ผมรู้สึกเขินอาย จนทำอะไรไม่ถูก และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นภรรยาของผมร้องไห้อย่างมีความสุขที่สุดในชีวิต

 

 


เรื่องเล่าจากบ้านแม่ตาด :

บันทึก 10 ปี การแต่งงาน และวันเกิดของลูกสาวคนโต(1)

 

 

 

 

 

               วันที่  27 พ.ค.2555  นี้  อาจจะเป็นเพียงวันธรรมดาๆ วันหนึ่งสำหรับคนทั่วๆ ไป ซึ่งคงจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากมายนัก

              แต่สำหรับผมเองนั้น....วันนี้กลับเป็นวันที่มีความสำคัญเป็นพิเศษและเป็นวันที่สุดแสนมหัศจรรย์สำหรับผมและครอบครัว  เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 10 ปี การแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของผมและภรรยา และเป็นวันเกิดครบรอบ 7 ปี ของน้องเพียงพอ ลูกสาวคนโตของผมอีกด้วย

 



(๑)   กลับบ้าน.....และออกมาสู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลก

 

                หลังจากที่ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์มาเป็นเวลา 18 ปีเต็ม นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนกระทั่งถึงอายุได้ 31 ปี ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความทรงจำที่ไม่มีวันสิ้นสุด  เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน ได้เรียนรู้ และได้เดินทางไปผจญภัยในโลกอันกว้างใหญ่

                วันหนึ่ง เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าของผมได้เสียชีวิตลง(ในขณะที่ผมยังอยู่ในห้อง ICU ของโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อันเนื่องมาจากไส้ติ่งอักเสบและแตกก่อนจะถึงโรงพยาบาล) จึงทำให้ผมตัดสินใจที่จะลาสิกขาออกมาเพื่อหางานทำและจะได้มีเวลาดูแลแม่มากยิ่งขึ้น

               แม้ว่าผมจะยังรู้สึกมีความผูกพันกับผ้ากาสาวพัสตร์และพระศาสนาอยู่ในทุกลมหายใจ แต่ภาพของแม่ที่ต้องอยู่ตามลำพัง เมื่อพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ภาพของหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังรอคอยการกลับไปของลูกชายคนโต(หลังจากที่ลูกชายคนนั้นได้จากท่านมาเป็นเวลาเนิ่นนานเกือบ 20 ปี) ผุดขึ้นมาในมโนภาพของผม ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะตัดสินใจอะไรอีกแล้ว

                ผมตัดสินใจทันทีว่าผมจะสึกออกไป เพื่อกลับไปใช้ชีวิตอย่างปุถุชนทั่วๆ ไป   อยากกลับไปอยู่ใกล้ๆ แม่ อยากดูแลแม่ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ดูแลแม่เลย  ยิ่งนานวัน ก็ดูเหมือนผมจะยิ่งอยู่ไกลจากท่านออกไปทุกๆ ที 

 

 

                เมื่อกลับไปถึงเมืองไทย ผมรีบเดินทางไปอยู่กับแม่ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นก็ขึ้นไปเชียงใหม่ เพื่อช่วยงานของวัดในช่วงสุดท้าย บางช่วงก็ลงไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ สุราษฎร์ธานีด้วย เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำและประสบการณ์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะอำลาจากวงการนี้ออกไป

                ผมใช้เวลาช่วยงานวัดช่วงสุดท้ายอยู่ประมาณ 8 เดือน จากนั้น ก็เดินกลางกลับไปที่บ้านเกิด เพื่อทำพิธีลาสิกขาที่นั่น

                ที่ผมต้องกลับไปที่นั่น ก็เพราะว่าผมอยากให้แม่เป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นผมอยู่ในชุดที่แตกต่างกัน 2  ชุด ภายในวันเดียว ด้วยว่า....ในวันที่ผมบวชตอนอายุ 13 ปีนั้น แม่เป็นคนถือผ้าไตรให้ผมและปลื้มใจจนน้ำตาไหล เมื่อเห็นผมห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นครั้งแรก.....เมื่อผมจะสึกออกมา ผมก็อยากให้แม่เห็นผมอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์เป็นครั้งสุดท้ายอีก และอยากให้ท่านเห็นตอนผมนุ่งกางเกงยีนส์เป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย

