื้อน้อยซุกซน ในขณะที่ฝึกฝนฐานกายก็พัฒนาฐานใจทั้งเรื่อง ความกล้า การยอมรับความคิดและท่าทางผู้อื่น การนำ การตาม ความอดทน การทำงานร่วมกันกับเพื่อน หลายกิจกรรมทำซ้ำทำให้เด็กๆที่ได้พัฒนาทักษะด้านนั้นและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

                นอกจาการฝึกฐานกายที่ไปพร้อมกับฐานใจแล้ว กิจกรรมฐานคิดที่โดดเด่นสำหรับกระบวนการละครคือ การคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ที่สำคัญคือ การคิดเหล่านี้เกิดขึ้นสดๆ ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า นั่นคือการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าของเด็กๆ เราทำกิจกรรมถุงวิเศษบอกข้าเถิดว่าคืออะไร ซึ่งต้องใช้จินตนาการล้วนๆ แสดงท่าทางจากความคิดออกมาให้เพื่อนทายกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าอะไรตอนนี้อยู่ในความสนใจของเด็กๆแต่ละคน กิจกรรมชวนกันไป....เป็นกิจกรรมสนุกสนานที่เด็กๆได้มีอิสระท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ เป็นสิ่งต่างๆที่อยากเป็นโดยไม่มีการห้ามปราบ มีแต่เสียงหัวเราะ ทุกคนไปด้วยกัน โต้ตอบกันในโลกใบเดียวกัน เราไม่มีพรมแดนแห่งการแบ่งแยก กิจกรรมปั้นหุ่นจากรูปภาพเป็นกิจกรรมที่ให้ความสงบแต่สร้างสรรค์ และต้องมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครที่เราจับคู่ด้วยให้เหมือนกับในภาพ กิจกรรมบ้านของสัตว์น้อย เป็นกิจกรรมที่ค่อยๆนำเด็กๆเข้าสู่สถานการณ์สั้นๆที่มีตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์เดียวคือ ออกไปหากินและคอยหลบอันตรายจากสัตว์ตัวอื่นๆ เด็กเข้าไปสู่บทบาทสมมติที่มีถึงสองสภาวะคือ ผู้ล่า และผู้ถูกล่า จึงต้องมีความตื่นตัว ระแวดระวัง แต่ขณะเดียวกันก็มีบ้านให้หลบได้อย่างปลอดภัย หลังจากเล่นกันแล้วเราอาจจะหยุดมาแลกเปลี่ยนเล่าความรู้สึกกัน โดยครูผู้สนับสนุนชวนเด็กๆพูดคุย           กิจกรรมเกมละครที่หลากหลายเหล่านี้ หัวใจสำคัญของกิจกรรมคือ เราไม่สอนแต่ชวนกันเล่น

(มีต่อ)