                เมื่อรับศีล 5 และรับพรเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ผมก็ก้มกราบแม่และกอดแม่ไว้ แม่น้ำตาไหลออกมา ด้วยความดีใจ

                ผมบอกกับแม่ว่า “แม่ครับ.....ผมกลับมาแล้วน่ะ  ลูกน้อยคนเดิมของแม่กลับมาอยู่กับแม่แล้ว แม่ไม่ต้องห่วงน่ะ ผมจะดูแลแม่เอง จะดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้”

            แม่กล่าวว่า “ดีแล้วลูก  ออกมาก็ดีแล้ว จะได้อยู่ใกล้ๆ กัน ที่ผ่านมานั้น แม่เป็นห่วงและคิดถึงลูกมาตลอด อยากจะไปเยี่ยม ก็ไปไม่ได้ เพราะอยู่ไกลกันเหลือเกิน เวลาได้ข่าวว่าป่วยหรือไม่สบาย ก็ได้แต่นั่งน้ำตาไหลอยู่คนเดียว เพราะสงสารลูกจับใจ.....กลับมาอยู่ด้วยกันนะลูก  อยู่บ้านเรา  แม้จะไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็น่าจะอบอุ่นกว่าอยู่ที่อื่นหลายเท่านัก”

            ผมใช้เวลาอยู่กับแม่ประมาณ 5 วัน จากนั้นก็เดินทางขึ้นไปที่เชียงใหม่ เนื่องจากต้องไปสอนพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่

                เมื่อไปถึง ทุกคนต่างก็ฮือฮา ทั้งครูบาอาจารย์และลูกศิษย์ เพราะไม่มีใครรู้มาก่อนว่าผมจะสึก  ต่างก็ถามไถ่หาสาเหตุกันยกใหญ่ ว่าทำไมถึงสึก  ซึ่งผมก็ได้แต่ยิ้มๆ และไม่ได้พูดอะไร




(๒)    ไตร่ตรองมองตน

 

              ตอนสึกใหม่ๆ ผมยังต้องพักอยู่ที่ค่ายคุณธรรม เพื่อทำงานรับใช้พระในค่าย ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

                คราวหนึ่ง มีพระถามผมว่า “อาจารย์สึกออกมาแล้ว ไม่คิดจะแต่งงานเหรอ? “

                ผมบอกท่านไปว่า “ยังไม่รู้เลยครับ  ผมยังไม่มีคนรักเลย ผมเพิ่งสึกออกมา มีแต่ตัวเปล่าๆ สงสัยคงไม่มีใครสนใจหรอกกระมัง หากใครรักหรือชอบผมตอนนี้ คนนั้นก็คงจะตาบอดหรือสายตาสั้นแน่ๆ เลย”

                ไม่มีแฟน?  ไม่แต่งงาน?  แล้วอาจารย์สึกมาทำไมเนี่ย!”  อีกรูปหนึ่งถามขึ้น

                ผมไม่ตอบ ได้แต่ยิ้ม และเดินหนีไปทางสระน้ำที่อยู่ฝั่งค่าย แล้วก็นั่งลงตรงริมสระน้ำนั้น เป็นเวลาเนิ่นนาน

                คำถามและคำพูดของพระเหล่านั้น    ทำให้ผมต้องหันมาพิจารณาไตร่ตรองมองตนอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง

                ผมนั่งมองน้ำในสระอย่างสงบนิ่ง  ผมมองเห็นปลาหลายตัวแหวกว่ายผ่านไปผ่านมา

                ผมนั่งมองเงาของตัวเองที่อยู่ในน้ำอย่างพินิจพิจารณา  พร้อมทั้งมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา

                แล้วผมก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจว่า.....จากชีวิตของเด็กเลี้ยงควายบ้านนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ต่อมามีโอกาสได้เข้ามาพึ่งร่มเงาของพระพุทธศาสนาเป็นที่พักพิง มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน มีโอกาสได้เดินทางไปในหลายๆ ที่ มีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตและเรียนหนังสือที่เมืองนอกเมืองนา กลับมาก็มีคนจดจำได้ 

               ที่ผ่านมา ผมคิดว่าชีวิตของผมได้ก้าวไปไกลกว่าที่ผมคิดเอาไว้มากมายนัก .....ผมรู้สึกภูมิใจ ที่ตนเองสามารถเดินทางไกล จนกระทั่งมาถึงตรงจุดที่กำลังยืนอยู่ในปัจจุบันได้

                ในขณะเดียวกัน ผมก็นึกถึงผู้คนต่างๆ ทั้งผู้ที่ผมรักเขาและเขารักผม ซึ่งก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย

 

 

(๓)   “นางเอกในชีวิตจริง และการแต่งงาน


                หลังจากผมสึกออกมาแล้ว ต่อมาผมก็พยายามดำรงตนอยู่ในโลกของความเป็นจริงอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมากที่สุด  พยายามทำหน้าที่ต่างๆ ให้สมบูรณ์และดีที่สุด

                ช่วงหนึ่ง.....ลูกศิษย์ลูกหาที่ผมเคยสอนเมื่อกว่า 10 ปีก่อน  ก็พากันมาเยี่ยมเยือน หนึ่งในนั้นมี “นางเอกในชีวิตจริง” ของผมรวมอยู่ด้วย ตอนแรกผมก็ไม่นึกหรอกว่า เธอจะเป็นคู่ชีวิตของผม เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ

                จวบจนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปประมาณเดือนกว่าๆ  เมื่อรู้จักและคุ้นเคยกันมากขึ้น  ก็มีการถามไถ่ถืงเรื่องราวความเป็นมาของชีวิต(ตอนนั้นเธอเรียนโท คณิตศาสตร์ อยู่ที่จุฬาฯ) เมื่อผมมีธุระต้องลงไปกรุงเทพฯ เธอก็คอยทำหน้าที่เป็นคนนำทางให้ จนเมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณ 3 เดือน  เราก็ตกลงที่จะเปลี่ยนสถานะภาพจากอาจารย์หนุ่มกับศิษย์สาว พัฒนาขึ้นมาใช้คำว่า “แฟน” แทน

               หลังจากดูใจกันได้ประมาณ 8 เดือน เธอก็แนะนำให้ผมไปขอเธอแต่งงาน โดยให้ไปขอกับแม่ที่เชียงใหม่

               ตอนแรกผมก็กังวลใจมาก เพราะว่าผมเป็นคนตัวเปล่า ไม่มีเงินทองหรือทรัพย์สินใดๆ เลย แต่เนื่องจากผมจำได้ว่าท่านอาจารย์ ดร.ประมวล  เพ็งจันทร์ ซึ่งเป็น “ครูใหญ่ในชีวิตของผม” ได้สอนผมอย่างไรบ้าง ผมก็เลยไปสู่ขอเธอด้วยตัวของผมเองเพียงลำพัง ซึ่งแม่ของเธอก็ไม่ขัดข้องประการใด บอกว่าสินสอดเงินทองไม่จำเป็นหรอก ขอเพียงให้รักกันจริง ไม่ทอดทิ้งกัน ดูแลซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต แค่นี้ก็พอแล้ว ซึ่งผมก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับแม่ของเธออย่างดี....จากนั้นก็มีการหาฤกษ์งามยามดี เพื่อจัดงานแต่งงานขึ้น


                ในวันแต่งงานของเรา เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2545 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้วนั้น....ท่านอาจารย์ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์และอาจารย์สมปอง เพ็งจันทร์ ได้เมตตาเดินทางมาเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวให้ผม ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม เป็นความทรงจำที่ดีงามและยิ่งใหญ่ ซึ่งผมจะจดจำไว้ตลอดทั้งชีวิต

                งานแต่งงานวันนั้น ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ในบรรยากาศแบบลูกทุ่งๆ ท่ามกลางแขกเหรื่อพอประมาณ

                ผมรู้สึกเขินอาย จนทำอะไรไม่ถูก และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นภรรยาของผมร้องไห้อย่างมีความสุขที่สุดในชีวิต



(โปรดติดตามอ่านต่อ ตอนที่ 2 )










เพลง    "ฉันดีใจที่มีเธอ"
ศิลปิน    "บอย โกสิยพงษ์"
ร้องโดย     "วาระ มีชูธน"